วิธีสร้าง Customer Journey เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า


สารบัญบทความ

การทำธุรกิจในปัจจุบัน เรามีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึงความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้า เพื่อให้เราสามารภนำเสนอสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์และเป็นที่ต้องการของตลาด และทำให้ลูกค้ารู้จักและประทับใจในแบรนด์ของเราได้ นั่นจึงเป็นเหตุให้หลายแบรนด์ต้องรู้จักการทำ Customer Journey เพื่อเข้าใจถึงข้อมูลและวิเคราะห์ได้ว่า ลูกค้าต้องการอะไร ตั้งแต่วันแรกที่ลูกค้าเริ่มรู้จัก จนถึงวันที่ลูกค้าจงรักภักดีกับแบรนด์ เราต้องทำอะไรบ้าง วันนี้เราจะมาทำความรู้จัก Customer Journey กัน

Customer Journey คืออะไร

Customer Journey หรือ เส้นทางของผู้บริโภค คือ การทำแผนภาพที่ทำให้เห็นถึงปฏิสัมพันธ์ของลูกค้าที่มีต่อสินค้าและบริการในแต่ละขั้น โดยเป็นการวางแผนเพื่อสร้างประสบการณ์ของลูกค้า Customer experience ให้ครบวงจร เริ่มตั้งแต่การที่ลูกค้ารู้จักแบรนด์สินค้าไปจนถึงวันที่ลูกค้านำสินค้าไปบอกต่อคนรู้จัก โดยทุกวันนี้ Customer Journey ถือว่าพัฒนาและซับซ้อนมาก ปฏิสัมพันธ์ของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์นั้น มีมากมายหลากหลายมิติ และทำให้เราต้องหาวิธีการใหม่ ๆ เพื่อปรับปรุงและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าต่อไป

Customer Journey มีประโยชน์อย่างไร

Customer Journey

การสร้าง Customer Journey ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อธุรกิจ เพราะช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรม ความต้องการ และความคาดหวังของลูกค้าต่อสินค้าและบริการได้เป็นอย่างดี หากเราสามารถออกแบบ Customer Journey ที่สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้ ก็จะทำให้เราจะสามารถสร้างความแตกต่างในเรื่องการแข่งขันได้ ช่วยให้เราปั้นแบรนด์ได้ถูกจุด เพิ่มประสิทธิภาพงานการตลาดและการขาย สร้างรายได้เพิ่มและลดต้นทุน และเพิ่มการรับรู้ของสินค้าในวงกว้าง และนำไปสู่ความสำเร็จคือการที่ลูกค้าจงรักภักดีกับแบรนด์และบอกต่อสินค้าให้คนรู้จัก

Customer Journey 5 ขั้นตอน มีอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่าง

Customer journey 5 ขั้นตอน

1. Intertest & Awareness: ลูกค้ารู้จักผลิตภัณฑ์

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของคนที่จะมาเป็นลูกค้า เริ่มรับรู้ถึงแบรนด์ของสินค้าและบริการ และเริ่มก่อเกิดความประทับใจแรกที่มีต่อแบรนด์ โดยที่ลูกค้าอาจจะรู้จักแบรนด์จากการเห็นโฆษณาผ่านช่องทางต่างๆ หรือบางครั้งลูกค้าอาจจะกำลังประสบปัญหาบางอย่างและเข้าไปหาข้อมูลในเว็บไซต์ และได้ไปรู้จักกับแบรนด์ของเรา

ตัวอย่าง
ในขั้นตอนนี้ เราจะมุ่งให้ลูกค้ารู้ว่าแบรนด์ของเราว่าเป็นอย่างไร ขายสินค้าหรือบริการอะไร และเกิดความประทับใจแรกที่ดี โดยอาจจะเป็นการทำโฆษณาผ่านทางโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ ป้ายบิลบอร์ด โฆษณาผ่านโซเชียลมีเดีย ผ่านการพีอาร์ อีเมล บทความ อินโฟกราฟิก คอร์สฟรี คลิปวิดีโอ หรือการบอกปากต่อปาก

2. Consideration: ลูกค้าสนใจในผลิตภัณฑ์

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของคนที่จะมาเป็นลูกค้า เริ่มรับรู้ถึงแบรนด์ของสินค้าและบริการ และเริ่มก่อเกิดความประทับใจแรกที่มีต่อแบรนด์ โดยที่ลูกค้าอาจจะรู้จักแบรนด์จากการเห็นโฆษณาผ่านช่องทางต่างๆ หรือบางครั้งลูกค้าอาจจะกำลังประสบปัญหาบางอย่างและเข้าไปหาข้อมูลในเว็บไซต์ และได้ไปรู้จักกับแบรนด์ของเรา

ตัวอย่าง
ในขั้นตอนนี้ เราจะมุ่งให้ลูกค้ารู้ว่าแบรนด์ของเราว่าเป็นอย่างไร ขายสินค้าหรือบริการอะไร และเกิดความประทับใจแรกที่ดี โดยอาจจะเป็นการทำโฆษณาผ่านทางโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ ป้ายบิลบอร์ด โฆษณาผ่านโซเชียลมีเดีย ผ่านการพีอาร์ อีเมล บทความ อินโฟกราฟิก คอร์สฟรี คลิปวิดีโอ หรือการบอกปากต่อปาก

3. Conversion : ลูกค้าซื้อสินค้า

เมื่อลูกค้าได้ข้อมูลมากพอแล้ว ลูกค้าก็จะเริ่มตัดสินใจซื้อสินค้า ขั้นตอนนี้ถือว่าสำคัญมากเพราะสื่อให้เห็นว่า ลูกค้าให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจต่อแบรนด์ของเราจนตัดสินใจที่จะซื้อสินค้า หรือบางครั้งลูกค้าก็พร้อมที่จะให้ข้อมูลบางอย่างเช่น วันเกิด อายุ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์

ตัวอย่าง
เมื่อมาถึงขั้นตอนนี้แปลว่า ลูกค้าอยากที่จะรู้ถึงคุณค่าในตัวผลิตภัณฑ์ และต้องการรับรู้ถึงประสบการณ์ที่ดีในการเป็นลูกค้าของแบรนด์ สิ่งที่เราจะทำได้ในขั้นตอนนี้ เช่น การมีหน้าร้าน ส่งเซลล์ไปขาย สร้างร้านค้าออนไลน์หรือทำแอปฯ เพื่อให้ลูกค้าซื้อสินค้าของเราโดยเฉพาะ รวมไปถึงการมอบส่วนลด มอบคูปอง ทำโปรโมชั่น เป็นต้น

4. Retention : รักษาฐานลูกค้า

เมื่อลูกค้าเลือกซื้อสินค้าของเราแล้ว สิ่งที่เราต้องการต่อไปคือให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ และการรักษาฐานลูกค้านั้นถือว่ามีความสำคัญ และคุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนมากกว่าการหาลูกค้าใหม่ โดยมีการศึกษาว่า การหาลูกค้าใหม่นั้น ใช้เงินมากกว่าการรักษาฐานลูกค้าเดิมถึง 5 เท่า

ตัวอย่าง
เมื่อมาถึงขั้นตอนนี้ เราต้องทำให้ลูกค้ามั่นใจว่า ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดหลังจากใช้สินค้าและบริการไปแล้ว หรือหากลูกค้าเกิดปัญหาในการใช้สินค้า ก็ต้องมีทีมที่ช่วยลูกค้าแก้ปัญหาได้ทันท่วงที สิ่งที่เราจะทำในขั้นตอนนี้ คือการปรับปรุงฝ่ายบริการลูกค้า (Customer Service) การทำบริการหลังการขาย เสนอส่วนลดให้ลูกค้าเก่า สร้างโปรแกรมสะสมแต้ม หรือเสนอขายสินค้าเพิ่มเติมในราคาพิเศษ

5. Advocacy : ลูกค้าบอกต่อ

ในขั้นตอนนี้ ลูกค้าจะเกิดความประทับใจและเกิดจงรักภักดีต่อแบรนด์ของเรา ไม่เพียงแค่ลูกค้าจะกลับมาซื้อซ้ำ แต่จะเริ่มนำสินค้าไปบอกต่อกับคนรู้จัก โดยจากการศึกษาพบว่า 81% ของลูกค้าในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร เชื่อมั่นในสินค้าที่คนในครอบครัวหรือเพื่อนแนะนำให้ใช้ มากกว่าที่จะเชื่อในคำโฆษณาของแบรนด์ โดยที่ลูกค้าอาจจะแชร์หน้าโซเชียลมีเดียของสินค้าให้เพื่อน หรือส่งสินค้าให้เพื่อนทดลองใช้ และเมื่อมาถึงขั้นนี้ เราก็จะได้ลูกค้าใหม่ และวนกลับไปที่การสร้าง Interest & Awareness
 
ตัวอย่าง
ในขั้นตอนนี้ เราต้องทำให้การแนะนำของลูกค้าต่อคนรู้จักเป็นเรื่องง่าย โดยที่เราควรสร้างโซเชียลมีเดีย หน้าข้อมูลสินค้า หน้ารีวิวผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ลูกค้าส่งต่อข้อมูลไปให้คนรู้จักได้ง่าย, สร้างโปรโมชั่นแนะนำเพื่อนแล้วได้ส่วนลด คูปอง หรือสะสมแต้ม, รวมไปถึงการสำรวจความคิดเห็นและสำรวจคะแนนความพึงพอใจของผู้ใช้ เพื่อให้ได้ความเห็นของผู้ใช้เพื่อนำมาโปรโมตหรือปรับปรุงผลิตภัณฑ์ต่อไป

Customer Journey ของผู้บริโภคแต่ละแบบ

ในการออกแบบ Customer Journey สามารถออกแบบให้ตรงกับพฤติกรรมของผู้บริโภคแต่ละแบบ ซึ่งหนึ่งในวิธีการที่นักการตลาดชอบใช้ คือการแบ่ง Customer Journey ตาม Generation ดังนี้

Customer Journey ตาม Generation

Gen X (อายุประมาณ 45-60 ปี)

กลุ่มนี้ผู้ซื้อจะเป็นคนที่มีกำลังซื้อสูงมีอำนาจในการตัดสินใจ เมื่อซื้อสินค้าจะเน้นที่ความคุ้มค่า ใช้ได้ดี ใช้ได้นาน และมักจะหาข้อมูลด้วยการอ่านอย่างรอบคอบ ไม่ตัดสินใจเร็ว ให้ความสำคัญกับเครดิตของแบรนด์ เมื่อซื้อสินค้ามักจะใช้แพลตฟอร์ม Line และ Facebook เป็นหลัก และมักซื้อสินค้าผ่านช่องทางที่ร้านค้ามีเครดิต มีบริการหลังการขาย ร้านมีความจริงใจไม่ทำให้ผิดหวัง

  • Awareness: ทำโฆษณา สร้างเพจผ่าน Facebook, ทำ Email Marketing, ทำเว็บไซต์ผ่าน Google, ซื้อโฆษณาผ่าน Line
  • Consideration: Gen X มักค้นหาข้อมูลละเอียด อ่านสเปก/รีวิวเชิงเทคนิค : แนะนำให้ทำ รีวิว, ข้อมูลเปรียบเทียบ, เขียนสเปกให้ละเอียด, ทำคอนเทนต์ให้ความรู้
  • Purchase: Gen X ชอบสินค้าที่คุ้มค่า และรับการขายด้วยการให้คำปรึกษา : แชทเพื่อซื้อสินค้า, มีระบบชำระเงินที่ได้มาตรฐาน
  • Retention: Gen x มีความภักดีสูงถ้าได้รับบริการดี : แนะนำโปรแกรมสมัครสมาชิก, แนะนำช่องทางติดต่อหลังการขาย
  • Advocacy: Gen x หากประทับใจ มักจะแนะนำคนใกล้ตัว : ทำ Referral Program หรือส่งรีวิวสั้น ๆ ให้ทำ

Gen Y (อายุประมาณ 30-44 ปี)

คนกลุ่มนี้จะอยู่ตรงกลางระหว่างยุคเก่ากับยุคใหม่ ให้ความสำคัญกับ Work-Life Balance เมื่อซื้อสินค้ามักจะซื้อสินค้าข้ามแพลตฟอร์ม โดยอาจจะอ่านข้อมูลเจอที่แพลตฟอร์มหนึ่ง และไปดูรีวิวที่แพลตฟอร์มหนึ่ง จากนั้นจึงไปซื้อที่อีกแพลตฟอร์ม โดยเลือกซื้อจากความคุ้มค่ามากกว่าราคา และหากสินค้าที่ซื้อนั้นมีความซับซ้อน จะใช้วิธีการพึ่งพาปรึกษากับคนในครอบครัวมากกว่าโซเชียลมีเดีย

  • Awareness: ทำโฆษณา สร้างเพจผ่าน Facebook, Instagram, ทำรีวิวบน Youtube, ทำเว็บไซต์และหาข้อมูลเจอผ่าน Google, ทำ Email Marketing
  • Consideration: Gen Y มักค้นหาข้อมูลโดยการอ่านรีวิว ดูรีวิว หรือเปรียบเทียบราคา : แนะนำสินค้าผ่าน Facebook, Instagram, รีวิวสินค้าบน Youtube, ทำเปรียบเทียบราคาผ่าน Facebook หรือ Instagram
  • Purchase: Gen Y ชอบสินค้าที่คุ้มค่า ซื้อสินค้าผ่านทั้งทางช่องออนไลน์และออฟไลน์ : แชทเพื่อซื้อสินค้า, จัดโปรโมชันหน้าร้าน, ทำโปรโมชันสำหรับช่องทางออนไลน์
  • Retention: Gen Y ตอบสนองต่อ personalization: ทำโปรแกรมสมาชิก สะสมแต้ม, ทำคอนเทนต์ที่ตรงกับความสนใจของลูกค้า
  • Advocacy: Gen Y หากประทับใจ มักจะแนะนำคนใกล้ตัวผ่านช่องทางออนไลน์ : แนะนำให้รีวิว, สร้างกรุ๊ปหรือ Community เพื่อรีวิวสินค้า

Gen Z (อายุประมาณ 13-29 ปี)

คนกลุ่มนี้จะอยู่ตรงกลางระหว่างยุคเก่ากับยุคใหม่ ให้ความสำคัญกับ Work-Life Balance เมื่อซื้อสินค้ามักจะซื้อสินค้าข้ามแพลตฟอร์ม โดยอาจจะอ่านข้อมูลเจอที่แพลตฟอร์มหนึ่ง และไปดูรีวิวที่แพลตฟอร์มหนึ่ง จากนั้นจึงไปซื้อที่อีกแพลตฟอร์ม โดยเลือกซื้อจากความคุ้มค่ามากกว่าราคา และหากสินค้าที่ซื้อนั้นมีความซับซ้อน จะใช้วิธีการพึ่งพาปรึกษากับคนในครอบครัวมากกว่าโซเชียลมีเดีย

  • Awareness: ทำโฆษณา TikTok, IG Reels, YouTube Shorts, ใช้อินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์ในการแนะนำสินค้า
  • Consideration: Gen Z มักค้นหาข้อมูลโดยการอ่านบน TikTok หรือ Community ก่อนเข้าหา Google: แนะนำสินค้าผ่านรีวิวบน TikTok, ใช้อินฟลูเอนเซอร์ในการโปรโมทสินค้า, ทำคลิปสั้นผ่านช่องทางต่าง ๆ
  • Purchase: Gen Z ชอบสินค้าที่คุ้มค่า ซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และจบในขั้นตอนเดียว : นำเสนอโปรโมชันในช่องทางเดียว, ทำช่องทางการจ่ายเงินที่ง่ายไม่ต้องสลับหลายแพลตฟอร์ม, จากหน้าสินค้าไปที่หน้าจ่ายเงินให้มีขั้นตอนที่น้อยที่สุด
  • Retention: Gen Z ให้ความภักดีต่อกลุ่มชุมชนที่อยู่ ไม่ได้มีความภักดีต่อแบรนด์ : สร้างโปรแกรมสะสมแต้ม, สร้างชุมชนที่ทุกคนสามารถเข้ามาแชร์ประสบการณ์การใช้งาน, ให้บริการหลังการขายที่ดี, แนะนำคอนเทนต์เฉพาะตัวเพื่อลูกค้า
  • Advocacy: Gen Z หากประทับใจ มักจะแนะนำคนใกล้ตัวผ่านช่องทางออนไลน์ Story, รีวิว: แนะนำให้รีวิว, สร้างกรุ๊ปหรือ Community เพื่อรีวิวสินค้า, แชร์บนโซเชียลมีเดีย

เครื่องมือจัดการ Customer Journey

Venio สามารถช่วยจัดการ Customer Journey ได้อย่างราบรื่น ด้วยการทำ Customer Segmentation ที่เมื่อลูกค้าเข้ามา จะสามารถแบ่งลูกค้าได้ตามกลุ่มอายุ พร้อมกับระบบติดแท็กที่ทำได้อัตโนมัติ จากนั้นจะสามารถส่งคอนเทนต์ โปรโมชัน เนื้อหาที่ถูกใจให้ลูกค้าผ่าน Email Marketing หรือทำ Personalized Campaign ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละกลุ่ม ช่วยเพิ่มยอดขายและผลักดันงานตลาดให้ครบลูปและดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ติดตามเกร็ดความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog www.veniocrm.com/blog 
Facebook www.facebook.com/veniocrm
Twitter:  www.twitter.com/veniocrm
Youtube
:  
www.youtube.com/veniocrm

Insert Content Template or Symbol

Tags

Customer journey


You may also like

รู้จัก Case Management ระบบจัดการเคส เพื่อยกระดับการบริการ

รู้จัก Case Management ระบบจัดการเคส เพื่อยกระดับการบริการ

Service Level Agreement (SLA) คืออะไร? สิ่งที่ธุรกิจบริการขาดไม่ได้

Service Level Agreement (SLA) คืออะไร? สิ่งที่ธุรกิจบริการขาดไม่ได้
>
Success message!
Warning message!
Error message!