เจาะสูตรหาความเร็วการขาย Sales Velocity
  • หน้าหลัก
  • >
  • บทความ
  • >
  • เจาะสูตรหาความเร็วการขาย Sales Velocity และวิธีเร่งดีลให้ปิดได้ไวขึ้น

เจาะสูตรหาความเร็วการขาย Sales Velocity และวิธีเร่งดีลให้ปิดได้ไวขึ้น


สารบัญบทความ

หนึ่งในปัญหาสำคัญที่เซลส์และผู้จัดการฝ่ายขายมักต้องเผชิญ คือสภาวะที่ Sales Pipeline  มีดีลมากจนเต็มไปป์ไลน์ แต่ยอดขายจริงกลับไม่เติบโตเท่าที่ควร สาเหตุหลักมักเกิดจากการที่ทีมขายให้ความสำคัญกับปริมาณของดีลมากเกินไป จนละเลยที่จะประเมินว่าดีลแต่ละอันนั้นใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเคลื่อนไปอีกสเตจจนถึงขั้นปิดการขาย และตัวชี้วัดที่จะช่วยสะท้อนประสิทธิภาพในจุดนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุดคือ ความเร็วในการขาย หรือ Sales Velocity ที่จะช่วยบ่งบอกว่าทีมขายของคุณสามารถเปลี่ยนลีดใน Sales Pipeline ให้กลายเป็นรายได้จริงได้รวดเร็วเพียงใด

บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทำความเข้าใจเรื่อง Sales Velocity อย่างรอบด้าน เพื่อนำไปยกระดับการทำงานของทีมขาย โดยเนื้อหาจะครอบคลุมถึง ทำความรู้จัก Sales Velocity สูตรการคำนวณ: ตัวอย่างการคำนวณ และวิธีปฏิบัติเพื่อผลักดันให้ปิดการขายได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Sales Velocity คืออะไร?

Sales Velocity หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ความเร็วในการขาย คือตัวชี้วัดความรวดเร็วของดีลแต่ละดีลที่เลื่อนใน Sales Pipeline โดยมองจาก 4 ปัจจัยคือ จำนวนโอกาสการขาย, ขนาดของดีล, อัตราการชนะ และความยาวของรอบการขาย ซึ่งในกรณีที่ทีมขายสามารถทำความเร็วในการขายได้ดี การคาดการณ์รายได้ก็จะแม่นยำมากขึ้น ทำให้เห็นประสิทธิภาพโดยรวมของทีมขาย เห็นอัตราที่กำลังสร้างรายได้ในขณะนี้

การคาดการณ์ยอดขาย (Sales Forecast)  ที่ดี ต้องการการประเมินว่า สินค้าหรือบริการนั้นจะขายได้รวดเร็วมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเมื่อเรารู้ความเร็วแล้ว ก็จะทำให้การตัดสินใจในการจัดงบประมาณ การตัดสินใจเรื่องรายได้ ไปจนถึงการประเมินความสามารถของเซลส์ การระบุจุดที่ต้องปรับปรุง ทำได้ง่ายมากขึ้น

ตัวชี้วัดความเร็วในการขาย 

การที่เราจะระบุความเร็วในการขายได้ จะต้องอาศัยตัวชี้วัด ตัวนี้ที่ทำงานร่วมกันเพื่อกำหนดอัตราการสร้างยอดขายโดยรวม ซึ่งหากมีปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงหรือแตกต่างออกไป ก็จะส่งผลต่อปัจจัยอื่น ๆ และผลกระทบโดยรวม โดยที่ตัวชี้วัดทั้งหมดมีดังต่อไปนี้ 

 1. จำนวนโอกาสทางการขาย 

โอกาสทางการขายนั้น ต้องเป็นโอกาสทางการขายที่มีคุณภาพและผ่านการคัดลีดมาแล้ว ถือเป็นลีดที่มีความสนใจที่แท้จริงและมีความต้องการที่จะซื้อ ไม่ใช่เพียงลีดที่เข้ามาแสดงความสนใจแต่ไม่มีโอกาสที่จะขายได้ โดยวิธีการคัดลีดที่เป็นพื้นฐานที่องค์กรส่วนใหญ่นิยมใช้คือ BANT (Budget, Authority, Need, Timeline) ผ่านการตั้งคำถามดังนี้ 

  • Budget (งบประมาณ) ลูกค้าที่มาซื้อนั้นมีงบประมาณเหมาะสมพร้อมซื้อและเข้ากับสินค้าของเราหรือไม่
  • Authority (อำนาจในการตัดสินใจ) ลูกค้าคนนั้นเป็นผู้ที่มีอำนาจในการอนุมัติจัดซื้อหรือไม่
  • Need (ความต้องการ) ลูกค้ามีปัญหาที่ต้องการให้สินค้าของเราเข้าไปช่วยแก้ไขหรือไม่
  • Timeline (กรอบเวลา) ลูกค้าต้องการที่จะใช้สินค้าตอนไหน

 การที่เรามีลีดคุณภาพ พร้อมที่จะซื้อและมีความต้องการจริง ๆ จะกลายมาเป็นตัวคูณที่ช่วยเร่งอัตราการขายให้ดีขึ้นได้ เพราะหากลีดที่เรามีนั้นเป็นลีดที่เน้นปริมาณ สุดท้ายเซลส์จะเสียเวลาไปกับการไล่ตามลีดที่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นยอดขายได้ แต่หากลีดที่คัดมานั้นเป็นลีดคุณภาพ แม้จะมีปริมาณน้อยกว่า แต่จะส่งผลให้ปิดการขายได้รวดเร็วมากกว่าและส่งผลให้ได้ยอดขายตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ 

 2. ขนาดของดีลโดยเฉลี่ย 

 ขนาดของดีลที่เราพูดถึงนั้น คือมูลค่าเฉลี่ยของดีลที่ปิดการขายได้ในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ โดยเราจะคำนวณได้จากการนำดีลทั้งหมดมาหาร เช่น หากปิดการขายได้ 20 ดีล โดยที่มูลค่าดีลทั้งหมดรวมกันคือ 500,000 บาท ขนาดของดีลโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ = 500,000 / 20 = 25,000 บาท ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อขนาดของดีลคือ 

  • Product Mix ส่วนผสมของสินค้า หากสินค้าขายเป็นแพ็กเกจ ก็ต้องดูว่าแพ็กเกจที่ขายได้นั้นเป็นแพ็กเกจราคาถูกหรือแพง 
  • Customer Segment  กลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่เทียบกับกลุ่มลูกค้ารายย่อย 
  • Pricing strategies การตั้งราคาตามมูลค่าเทียบกับการตั้งราคาต้นทุนบวกกับกำไร
  • Sales approach แนวทางการขายที่เน้นลูกค้าคุณภาพเทียบกับการขายแบบเน้นปริมาณ 

ขนาดของดีลนั้นจะส่งผลต่อความเร็วของการขายโดยตรง โดยหากดีลนั้นเป็นดีลขนาดใหญ่ มีผู้ตัดสินใจหลายคน ก็อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าจะปิดการขายได้ เทียบกับดีลขนาดเล็กกว่า มีผู้ตัดสินใจไม่กี่คน เวลาในการปิดการขายก็จะใช้เวลาไม่นาน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีสูตรง่าย ๆ ให้คิดคือ ดีลที่มีขนาดใหญ่กว่า 10 เท่าแต่ใช้เวลานานกว่า เท่า จะช่วยเพิ่มความเร็วในการขายโดยรวมได้ดีกว่าดีลขนาดเล็กหลาย ๆ ดีลรวมกัน 

 3. อัตราการชนะ 

 อัตราการชนะ หรือ Win rate จะใช้ในการวัดเปอร์เซ็นต์โอกาสของการขาย ที่มีโอกาสที่จะปิดการขายได้ โดยวิธีการคำนวณนั้นจะมาจากการนำดีลที่ชนะมาหารด้วยดีลทั้งหมด เช่น มีดีลที่เข้ามาทั้งหมด 100 ดีล แต่มีดีลที่ปิดการขายได้ 25 ดีล หมายความว่า อัตราการชนะจะอยู่ที่ 25 / 100 = 25% 

 อย่างไรก็ตาม อัตราการปิดดีลในแต่ละธุรกิจถือว่าไม่เท่ากัน เนื่องจากรูปแบบการขายและธรรมชาติของธุรกิจจะไม่เหมือนกัน ซึ่งอัตราการชนะโดยส่วนมากจะมีอัตราดังนี้ 

  • ธุรกิจซอฟต์แวร์ : อัตราการชนะอยู่ที่ 20-30%
  • ธุรกิจ B2C : อัตราการชนะอยู่ที่ 50-60%
  • การขายแบบ B2B ที่มีความซับซ้อน : อัตราการชนะอยู่ที่ 15-25%

 อัตราการชนะจะถือว่ามีผลเป็นทวีคูณต่อความเร็วในการขาย สมมุติว่าหากอัตราการชนะของเราได้ปรับเพิ่มจาก 20% ไปเป็น 25% ไม่ใช่แค่ว่าอัตราความเร็วในการขายจะบวกเพิ่ม 5% เท่านั้น แต่หมายถึงอัตราความเร็วในการขายทั้ง Sales Pipeline จะถูกบวกเพิ่มมากขึ้น 25% เช่น หากเซลส์ทำยอดขายได้วันละ 50,000 บาท และมีอัตราการชนะอยู่ที่ 20% แต่หากเซลส์เพิ่มอัตราการชนะเป็น 25% ยอดขายที่ได้จะพุ่งไปที่วันละ 62,500 บาท และรายได้จะเพิ่มมากขึ้น 375,000 บาทต่อเดือน ซึ่งนั่นหมายความว่า เซลส์ไม่ต้องหาลูกค้าใหม่เพิ่ม ก็ได้ยอดขายเพิ่มขึ้นมาเท่าตัว เพียงแค่เพิ่มอัตราการชนะเท่านั้น 

 4. ความยาวของรอบการขาย 

 คือการวัดระยะเวลาโดยเฉลี่ยตั้งแต่ที่ลูกค้าติดต่อมาครั้งแรกไปจนถึงการปิดการขาย โดยส่วนมากจะนับกันเป็นวัน โดยที่ตัวชี้วัดนี้จะเป็นตัวหารสูตรการคำนวณความเร็ว หมายความว่า ยิ่งรอบขายสั้นเท่าไร ความเร็วในการขายก็จะเพิ่มขึ้นตามนั้น โดยที่ความยาวของรอบการขายนั้นจะแตกต่างกันไปตามธุรกิจดังนี้ 

  • ธุรกิจแบบ B2C : หลักชั่วโมงหรือหลักวัน 
  • ธุรกิจขายซอฟต์แวร์ขนาดกลาง : 30-60 วัน 
  • ธุรกิจขายซอฟต์แวร์ระดับองค์กร : 90-180 วัน หรืออาจนานกว่านั้น

 ทั้งนี้ หากเซลส์สามารถปิดการขายได้ไว ลดความยาวของรอบการขายให้สั้นลง ความเร็วในการขายก็จะเพิ่มขึ้นตาม แม้ปัจจัยอื่นจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย เช่น จากแต่ก่อนที่เซลส์จะต้องใช้เวลา 90 วันกว่าจะปิดดีลได้ แต่ต่อมาเซลส์สามารถย่นความยาวของรอบการขาย และปิดดีลได้ใน 60 วัน ทำให้ความเร็วในการขายเพิ่มขึ้นถึง 50% ซึ่งการพยายามลดความยาวของรอบการขายนั้น ในทางหนึ่งก็ต้องระมัดระวัง เพราะอาจจะเป็นการเร่งและกดดันลูกค้ามากจนเกินไป และอาจจะส่งผลเสียทำให้อัตราการชนะลดลงมาแทน 

วิธีคำนวณและสูตรในการคำนวณความเร็วในการขาย 

 การคำนวณความเร็วในการขายนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องมีข้อมูลจาก Sales Pipeline ที่แม่นยำและนำมาปรับใช้ให้ถูกต้อง ซึ่งกระบวนการหาความเร็วในการขาย จะทำให้เราได้ฐานในการคิด และทำให้เห็นภาพรวมงานขายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น 

 1. รวบรวมข้อมูล ขั้นตอนแรกคือการหาอัตราการชนะและความยาวของรอบการขายของดีลทั้งหมดที่อยู่ใน Sales Pipeline โดยวิธีการหาอัตราการชนะนั้น จะใช้วิธีการนำโอกาสทางการขายที่เป็นลีดคุณภาพ เป็นลีดที่ผ่านการคัดมาแล้ว ไม่ใช่ลีดที่ไม่มีการเคลื่อนไหวใด มาให้คำนวณโดยเอาเข้าสูตรดังนี้ 

  • นำดีลที่ปิดการขายมาทั้งหมด
  • รวมมูลค่าของดีลที่ปิดการขาย
  • หารด้วยดีลที่ยัง Active อยู่

ตัวอย่าง เช่น หากมีดีลทั้งหมดอยู่ที่ 100 ดีลและปิดการขายได้ 25 ดีล อัตราการชนะจะอยู่ที่ 25 / 100 = 25% และหลังจากนั้นให้หาค่าความยาวของรอบการขาย โดยหาค่าเฉลี่ยตั้งแต่ที่ลูกค้าติดต่อมาครั้งแรกจนถึงวันที่ปิดการขาย เช่น หากดีลทั้งหมด 20 ดีลล่าสุดใช้เวลาทั้งหมดรวม 1,800 วันในการปิดการขาย แสดงว่าแต่ละดีลนั้นใช้เวลาในการขายโดยเฉลี่ย 1,800 / 20 = 90 วัน 

2. เอาตัวเลขมาเข้าสูตร เมื่อได้ตัวเลขทั้งหมดที่ต้องการแล้ว ให้เอามาเข้าสูตรคือ 

Sales Velocity = (จำนวนโอกาส × มูลค่าดีลเฉลี่ย × อัตราการปิดการขาย) ÷ ระยะเวลาของวงจรการขาย 

ตัวอย่างเช่น 

  • โอกาสทางการขาย : 150 ดีล 
  • ขนาดของดีลโดยเฉลี่ย : 15,000 บาท 
  • อัตราการชนะ : 22% 
  • ความยาวของรอบการขาย : 75 วัน 

Sales Velocity = (150 × 15,000 × 0.22) ÷ 75 = 6,600 บาท 

นั่นหมายความว่า แต่ละวันนั้นบริษัทสามารถทำรายได้ได้วันละ 6,600 บาท และได้ยอดเดือนละ 198,000 บาท และยอดนี้จะทำให้เห็นถึงอัตราที่ Sales Pipeline ในตอนนี้จะเปลี่ยนเป็นรายได้เข้าบริษัทได้ 

3. นำตัวเลขมาวิเคราะห์

เมื่อได้ตัวเลขมาแล้วเราจะมาทำการวิเคราะห์ ซึ่งการวิเคราะห์นั้นอาจจะต้องดูบริบทหลายอย่างประกอบกัน เช่น หากบริษัททำรายได้ได้วันละ 6,600 บาท แต่บริษัทเป็นแค่สตาร์ทอัพ มีเซลส์แค่ คน การทำรายได้ขนาดนี้ถือว่าไม่แย่ แต่หากบริษัทเป็นบริษัทขนาดกลาง มีเซลส์ 20 คน การทำรายได้เพียงวันละ 6,600 บาทหรือแค่เดือนละ 198,000 บาท ถือว่าทีมขายทำผลงานได้แย่และต้องการการแก้ไขความเร็วในการขายโดยด่วน 

วิธีในการเพิ่มความเร็วในการขาย 

จะเห็นได้ว่าตัวแปรในการขายจะออกมาดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก ตัว ซึ่งเราจะสามารถปรับปรุงได้ดังนี้ 

 1. เพิ่มโอกาสทางการขายให้มากขึ้น 

การที่เราจะเพิ่มโอกาสทางการขายได้ดีขึ้น ก็หมายความว่าเราจะต้องหาลีดให้ได้มากขึ้น แต่การหาลีดนั้นไม่ได้หมายความว่าลีดจะเป็นใครก็ได้ แต่ต้องเป็นลีดที่มีคุณภาพและผ่านการคัดลีดมาแล้ว ซึ่งเป็นลีดที่มีโอกาสปิดการขายได้ ตัวอย่างเช่น หากเราสังเกตแล้วว่า ลีดที่ผ่านการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ จะมีอัตรา Lead Conversion สูงกว่าลีดที่มาจากช่องทางอื่นทั่วไป เราก็จะได้มุ่งเน้นไปที่การทำแคมเปญการขาย แคมเปญการตลาดผ่านช่องทางนี้ให้มากขึ้น 

2. เพิ่มขนาดดีล 

 สิ่งที่เซลส์มักจะกลัวคือ ยิ่งดีลใหญ่แค่ไหน ยิ่งกลัวว่าจะปิดการขายยากเท่านั้น แต่ก็ไม่เสมอไป หากเซลส์รู้จักเทคนิคการปิดการขายได้ หรือเพิ่มโอกาสในการขายด้วยการ Upsell หรือ Cross-sell ก็จะทำให้ดีลจากที่เล็กกลายเป็นดีลที่ใหญ่มากขึ้นได้ ภายในกรอบระยะเวลาเท่าเดิม 

3. เพิ่มอัตราการชนะ 

 ฟังดูแล้วอาจจะเป็นเรื่องยาก แต่หากเพิ่มอัตราการชนะแล้วจะช่วยเพิ่มยอดขายให้ได้ทั้ง Sales Pipeline แบบทวีคูณ ซึ่งเรื่องนี้สามารถทำได้ด้วยการติดอาวุธให้ทีมขาย ไม่ว่าจะเป็นการอบรมการขาย การให้ทีมขายทบทวนความรู้เรื่องเทคนิคการขาย ไปจนถึงการฝึกทีมขายให้ใช้โปรแกรม CRM ที่มี Deal Probabilities อย่างใน Venio ที่จะช่วยคาดการณ์โอกาสในการปิดการขาย ทำให้เซลส์เข้าใจถึงความเสี่ยงและลำดับความสำคัญได้ว่าดีลไหนที่ควรตามก่อน และดีลไหนที่สามารถเลี้ยงลีดไว้ได้ โดยไม่ต้องพึ่งแค่การคาดเดาเพียงอย่างเดียว 

 4. ลดระยะเวลาการขายให้สั้นลง 

 ทุก ๆ วันที่เราปิดการขายไม่ได้ เท่ากับว่าระยะเวลาการขายก็จะถูกยืดออกไปเรื่อย ๆ ซึ่งระยะเวลาการขายนั้นจะยาวหรือไม่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอสินค้า ความเชี่ยวชาญของเซลส์ในการตอบคำถามลูกค้า การเข้าถึงข้อมูลดีล การสื่อสารระหว่างทีมขายและทีมการตลาดในการหาลีด โดยที่ปัญหาทั้งหมดนั้นสามารถทำให้ลดลงได้ ด้วยการใช้โปรแกรม CRM ที่ทำหน้าที่ในการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างลูกค้าและเซลส์ ไม่ว่าจะเป็นการโทร แชท บันทึกการประชุม ทุกอย่างถูกรวมเข้ามาอยู่ในรูปแบบของ Sales Pipeline และข้อมูลลูกค้าและข้อมูลดีลต่าง ๆ จะถูกรวมเอาไว้อยู่ในที่เดียว ข้อมูลถูกเชื่อมต่อกันไม่กระจัดกระจาย เซลส์สามารถเห็นภาพรวมของ Sales Pipeline ทำให้เมื่อเจรจากับลูกค้าสามารถดึงข้อมูลได้ทันทีไม่ต้องรอถาม ช่วยลดรอบระยะเวลาการขายให้สั้นลงได้ดีกว่าเดิม 

สรุป 

ความเร็วในการขายนั้น จะช่วยในการทำให้เซลส์และทีมขายเข้าใจประสิทธิภาพของงานขายและทำให้การใช้งาน Sales Pipeline ได้ดีกว่าเดิม ช่วยให้ทีมขายเห็นปัญหาในการขาย ทำ Sales Forecast และรู้ว่าควรทำอะไรเพื่อเร่งดีลให้ไปไวมากขึ้น ไม่ว่าจะเพิ่มจำนวนโอกาส ยกระดับ Win Rate เพิ่มมูลค่าดีล หรือลดวงจรการขาย และเพื่อให้การวัดผลและเร่งความเร็วในการขายทำได้จริงแบบเรียลไทม์ การมีระบบ Sales CRM ที่ดีอย่าง Venio จะช่วยรวบรวมข้อมูล แจ้งเตือนการติดตาม และทำให้เซลส์เห็นขั้นตอนต่าง ๆ ในกระบวนการขายผ่าน Sales Pipeline ได้ทะลุปรุโปร่ง ให้คุณเร่งดีลได้ตรงจุดและปิดการขายได้รวดเร็วมากกว่าเดิม 

ติดตามเกร็ดความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog www.veniocrm.com/blog 
Facebook www.facebook.com/veniocrm
Twitter:  www.twitter.com/veniocrm
Youtube
:  
www.youtube.com/veniocrm


Tags

sales


You may also like

ลูกค้าคอมเพลนเพราะอะไร และวิธีจัดการอย่างมืออาชีพ 

ลูกค้าคอมเพลนเพราะอะไร และวิธีจัดการอย่างมืออาชีพ 

ต้องมีดีลเยอะแค่ไหนถึงจะทำยอดขายถึงเป้า พร้อมสูตรคำนวณที่เซลส์ต้องรู้

ต้องมีดีลเยอะแค่ไหนถึงจะทำยอดขายถึงเป้า พร้อมสูตรคำนวณที่เซลส์ต้องรู้
>
Success message!
Warning message!
Error message!