การตั้งเป้าหมายในการทำงาน จะช่วยกำกับให้การทำงานของเราไม่เลื่อนลอย วัดผลได้ และทุกคนโฟกัสกับการทำงานได้ถูกจุด ซึ่งนั่นรวมไปถึงทีมขาย ที่มักจะถูกวัดความสำเร็จด้วย KPI ยอดขายอยู่เสมอ ทว่าในความเป็นจริงแล้ว การมุ่งจะเอาแต่ยอดขายอย่างเดียว อาจจะเป็นวิธีการวัดผลที่ไม่ได้ผล และไม่ส่งผลดีต่อทีม แต่มีวิธีการตั้ง KPI หลายแบบ ที่ช่วยให้การขายมีประสิทธิภาพ และทำให้ทุกคนบรรลุเป้าหมายด้านยอดขายได้เหมือนกัน
KPI คืออะไร
KPI หรือ Key performance indicators คือตัวชี้วัดในการทำงาน ที่บ่งบอกว่าตอนนี้เราเดินหน้ามาถูกทางหรือไม่ นอกจากนี้ KPI ยังเป็นตัวช่วยในการวัดผลงานของแต่ละคนได้อย่างเป็นธรรม สามารถติดตามความก้าวหน้าของแต่ละงานได้ทันที และช่วยตัดสินได้ว่า ประสิทธิภาพในการทำงานของแต่ละคนมีมากน้อยแค่ไหน และที่สำคัญคือ KPI จะเป็นตัวกำกับ ชี้วัดการทำงานของทีมขาย ว่าโดยรวมแล้วเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับเป้าหมายของบริษัทหรือไม่
เมื่อนำ KPI มาประกอบกับทีมขาย ก็จะช่วยให้เห็นภาพความสำเร็จ และประสิทธิภาพการทำงานของทีมขายว่าเป็นอย่างไร มีจุดไหนที่ต้องปรับปรุง และมีจุดไหนที่ทำดี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและดันยอดขายให้ได้ดีกว่าเดิม
ความสำคัญของการตั้ง KPI ทีมขาย
KPI สามารถประยุกต์ใช้ได้กับการทำงานในทุกแผนก แต่เมื่อประยุกต์ใช้กับทีมขายแล้ว ก็จะช่วยให้เห็นภาพของความสำเร็จในด้านต่าง ๆ ดังนี้
ช่วยให้ทีมขายโฟกัสกับเป้าหมายที่สำคัญที่สุด
KPI ถูกตั้งขึ้นมาก็เพื่อวัดผลความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม การตั้ง KPI จึงช่วยให้ทีมขายรู้ว่า เป้าหมายอะไรเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุด และตอนนี้เราอยู่ตรงจุดไหน ต้องทำอะไรบ้างเพื่อทำเป้าหมายให้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือวัดผลที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด
เปลี่ยนเป้าหมายที่เป็นนามธรรม ให้เป็นเป้าหมายที่วัดผลได้
การทำ KPI นั้น หลังจากที่เราตั้งเป้าหมายเอาไว้แล้ว เราก็ต้องแยกย่อยออกมาด้วยว่าเราจะต้องทำอะไร เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้นให้ได้ มิเช่นนั้นเราจะไม่รู้เลยว่า เรากำลังเดินมาถูกทางหรือไม่ การที่เราพุ่งเป้าไปที่การวัดผลประสิทธิภาพการขายและตั้ง KPI ให้กับทีมขายทุกคน จะทำให้เราสามารถเปลี่ยนเป้าหมายที่เป็นนามธรรมที่ดูเป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็นสิ่งที่ทำได้จริง
KPI ช่วยให้ไปถึงเป้าหมายได้ไวกว่าเดิม
KPI จะช่วยเราในการโฟกัสในสิ่งที่ต้องทำ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายให้สำเร็จ ดังนั้น การตั้ง KPI ที่ดี จะทำให้ทีมขายไปถึงเป้าหมายได้ไวกว่าเดิม ช่วยลดปัญหาเรื่องการใช้เวลาไปในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ และช่วยให้โฟกัสเฉพาะงานที่สำคัญที่สุด
KPI ช่วยให้เห็นผลการดำเนินงานทางธุรกิจ
การตั้ง KPI ให้ทีมขาย จะช่วยให้เห็นเทรนด์และเห็นว่าตอนนี้ ธุรกิจกำลังทำอะไรได้ดี และมีจุดไหนบ้างที่ต้องปรับปรุง ผู้จัดการทีมขาย ก็สามารถใช้ข้อมูลนี้ในการช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพงานขายโดยการเปลี่ยนโฟกัสการทำงาน ให้คำแนะนำ และปรับกลยุทธ์เพื่อการดำเนินธุรกิจ เป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น
KPI ช่วยแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบให้ทีมขาย
เนื่องจากการทำ KPI จะช่วยให้เห็นถึงความก้าวหน้าว่างานแต่ละอย่างนั้น ไปถึงระดับไหน ซึ่งไม่ใช่เห็นแค่ความสำเร็จรายบุคคล แต่จะเห็นความก้าวหน้าของทั้งทีม และช่วยให้ทั้งทีมขายสามารถที่จะเข้ามามีส่วนร่วมให้คำแนะนำ เพื่อนำไปปรับปรุง และยังช่วยกระจายงาน กระจายความรับผิดชอบให้คนในทีมได้อีกด้วย
ตัวอย่าง KPI ทีมขาย มีอะไรบ้าง
ระยะเวลาในการขาย
ระยะเวลาในการขายนั้น จะสั้นหรือยาวขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งตัวลูกค้า สินค้า หรือฝั่งของบริษัทเราเอง การตั้ง KPI ด้วยระยะเวลาในการขายนั้น จะทำให้เราเข้าใจคร่าว ๆ ว่าปกติระยะเวลาในการขายอยู่ที่กี่เดือน และต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อลดขั้นตอนและทำให้ลูกค้าตัดสินใจได้ไวขึ้น หากเซลล์คนใดประสบความสำเร็จในการลดระยะเวลาในการขายแล้ว เซลล์คนอื่นก็อาจจะนำเทคนิคนั้นไปประยุกต์ใช้ได้ด้วย
ตัวอย่าง
- ลดระยะเวลาการขายสินค้า จาก 3 เดือนเหลือ 1 เดือน
- ลดระยะเวลาจากการนัดหมายจนถึงการเสนอราคา: ≤ 14 วัน
- ระยะเวลาเฉลี่ยในการปิดการขาย (Average Sales Cycle Length): ≤ 45 วัน
กำไรจากการขาย
การตั้ง KPI แบบนี้จะเป็นการโฟกัสแค่เฉพาะกำไรที่ได้จากการขาย โดยไม่สนใจว่าลูกค้าคนนั้นจะเป็นรายเล็กหรือรายใหญ่ ดีลนั้นจะเป็นดีลเล็กหรือเดลใหญ่ แต่เน้นให้ได้กำไรมากที่สุด การตั้งกำไรจากการขายจะทำให้เรารู้ว่าเซลล์ได้ทุ่มเทเพื่อหารายได้และกำไรเข้าบริษัทมากน้อยแค่ไหน และการกระทำนั้นจะเป็นสิ่งที่ยั่งยืนหรือไม่
ตัวอย่าง
- อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ย (Gross Profit Margin): ≥ 35%
- กำไรจากขายต่อพนักงานขาย : ≥ 1.5 ล้านบาท/เดือน
อัตราการเติบโตของยอดขาย
อัตราการเติบโตของยอดขาย มักจะวัดจากยอดขายว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลง ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยส่วนมากจะวัดออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ เช่น การวัดอัตราการเติบโตของยอดขายรายเดือน การประเมินแบบนี้จะช่วยในการวัดถึงความเปลี่ยนแปลงในเรื่องประสิทธิภาพการขาย รวมไปถึงการหารายได้ของเซลล์และทีมได้ด้วย
ตัวอย่าง
- อัตราการเติบโตของยอดขายรายเดือน: ≥ 10%
- อัตราการเติบโตของยอดขายรายไตรมาส: ≥ 25%
- อัตราการเติบโตของยอดขายรายปี: ≥ 100%
อัตราการปิดการขาย
อัตราการปิดการขาย เป็นการวัดประสิทธิภาพของเซลล์และทีมเซลล์ในเรื่องการปิดการขาย หลังจากที่ได้รับลีดมาแล้ว ซึ่งตัวชี้วัดนี้จะช่วยทำให้เห็นว่า กลยุทธ์ของทีมขายที่ใช้ดีเพียงใด เซลล์คนนั้นสามารถปิดการขายลูกค้าได้กี่ราย แต่ละรายมีมูลค่าดีลมากน้อยหรือไม่
ตัวอย่าง
- อัตราการปิดการขายโดยรวม (Overall Close Rate): ≥ 25%
- อัตราการปิดการขายจากการนัดหมาย: ≥ 40%
- จำนวนการปิดการขายต่อพนักงานต่อเดือน: ≥ 8 ดีล
อัตราการเปลี่ยนลีดเป็นลูกค้า
เมื่อทีมการตลาดหาลีดมาได้แล้ว มีความสำคัญอย่างมากที่ทีมขายจะต้องเปลี่ยนลีดให้กลายเป็นลูกค้า โดยจะเน้นไปที่การคัดลีดที่มีคุณภาพ ช่วยให้ทีมเซลล์เห็นภาพว่าแต่ละดีลนั้นจะมีโอกาสชนะมากเท่าไร และเห็นภาพถึงประสิทธิภาพของทีมขายและทีมการตลาดที่ได้ทำงานร่วมกันด้วย
ตัวอย่าง
- Lead Conversion Rate: ≥ 15%
- อัตราการแปลงจากการทดลองใช้เป็นลูกค้าจ่ายเงิน: ≥ 20%
คะแนน Net Promoter Score (NPS Score)
คะแนน NPS Score คือคะแนนที่ใช้วัดว่า ลูกค้ามีแนวโน้มที่จะแนะนำสินค้าของเราให้กับคนอื่นมากน้อยเพียงใด โดยเป็นการให้คะแนน 0-10 ซึ่งหากลูกค้าเลือกให้คะแนน 9-10 หมายความว่าลูกค้ารักและชื่นชอบในผลิตภัณฑ์ของเรามาก และมีแนวโน้มอย่างสูงที่จะแนะนำสินค้าให้คนอื่น คะแนน 7-8 หมายความว่าลูกค้ารู้สึกเฉย ๆ ไม่ได้อยากแนะนำสินค้าให้คนอื่น และคะแนน 0-6 หมายความว่า ลูกค้าไม่พึงพอใจในสินค้า และอาจจะบอกคนอื่นไม่ให้ซื้อสินค้าของคุณด้วย
ตัวอย่าง
- NPS Score โดยรวม: ≥ 50
- อัตราการแนะนำลูกค้าใหม่จากลูกค้าเดิม: ≥ 15%
กิจกรรมการขาย
การตั้งค่า KPI จากกิจกรรมการขาย จะช่วยให้เห็นภาพว่า เซลล์แต่ละคนนั้นขยันมากน้อยแค่ไหน โดยอาจจะเป็นจำนวนสายที่โทรหาลูกค้า จำนวนอีเมลที่ส่งหาลูกค้า หรือจำนวนการเข้าพบลูกค้า แต่การตั้ง KPI แบบนี้มีข้อต้องระวังคือ เซลล์บางคนอาจจะเน้นทำมากเพื่อให้ถึงเป้า KPI แต่ไม่มองถึงคุณภาพก็เป็นได้
ตัวอย่าง
- จำนวนการโทรต่อวัน/พนักงาน: ≥ 50 สาย
- จำนวนอีเมลที่ส่งต่อวัน/พนักงาน: ≥ 30 ฉบับ
- จำนวนการนัดหมายต่อสัปดาห์/พนักงาน: ≥ 8 ครั้ง
ต้นทุนการหาลูกค้า
ต้นทุนในการหาลูกค้า คือการคำนวณว่าในการหาลูกค้าใหม่ 1 คน จะต้องใช้ต้นทุนมากน้อยเท่าใด ทั้งในเรื่องของต้นทุนด้านการขายและต้นทุนด้านการตลาด รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยบริษัทในการตั้งงบประมาณในการหาลูกค้าใหม่ได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง ทำให้เงินไม่จม
ตัวอย่าง
- Customer Acquisition Cost (CAC): ≤ 5,000 บาท/ลูกค้า
- ต้นทุนการตลาดต่อ Lead: ≤ 500 บาท/lead
วิธีการเลือก KPI ทีมขาย อย่างเหมาะสม
1. ตั้งเป้าหมาย
ก่อนที่จะตั้ง KPI ได้นั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องรู้ว่าเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของเราคืออะไร ซึ่งการตั้งเป้าหมายนั้นจะต้องสอดคล้องกับเป้าหมายของทีมขายและเป้าหมายของบริษัท และมีเป้าหมายใดที่ต้องการทำให้สำเร็จลุล่วงได้ก่อน และเมื่อเรารู้เป้าหมายแล้ว เราจะสามารถเลือกได้ว่าตัวชี้วัดใดจะสามารถทำให้เราบรรลุเป้าหมายได้มากที่สุด
2. ตั้งวิธีการวัดผลของเป้าหมาย
เมื่อต้องลงรายละเอียดในการวัดค่า KPI นั้น แนะนำให้ใช้กรอบการทำงานแบบ SMART คือ ต้องมี
- ความจำเพาะเจาะจง (Specific) ยิ่งเป้าหมายที่ตั้งมีรายละเอียดมากเท่าใด ก็ยิ่งง่ายในการติดตามผลและทำให้เราโฟกัสที่เป้าหมายได้มากขึ้นเท่านั้น โดยอาจจะเป็นการตั้งตัวเลข เช่น กำไร 100 ล้านต่อไตรมาส, ปิดลูกค้ารายใหญ่ให้ได้ 5 คนต่อเดือน
- วัดผลได้ (Measurable) เราต้องมีแผนการที่วางเอาไว้เพื่อที่จะไปให้ถึงเป้าหมายนั้น และเป้าหมายนั้นจะต้องวัดผลออกมาเป็นตัวเลขได้ ไม่เลื่อนลอย
- Agreed Upon : เป้าหมายนั้นจะต้องเป็นเป้าหมายที่ได้รับการยอมรับว่าทำได้จริง ไม่สูงหรือไม่ต่ำเกินไป จากทั้งตัวคนตั้ง KPI และตัวคนทำ KPI
- Realistic ท้าทายแต่ทำได้จริง : KPI นั้นต้องท้าทายความสามารถ แต่สามารถทำให้เป็นจริงได้
- Time Bound อยู่ในกรอบเวลา : การตั้ง KPI ต้องมีกรอบเวลามากำหนดไว้เสมอ ว่า KPI นี้ควรสำเร็จตอนไหน และระยะเวลาที่ตั้งต้องไม่สั้นหรือยาวจนเกินไป
3. คัดให้เหลือแค่ตัวชี้วัดที่สำคัญ
หลังจากที่ได้ KPI มาแล้ว เราอาจจะต้องมาดูว่ามี KPI ตัวไหนที่ต้องการโฟกัส ซึ่ง KPI ตัวนั้นจะส่งผลมากที่สุดต่อการบรรลุเป้าหมาย และจะช่วยให้ทั้งทีมโฟกัสแค่ในสิ่งที่ต้องทำ และผลลัพธ์ที่ควรจะได้เท่านั้น การตั้ง KPI หลายตัวมากเกินไป หรือตั้ง KPI ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจของทีมขายหรือบริษัท จะทำให้เราต้องเสียแรง เสียเวลา และสุดท้ายผลงานก็จะไม่เข้าตา ไม่สามารถสร้างยอดขายหรือสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างที่ควรจะเป็น
4. ให้ทุกคนมีส่วนร่วม
KPI ไม่ควรเป็นสิ่งที่คิดคนเดียว ทำคนเดียว แต่ควรเป็นการร่วมแรงร่วมใจกันของทีมขาย แม้ว่าแต่ละคนจะมี KPI ที่ต้องรับผิดชอบแตกต่างกันออกไป แต่ทุก KPI นั้น ล้วนแล้วแต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้ทีมขายมีประสิทธิภาพ กระบวนการขายออกมาดี และทุกคนได้ค่าคอมมิชชั่น ทุกคนมีความสุข
ติดตามเกร็ดความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog: www.veniocrm.com/blog
Facebook: www.facebook.com/veniocrm
Twitter: www.twitter.com/veniocrm
Youtube: www.youtube.com/veniocrm




