Customer Lifetime Value คืออะไร

Customer Lifetime Value คืออะไร เพิ่มมูลค่าธุรกิจในระยะยาว


สารบัญบทความ

เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ทุกธุรกิจต้องให้ความใส่ใจกับลูกค้า เพราะยิ่งลูกค้าอยู่กับเรานาน ซื้อสินค้าหรือใช้บริการซ้ำมากเท่าไร ธุรกิจก็ยิ่งมีรายได้และกำไรมากขึ้นเท่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทุกธุรกิจควรรู้จักการคำนวณ Customer Lifetime Value (CLV) เพื่อวัดว่าลูกค้าประทับใจและผูกพันกับแบรนด์ของเรามากแค่ไหน พวกเขาเป็นลูกค้าที่ซื้อเพียงครั้งเดียวแล้วหายไป หรือเป็นลูกค้าที่ซื้อซ้ำและอยู่กับเรายาวนานหลายปี

Customer Lifetime Value เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ ซึ่งมีสูตรคำนวณหลายรูปแบบ แต่ละแบบก็ช่วยให้เราเห็นมุมมองที่แตกต่างกันของความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับลูกค้า วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจและเจาะลึกเรื่องนี้ไปพร้อมกัน ว่าจะใช้ CLV เพื่อพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

Customer Lifetime Value คืออะไร

Customer Lifetime Value หรือ CLV คือ มูลค่าหรือรายได้โดยเฉลี่ยธุรกิจได้รับจากลูกค้าตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งจะทำให้เข้าใจไม่ใช่แค่วีท่านมา ลูกค้าจ่ายให้กับแบรนด์เท่าไร ยังเห็นว่าในอนาคต ลูกค้ามีแนวโน้มที่จะจ่ายแบรนด์เท่าไรด้วย โดยที่ Sales Forecast นี้จะอ้างอิงมาจากการต่ออายุการใช้งาน การใช้งานสินค้า การมีส่วนร่วมกับแบรนด์ และยังทำให้เห็นด้วยว่าลูกค้าคนไหนเป็นลูกค้าที่มีมูลค่าสูง สามารถนำไปปรับกลยุทธ์การขายและกลยุทธ์การตลาด ช่วยสร้างกำไรให้เพิ่มอีกด้วย

CLV ไม่ใช่แค่การมองว่าลูกค้าซื้อแต่ละครั้งเท่าไร แต่มองไปถึงมูลค่าระยะยาวที่ลูกค้าจะจ่ายให้กับแบรนด์ตั้งแต่วันแรกที่เป็นลูกค้าจนถึงวันที่ลูกค้าเลิกใช้สินค้า เช่น หากลูกค้าคนหนึ่งซื้อโทรศัพท์มือถือยี่ห้อแรกราคา 50,000 บาท แต่ใช้แล้วไม่ประทับใจ และหันไปใช้ยี่ห้ออื่น แต่ลูกค้าอีกคนซื้อโทรศัพท์มือถืออีกยี่ห้อ ราคา 20,000 บาท แต่ใช้งานแล้วเกิดประทับใจ และซื้อมือถือรุ่นใหม่ที่ออกมาเรื่อย ๆ ตลอด 5 ปี นั่นจึงทำให้ลูกค้าคนที่ 2 มีมูลค่าทางธุรกิจที่สูงกว่า แม้จะซื้อสินค้าในราคาที่ถูกกว่าก็ตาม

วิธีการมอง Customer Lifetime Value

วิธีการมอง Customer Lifetime Value จะมี 2 แบบ คือ

  • Historic Customer Lifetime Value เป็นการมองว่าลูกค้าปัจจุบันได้จ่ายให้กับแบรนด์ไปแล้วเท่าไร
  • Predictive Customer Lifetime Value เป็นการมองว่าลูกค้าจะสามารถจ่ายให้แบรนด์เพิ่มเติมได้เท่าไร 

และทั้ง 2 แบบนั้นสามารถใช้เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของธุรกิจได้เลย

Historic Customer Lifetime Value ต่างอย่างไรกับ Predictive Customer Lifetime Value

Historic Customer Lifetime Value คือการมองหามูลค่าด้วยการมองกลับไปที่สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต การหาค่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจว่าลูกค้าปัจจุบันได้ซื้อสินค้ามาแล้วมากเท่าไร และใช้ในการสร้างโปรไฟล์ว่าลูกค้าที่จะสร้างมูลค่าให้กับแบรนด์ควรจะเป็นอย่างไร แต่การใช้ Historic Customer Lifetime Value ไม่ได้ช่วยในการคาดการณ์รายได้ในอนาคต หากใช้มาตรวัดนี้เพียงมาตรวัดเดียว

ตัวอย่าง Historic Customer Lifetime Value

ลูกค้าคนหนึ่งซื้อหูฟังจากร้านขายเครื่องเสียงทุกปี เป็นเวลา 5 ปี โดยที่หูฟังนั้นราคา 500 บาท
วิธีคิดคือ = 5 x 500 = 2,500 บาท คือมูลค่าที่ลูกค้ามาจับจ่ายซื้อหูฟังกับทางร้าน

Predictive Customer Lifetime Value คือการคำนวณโดยการใช้ข้อมูลเก่าของลูกค้ามาเพื่อคาดการณ์ว่าลูกค้ามีแนวโน้มที่จะหยุดซื้อตอนไหน และมูลค่าที่ลูกค้าคนนี้จ่ายมาที่อยู่กับแบรนด์คือเท่าไร การหา Predictive Customer Lifetime Value จะคำนวณจากหลากหลายปัจจัย ทั้งต้นทุน, ความบ่อยในการซื้อสินค้า, ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง และปัจจัยอื่น ๆ เพื่อให้เห็นตัวเลขที่แท้จริง ยิ่งมีข้อมูลลูกค้ามากเท่าไร ยิ่งดีมากเท่านั้น และแม้การหาค่านี้จะค่อนข้างซับซ้อน แต่จะช่วยให้ธุรกิจเห็นภาพว่า ควรจะลงทุนเท่าไร กับอะไร เพื่อให้ลูกค้ากลับมาซื้อและอยู่กับแบรนด์ไปนาน ๆ

สูตรคำนวณ Customer Lifetime Value

สูตรที่ใช้เพื่อคำนวณ Customer Lifetime Value ถือว่ามีด้วยกันหลายสูตร แต่สูตรที่ง่ายที่สุดและนิยมใช้กันมากที่สุดคือสูตรการคำนวณแบบ Historic Customer Lifetime Value โดยมีองค์ประกอบที่จะใช้ในการคำนวณ 3 อย่างคือ

  • มูลค่าการซื้อโดยเฉลี่ย (Average Purchase Value) เพื่อดูค่าเฉลี่ยที่ลูกค้าจ่ายเงินในแต่ละครั้งที่ซื้อสินค้า โดยการนำจำนวนเงินทั้งหมดที่ลูกค้าจ่าย หารด้วยจำนวนครั้งที่ลูกค้าซื้อสินค้า
  • ความถี่ในการซื้อโดยเฉลี่ย (Average Purchase Frequency) เพื่อดูค่าเฉลี่ยของการที่ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยจะนำจำนวนครั้งที่ลูกค้าซื้อทั้งหมด หารด้วยจำนวนลูกค้าทั้งหมด
  • อายุการใช้งาน (Average Customer Lifespan) คือระยะเวลาที่ลูกค้าคนนั้นยังคงซื้อสินค้าหรือบริการก่อนที่จะเลิกใช้งาน วิธีการคำนวณคือ อายุการใช้งานของลูกค้าทุกคน หารด้วยจำนวนของลูกค้าทั้งหมด

CLV = Average Purchase Value x Average Purchase Frequency x Average Customer Lifespan

ตัวอย่าง

ลูกค้าคนหนึ่งมาซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงานในร้านค้าแห่งหนึ่ง เฉลี่ยครั้งละ 1,000 บาท ลูกค้ามาซื้อโดยเฉลี่ยเดือนละ 2 ครั้ง และลูกค้าทำแบบนี้ทั้งหมด 36 เดือน

CLV = 1,000 (บาท) x 2 (ครั้งต่อเดือน) x 36 (เดือน) = 72,000 บาท

เท่ากับว่า ที่ผ่านมาลูกค้าคนนี้ซื้อสินค้ามาแล้วกว่า 72,000 บาท และเราสามารถนำตัวเลขนี้ไปจัด Customer Segmentation ได้ว่าลูกค้าจะจัดอยู่ในกลุ่มใด เพื่อทำแคมเปญการขาย และแคมเปญการตลาดได้ตรงจุด

ตัวอย่างการคำนวณ Customer Lifetime Value

ร้านกาแฟ

หนึ่งในวิธีการคำนวณ Customer Lifetime Value คือของร้านกาแฟ สมมุติว่าร้านกาแฟแห่งหนึ่งมี 4 สาขา ราคาของแต่ละเมนูคือ 50 บาท โดยลูกค้า 1 คนจะเข้ามาใช้บริการที่ร้านเฉลี่ยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ใน 1 ปีจะมาประมาณ 50 สัปดาห์ หากต้องการหา Customer Lifetime Value เพื่อช่วงระยะเวลา 5 ปี มูลค่าของลูกค้าแต่ละคนที่ใช้บริการจะคิดเป็นเท่าไร จะมีวิธีคิดคือ

CLV = 50 (บาท) x 100 (ครั้งต่อปีที่ใช้บริการ) x 5 (ปี) = 25,000 บาท

ซอฟต์แวร์ที่ใช้งานแบบ Subscription

หากกราฟิกดีไซเนอร์ได้ใช้บริการซอฟต์แวร์แต่งรูปและตัดต่อวิดีโอแบบ Subscription ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วแต่ละคนจะจ่ายเดือนละ 1,000 บาท ลูกค้าแต่ละคนจะใช้งานโดยเฉลี่ยที่ 4 ปี และใช้บริการจ่ายแบบรายเดือน วิธีการคำนวณคือ

CLV = 1,000 (บาท) x (12 เดือน) x 4 (ปี) = 48,000 บาท

รถยนต์

รถยนต์เป็นตัวอย่างที่ดีของธุรกิจที่มีขายสินค้ามูลค่าสูง แต่ขายจำนวนได้น้อย หากสมมุติว่าลูกค้าคนหนึ่งซื้อรถยนต์ใหม่เฉลี่ยราคา 500,000 บาท และเปลี่ยนรถใหม่ทุก ๆ 4 ปี โดยที่ลูกค้าคนนี้เป็นลูกค้าที่มีความจงรักภักดีกับแบรนด์และเป็นลูกค้ามาแล้วกว่า 15 ปี

CLV = 500,000 (บาท) x 0.2 (เฉลี่ยต่อปีที่ซื้อ) x 15 (ปี) = 1,500,000 บาท

วิธีการเพิ่ม Customer Lifetime Value

1. ใช้งาน Loyalty Program

การทำ Loyalty Program จะช่วยทำให้ลูกค้ารู้สึกมีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งกับแบรนด์ ถือเป็นการตอบแทนความไว้วางใจให้กับทุกการจับจ่าย การคืนกำไรให้ลูกค้าจะช่วยสร้างความประทับใจ และมีส่วนทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าบ่อยขึ้น และจงรักภักดีกับแบรนด์มากขึ้น

2. ปรับปรุง Customer Experience

ในปัจจุบันคนไม่ได้ซื้อสินค้าแค่เพราะราคาอีกต่อไป แต่ยังเกี่ยวโยงไปกับ Customer Experience ทั้งระบบ การเพิ่ม Customer Lifetime Value จึงทำได้ด้วยการปรับปรุง Customer Experience ตั้งแต่หน้าร้าน คอลเซ็นเตอร์ และทุก ๆ Touchpoint ที่ลูกค้าติดต่อมา หากลูกค้ารู้สึกว่าได้รับการบริการที่ดี ราบรื่น ลูกค้าก็มีโอกาสที่จะกลับมาใช้บริการอีกหลายครั้ง

3. ปรับปรุง Customer Service

การมี Customer Service ที่แย่จะกลายเป็นหนทางที่ทำให้ค่า Customer Lifetime Value ตกอย่างน่าใจหาย และทำให้ลูกค้าหันไปใช้บริการของคู่แข่ง การปรับปรุงงานบริการหลังการขาย หรือทำให้ Customer Service เป็นที่ประทับใจของลูกค้า จะช่วยให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอีกนาน

4. พัฒนาบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าให้ดี

ไม่ว่าเราจะทำธุรกิจอะไร เราจำเป็นที่จะต้องรักษาความสัมพันธ์และสื่อสารกับลูกค้าตลอด และควรจะมีประวัติการพูดคุยติดต่อกับลูกค้าทั้งในเรื่องของงานขาย งานบริการ และ Marketing ซึ่งในจุดนี้ โปรแกรม CRM จะเข้ามามีบทบาทในการบันทึกข้อมูลทุกกิจกรรม วิเคราะห์ และนำเสนอสิ่งที่ควรทำต่อไป เพื่อทำการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า ด้วยการสร้างระบบที่ทำให้เห็นและรักษาข้อมูลของลูกค้าตลอด Journey ที่ลูกค้าอยู่กับเรา ตั้งแต่ที่เริ่มเป็นลีด ไปจนถึงการบันทึกใบเสนอราคา ใบสั่งซื้อ ใบสั่งขาย กิจกรรมการขายต่าง ๆ และการส่งมอบงาน

5. เก็บฟีดแบ็กจากลูกค้า

การรับฟังลูกค้าเป็นสิ่งที่ทุกแบรนด์ต้องทำ โดยเฉพาะการขอฟีดแบ็กจากลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นคำติหรือคำชม จะมีส่วนช่วยในการปรับปรุงพัฒนาสินค้าและบริการให้ดีขึ้นไป โดยที่ฟีดแบ็กนั้นอาจจะมาจาก NPS Score ที่เป็นการวัดความพึงพอใจของลูกค้าหลังจากที่ใช้บริการ การใช้ Csat Score จากนั้นนำฟีดแบ็กของลูกค้ามาวิเคราะห์ว่าสิ่งไหนที่ต้องทำก่อน สิ่งไหนที่ต้องทำหลัง และเราจะปรับปรุงเรื่องนี้ได้อย่างไร เมื่อรู้ถึงปัญหาและวิธีการแก้แล้ว ก็สร้าง Feedback Loop มอบหมายงานให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงแก้ไขต่อไป การทำแบบนี้จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์พร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอแนะจากลูกค้า และรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับแบรนด์มากขึ้น

ติดตามเกร็ดความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog www.veniocrm.com/blog 
Facebook www.facebook.com/veniocrm
Twitter:  www.twitter.com/veniocrm
Youtube
:  
www.youtube.com/veniocrm


Tags

Customer Lifetime Value


You may also like

งานบริการลูกค้า มีกี่แบบ และวิธีทำให้ลูกค้าพึงพอใจสูงสุด

งานบริการลูกค้า มีกี่แบบ และวิธีทำให้ลูกค้าพึงพอใจสูงสุด

รู้จัก Case Management ระบบจัดการเคส เพื่อยกระดับการบริการ

รู้จัก Case Management ระบบจัดการเคส เพื่อยกระดับการบริการ
Success message!
Warning message!
Error message!