CRM คืออะไร? และประโยชน์ของ CRM ที่มีต่อธุรกิจ

เชื่อได้ว่าคุณผู้อ่านหลายๆท่านคงเคยได้ยินกับคำว่า CRM มาก่อน คำว่า CRM นั้นก็ย่อมาจาก Customer Relationship Management และสำหรับหลักการของ CRM นั้นก็คือลูกค้ามาเป็นอันดับหนึ่ง เหมือนกันกับตัวย่อที่ C มาเป็นตัวแรกครับ ธุรกิจเกือบจะแทบทุกธุรกิจสิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุดและสำคัญที่สุดนั้นก็คือลูกค้า แต่เชื่อหรือไม่ครับว่าข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการติดต่อ ข้อมูลการเข้าพบ ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทเค้า กลับกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปหมด อยู่ที่ผู้บริหารหน่อยนึง อยู่ที่พนักงานขายหน้างานอีกหน่อยนึง อยู่ที่อีเมล์ อยู่ที่ Excel ทำให้การบริหารงานขาย และดูแลลูกค้าผลลัพท์ออกมาไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น 

เมื่อตอนที่ธุรกิจยังมีขนาดเล็กอยู่ข้อมูลกระจัดกระจายอาจจะยังไม่ส่งผลอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อธุรกิจมีการเติบโตมากขึ้น มันก็เป็นเรื่องที่จำเป็นมากๆที่จะมีระบบมาจัดการให้ข้อมูลลูกค้าที่จำเป็นในการขาย มาอยู่บนที่เดียวกันและเข้าถึงได้ตลอดเวลา  

เมื่อไม่มีระบบจัดการที่ดีนั่นหมายความว่าทีมขายของคุณจะช้ากว่าคู่แข่งที่มีการใช้ CRM อยู่หนึ่งก้าวในการตอบคำถามสำคัญๆ เช่นลูกค้าฉันเป็นใคร จะเข้าถึงเขาได้อย่างไร แล้วลูกค้ามี feedback อย่างไร เคยซื้อของอะไรไปบ้าง หรือกำลังสนใจในผลิตภัณฑ์ใด และนั่นหมายความว่าลูกค้าของคุณก็จะรู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อทีมขายคุณไม่ได้มีการอัพเดทข้อมูลกัน แล้วต้องมาอธิบายเริ่มคุยกันใหม่ทุกครั้ง  เพราะในสายตาของลูกค้าเค้าจะมองว่าเขาซื้อของจากบริษัท ไม่ใช่จากตัวบุคคลครับ ดังนั้นแล้วเมื่อมีประสบการณ์ไม่ดีเกิดขึ้น ภาพแง่ลบก็จะถูกส่งตรงมายังบริษัท หรือที่เลวร้ายกว่านั้นคือลูกค้าเลือกตัดสินใจซื้อกับเจ้าอื่นที่มีระบบการจัดการที่ดีกว่าคุณแทนนั่นเอง 

CRM ก็คือโซลูชั่นที่เกิดมาเพื่อช่วยจัดการปัญหางานขายและปัญหาลูกค้าที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆในธุรกิจ เริมตั้งแต่การเก็บข้อมูลลูกค้าอย่างเป็นระบบบนที่เดียว การปรับปรุงกระบวนการขายผ่าน sales funnel ที่ถูกออกแบบมา การติดตามงานขาย การดูแลเคสปัญหาที่เกิดขึ้น และสุดท้ายทุกอย่างที่ทำผ่านโปรแกรม CRM ก็จะส่งผลให้ลูกค้าได้รับความรู้สึกที่ดี  

CRM เหมาะกับใคร 

โดยปกติแล้ว CRM นั้นเหมาะกับทุกบริษัท และทุกอตสาหกรรมการขาย เพราะทุกธุรกิจต่างต้องมีการพึ่งพาอาศัยทีมขายในการติดต่อลูกค้า แต่ถ้าจะให้ระบุเจาะจงลงไป อาจจะแยกได้เป็นสองประเภท ดังนี้ครับ 

  • ธุรกิจแบบ B2B เพราะว่ามักจะต้องมีการิดตามการขายกันหลายครั้ง ผ่าน sales cycle ที่ยาวนาน 
  • ธุรกิจแบบ B2C เน้นที่ธุรกิจที่ต้องมีการตัดสินใจนา 

หรืออาจะลองถามตัวเองดูครับว่าเรามีปัญหาข้อใดข้อหนึงจากลิสท์ข้างล่างนี้รึเปล่า ถ้ามีสักหนึ่งข้อนั่นหมายความว่าธุรกิจคุณควรที่จะเริ่มใช้ CRM อย่างเร่งด่วน 

  • มีข้อมูลสำหรับลูกค้าเยอะแยะมากมาย และที่สำคัญไม่มีการเก็บอยู่บนระบบกลาง 
  • ข้อมูลต้องถูกเข้าถึงจากคนในทีมหลายคน แต่ยังใช้ Excel เก็บข้อมูล 
  • ไม่แน่ใจว่าพนักงานขายมีการติดต่อลูกค้าอย่างต่อเนื่องหรือไม่ 
  • เริ่มรู้สึกว่าสูญเสียลูกค้า สูญเสียโอกาสการขายจากปัจจัยที่เกิดจากทีมขาย 

ประโยชน์หลักที่ได้จาก CRM  

จัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ

ด้วย CRM การบริหารข้อมูลลูกค้าจะทำได้อย่างง่ายดายมากขึ้น ลูกค้ารายใดที่มีไปพบมาแล้ว ลูกค้ารายใดต้องการอะไร นอกจากนั้นยังสามารถใส่โน้ตบอกเกี่ยวกับลูกค้าได้อีกด้วย นั่นทำให้เมื่อใดก็ตามที่มีคนอยากเรียกดูข้อมูลลูกค้าตรงนี้ก็สามารถตามเรื่องต่อได้เลย 

รายงานการขาย 

สิ่งหนึ่งที่ระบบซีอาร์เอ็มเข้ามาช่วยได้คือ รายงานการขายที่สามารถเรียกดูได้ทุกเวลา และข้อมูลอัพเดทเป็นปัจจุบันเสทอ ทำให้การจัดการ pipeline และดูว่าต้องติดตามลูกค้าคนไหนเป็นไปได้อย่างง่ายดายมากขึ้น นอกจากนั้นยังสามารถมองเหนดีลและภาพรวมว่าทุกอย่างของธุรกิจเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าไม่มีระบบ CRM การจะดูข้อมูลต่างๆเหล่านี้จะเป็นไปได้ยากหรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย 

ปรับปรุงกระบวนการขาย 

โปรแกรม CRM จะช่วยปรับปรุงกระบวนการให้คุณโดยที่คุณไม่จำเป็นต้องคิดหาวิธีไรเพิ่มเติม เพราะ CRM จะมีการปรับผ่าน sales funnel ทำให้กระบวนการขายของคุณเป็นระบบแบบที่บริษัทที่มีการจัดการใช้กัน เริ่มจาก lead จนถึงขั้นตอนการเปลี่ยนเป็นลูกค้า 

เพิ่มประสิทธิภาพการติดต่อในทีม 

ด้วยระบบ CRM ที่มีการใส่รายชื่อผู้รับผิดชอบลูกค้าในแต่ละรายได้ ทำให้คุณรู้ว่าใครควรทำอะไร ที่ไหนอย่างไร และการติดตามงานสามารถทำได้บน application เดียว ทำให้การประสานงานขอข้อมูล ค้นหาข้อมูลอะไรต่างๆก้เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว 

ประหยัดเวลา

สิ่งสำคัญอีกส่วนสำหรับองค์กรธุรกิจต่างๆคือเวลา CRM ช่วยทำให้คุณประหยัดเวลาจากการค้นหาข้อมูลที่กระจัดกระจายไปทั่ว ประหยัดเวลาในการต่องาน และที่สำคัญคือรู้ทุกข้อมูลที่ต้องใช้ในการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว การดูรายงานก็ไม่ต้องเสียเวลาไปรวบรวมข้อมูลจากหลายหน่วยงานทำให้มีเวลาไปดูแลลูกค้าได้มากขึ้นกว่าเดิม 

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่ 
Blog: www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm 

รู้ไว้ไม่ตกเทรนด์ อัพเดท!! 4 เทรนด์การขายมาแรงปี 2019

เผลอแปปเดียวเวลาครึ่งปีก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วนะครับ วันนี้ Venio เราก็ตั้งใจจะมาสรุปเทรนด์การขายที่มาแรงในปี 2019 โลกของงานขายก็เป็นอะไรที่ปรับเปลี่ยนหมุนเวียนได้เร็วมากๆ เหมือนกับที่เราจะเห็นได้ว่ามีหลายๆธุรกิจที่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรง เดี่ยวเราจะได้รู้กันแล้วครับว่าเทรนด์อะไรที่มาแรง และสิ่งที่คุณควรจะต้องรู้ไว้เพื่อปรับปรุงการบริหารงานขายคุณ 

1.โฟกัสที่กลุ่ม Generation Z 
อย่างที่เรารู้กันนะครับว่าตอนนี้กระแสเจน Z ก็เป็นอะไรที่มาแรงอยู่พอสมควร กลุ่มคนเจน ก็จะเป็นคนในช่วงอายุราวๆ 10 กลางๆไปจนถึง 20 กลางๆ แต่สิ่งที่สำคัญคือคนยุคเจน Z จะกลายมาเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้ออย่างมากในเร็วๆนี้ ทำไมผมถึงยกกลุ่มนี้มาพูดก็เพราะว่าการขายของให้กับคนกลุ่มนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายสักเท่าใดนัก สำหรับผู้ประกอบการจำนวนมากเรียกได้ว่าอาจจะต้องปรับตัวขนานใหญ่กันเลยทีเดียวเชียวครับ เพราะว่าคนกลุ่มนี้จะมีการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ค่อนข้างสูง เติบโตมาในยุคที่มีโซเชียลมีเดีย การซื้อสินค้าออนไลน์ที่เป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเขา เพราะฉะนั้นแล้วก็อาจจะเป็นเวลาที่ควรเริ่มทำการศึกษาว่าจะทำการเจาะตลาดคนกลุ่มนี้อย่างไร และจะใช้เทคโนโลยีใดเข้ามาช่วยในการทำ CRM คนกลุ่มนี้ครับ 

2.Ommi-channel 
Omni-channel อีกแล้ว เคยแปลกใจไหมครับทำไมช่วงนี้ได้ยินศัพท์คำนี้บ่อยเหลือเกิน ผมจะอธิบายให้ฟังครับ จากการที่เจน Z เริ่มเข้ามามีบทบาทในตลาดคอนซูเมอร์มากขึ้น คนกลุ่มนี้มีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น การตัดสินใจซื้อจะไม่ได้จำกัดอยู่ที่ช่องทางเดียวอีกต่อไป พวกเค้าอาจจะมีการดูข้อมูลจากออนไลน์ก่อน จากนั้นไปดูที่ช่องทางการขายอื่น แล้วอาจจะกลับมาซื้อที่หน้าร้าน ซึ่งสิ่งสำคัญคือในเรื่องประสบการณ์การดูแลลูกค้าที่พวกเค้าคาดหวังว่ามันจะต้องเชื่อมต่อกันในทุกช่องทาง และนี่ทำให้การบริหารงานขายเป็นเรื่องที่ยากขึ้น หลายๆบริษัทก็เริ่มปรับตัวโดยการนำโปรแกรมเก็บข้อมูลลูกค้าหรือโปรแกรม CRM ที่เชื่อมต่อข้อมูลจากช่องทางต่างๆให้เป็นหนึ่งเดียว  

3.การขายมีการใช้กลยุทธ์มากขึ้น
การขายในยุคก่อนๆนั้นจะไม่ได้มีการห้ำหั่นกันเช่นเดียวกับในปัจจุบัน ทำให้การวางแผนงานขายยังไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นมาก บางครั้งอาจจะถูกจัดการง่ายๆเพียงแค่การบอกเป้ายอดขายให้กับทีมขายแล้วทีมขายก็แค่ทำให้ถึงเป้า แต่การขาย ณ ปัจจุบันนี้มีการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้อย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นการบริหารดูแลความสัมพันธ์ลูกค้า โปรแกรมบริหารงานขาย และปัจจุบันการนำเอาซอพต์แวร์เอามาบริหารงานขายก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทใหญ่เท่านั้น แม้กระทั่ง sme ที่ต้องการเติบโตและมองในเรื่องการบริหารภาพรวมก็มีการเอาเทคโนโลยีมาจัดการอย่างแพร่หลาย สิ่งสำคัญที่นอกเหนือจากการนำซอพต์แวร์มาใช้ กลยุทธ์ต่างๆยังรวมไปถึง การโฟกัสในการพัฒนาทีมขาย แผนงานขายที่มีการวิเคราะห์ผ่านข้อมูลลุกค้า การต่องานได้ทันทีสำหรับเซลล์ใหม่ การพัฒนากระบวนการขายจากเทคโนโลยี ล้วนแต่เป็นส่วนที่ทำให้งานขายในปัจจุบันพัฒนาไปมากกว่าที่เคย 

4.Machine learning
AI กลายมาเป็นสิ่งหลักๆที่เข้าไปเกี่ยวกับทุกอุตสาหกรรม ไม่เว้นแม้แต่งานขาย สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับโลกยุคปัจจุบันนี้คือเรื่องข้อมูล เหมือนกับที่เราจะเห็นบรษัทเริ่มให้ความตื่นตัวกับเรื่อง Big data ข้อมูลในปัจจุบันนี้มีเยอะแยะมากมายไปหมด ทำให้ยากต่อการวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจ สำหรับ AI ก็จะมามีส่วนช่วยให้พนักงานขายมีประสิทธิภาพทำงานมากขึ้น 

  • ช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า แม้จะมีเป็นจำนวนมากแต่สามารถทำได้เร็วและมีประสิทธิภาพต่อยอดไปยังการวางกลยุทธ์บริหารงานขาย 

  • ระบบจะมีการช่วยแนะนำโดยเรียนรู้จากดีลต่างๆที่เกิดขึ้นภายในทีมขาย ทำให้รู้ว่าจะจัดแบ่งระดับความสำคัญอย่างไร 

  • การทำ sales forecast จะเป็นไปได้ง่ายขึ้นเพราะว่าข้อมูลทุกอย่างถูกประมวลผลด้วย AI ทำให้รู้ได้คร่าวๆว่ายอดขายในไตรมาสหน้าจะเป็นอย่างไร และควรจะปรับปรุงอย่างไรเพื่อให้ได้เป้าที่ต้องการ 

วันนี้ก็หวังว่าผู้อ่านจะได้รู้ถึงเทรนด์การขายที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกคร่าวๆแล้วนะครับ และก็เป็นแนวโน้มที่น่าจะเป็นเทรนด์ไปยาวๆ ถ้ามีอะไรน่าสนใจอัพเดทเกี่ยวกับการบริหารงานขาย จะเอามาเขียนลงกันให้อ่านอีกครับ ขอบคุณครับ

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่ 
Blogwww.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm 

Venio กับความร่วมมือของ SME bank

หลังจากที่เราเพิ่งประกาศไปหมาดๆกับความร่วมมือกับทาง depa ที่ผู้ประกอบการ SME สามารถขึ้นทะเบียนเพื่อได้รับค่าสนับสนุน 10,000 บาทสำหรับการใช้งานโปรแกรมบริหารงานขาย Venio ถ้าหากยังไมได้อ่านข่าวประกาศของเรา อย่าพลาดกับโครงการดีๆ depa mini Transformation Voucher 

และวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการกับความร่วมมือเพื่อพัฒนาศักยภาพ SME ในไทย หนนี้ Venio มาพร้อมกับความร่วมมือกับ SME bank ซึ่งเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในไทย สำหรับ SME Bank ก็เป็นแบงค์ที่เกิดจากการสนับสนุนนโยบายภาครัฐในการช่วยเหลือและส่งเสริม SME ในไทย โดยให้บริการทั้งด้านการเงินและบริการอื่นๆ ที่ช่วยให้ธุรกิจ SME ในไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน เรียกได้ว่าเกิดมาเพื่อธุรกิจขนาดกลางและย่อมโดยเฉพาะเลยครับ

เพราะ Venio รู้ว่าโปรแกรม CRM ที่จะช่วยบริหารงานขายจำเป็นแค่ไหนในปัจจุบัน งานนี้ Venio เราก็ใจดีแจกโปรโมชั่นพิเศษให้กับผู้ประกอบการ SME ที่อยากจะพัฒนาศักยภาพในทีมขายและการดูแลลูกค้าแบบมืออาชีพอย่างต่อเนื่อง โดยการทำแคมเปญร่วมกับทาง SME bank เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มธุรกิจ SME มีโอกาสมากขึ้นในการหันมาใช้โปรแกรมในการบริหารงานขาย ทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับคนที่สนใจในโครงการนี้ก็สามารถดาวโหลด application มาใช้งานได้บนทั้งสองระบบ และเลือก venio เพื่อดูโปรโมชั่นที่เราจัดร่วมกันได้เลยครับ

Android: https://play.google.com/store/apps/details?id=com.bzbs.sme 

iOS: https://apps.apple.com/th/app/sme-d-bank/id1421745803

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM  ได้ที่ 
Blogwww.veniocrm.com/blog 
Facebookwww.facebook.com/veniocrm 

แนะนำ!! ประเภทโปรแกรมธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่

สำหรับผู้ประกอบการแล้ว เมื่อเริ่มคิดตัดสินใจที่จะนำซอพต์แวร์เข้ามาช่วยในการพัฒนาระบบงานในบริษัทแล้วนั้น ปัญหาต่อมาที่มักจะเจอก็คือเรื่องปวดหัวจากระบบต่างๆ ซึ่งมีเยอะแยะมากมายไปหมด ทำให้ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นที่ระบบไหนจึงจะดีที่สุด นอกจากนั้นแล้วหากไม่ใช่คนที่อยู่ในสายเทคโนโลยีก็ยิ่งทำให้ยากต่อการเข้าใจ ว่าแต่ละระบบมีข้อแตกต่างกันอย่างไรบ้าง วันนี้ Venio ก็จะมาแนะนำคร่าวๆให้ผู้อ่านรู้จักกับโปรแกรมระบบต่างๆครับ

โปรแกรม HR

สำหรับ HR ชื่อโปรแกรมนั้นก็บอกตรงๆอยู่แล้วว่าเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ฟีเจอร์หลักๆที่จะมีมาใน Application จำพวก HR ก็จะเป็นเรื่องของการเก็บข้อมูลพนักงาน จะเน้นในเรื่องการบริหารงานบุคคลภายในบริษัทเท่านั้น นอกจากนั้นก็ยังมีในเรื่องของการ track เวลาเข้าออกงาน หรืออาจมีการทำ check-in/checkout ง่ายๆได้

โปรแกรม ERP

สำหรับโปรแกรม ERP นั้นจะเป็นอะไรที่ค่อนข้างซับซ้อนขึ้นมา ERP นั้นย่อมาจากก Enterprise Resource Planning หลักๆแล้วก็เป็นการวางแผนการใช้ทรัพยากรทางธรกิจให้เกิดประโยชน์มากที่สุดนั่นเองครับ โดยจะเป็นการรวมงานหลักต่างๆในบริษัทให้มีความสัมพันธ์กัน

โปรแกรม CRM

โปรแกรม CRM ในยุคใหม่นั้นจะเป็นโปรแกรมที่เน้นในเรื่องการบริหารจัดการความสัมพันธืกับลูกค้า ซึ่งโดยหลักๆแล้วสิ่งที่ CRM มุ่งเน้นให้ความสนใจมากๆเลยคือกระบวนการจัดการบริหารงานขาย เพราะว่าสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจคือลูกค้า CRM จะช่วยให้การบริหารจัดลูกค้าเป็นไปได้อย่างดีเยี่ยมตั้งแต่ลูกค้าเริ่มสนใจผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการติดตามลูกค้า

Venio

Venio เป็นระบบ CRM ระบบหนึ่งเช่นกัน แต่ความพิเศษคือ Venio มีการรวมเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการขายมาให้ด้วย และนอกจากนี้ยังมีการรันบนมือถือแบบ Mobile native สิ่งที่มุ่งเน้นเป็นอย่างมากสำหรับ venio คือต้องเป็น CRM ที่ใช้งานได้จริง ใช้งานได้ง่ายเนื่องจากระบบ CRM ในปัจจุบันมักจะมีข้อจำกัดจากหน้าจอการใช้งานที่ยุ่งยาก เรียกได้ว่ามอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทั้งผู้ใช้งานและลูกค้าไปพร้อมๆกันครับ

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM ได้ที่ 
Blog: www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

Venio กับทุนสนับสนุนจาก depa สูงสุดถึง 10,000 บาท

Venio ได้รับการสนับสนุนจากโครงการดีๆอย่างต่อเนื่อง สำหรับโครงการนี้ก็จะเป็นหนึ่งในโครงการของ depa ที่มีชื่อว่า depa mini Transformation Voucher ที่จะให้เงินสนุบสนับสนุนสูงสุดถึง 10,000 บาทเลยทีเดียว คุ้มยิ่งกว่าคุ้มสำหรับผู้ประกอบการ SME ที่มองหาโปรแกรม CRM ที่จะช่วยในเรื่องการบริหารงานขาย โดยจำกัดสิทธิ์ 1 SME ต่อ 1 ทุน

สำหรับขั้นตอนการขอรับทุนจาก depa ก็ง่ายๆตามขั้นตอนในภาพ

อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการ คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์รับทุนเพิ่มเติมได้ที่ http://www.depa.or.th/smedigitalcoupon/ หรือหากมีข้อสงสัยติดต่อทีมงาน Venio ได้ทันทีผ่านแบบฟอร์มออนไลน์ด้านล่าง

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM ได้ที่ 
Blog: www.veniocrm.com/blog
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

5 สิ่งที่ทำให้ Excel ไม่ได้เหมาะกับทุกงานอย่างที่เคยคิด

เชื่อว่ามากกว่า 95% ของธุรกิจ Excel เป็นโปรแกรมมาตรฐานที่ต้องมีอยู่ในออฟฟิศ หากกล่าวว่าใครๆก็ชื่นชอบการใช้ Excel ก็คงไม่เป็นเรื่องเกินจริงแต่อย่างใด ก็ในเมื่อ Excel นั้นเป็นอะไรที่ใช้งานง่าย เรียนรู้ง่าย หลายๆคนก็คุ้นเคยกับการใช้งาน และที่สำคัญสำหรับองค์กรแล้ว Excel นั้นยังมีราคาถูก เมื่อเปรียบเทียบกับซอพต์แวร์ที่เกิดมาเพื่อการใช้งานเฉพาะเช่นพวก CRM แต่รู้หรือไม่ครับยังมีหลายเหตุผลที่ทำให้การใช้งานไม่ได้เหมาะสมกับทุกอย่างอย่างที่เคยคิด และยังจะก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะหากคุณเป็น SME หรือบริษัทขนาดเล็กที่มีเรื่องต่างๆต้องจัดการมากมาย แล้วปัญหาจะมีอะไรบ้างลองมาดูกันเลยครับ

การติดตามยอดขาย
สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับบริษัทก็คือลูกค้าและคนที่สนใจในผลิตภัณฑ์ การเอา Excel เข้ามาใช้ในการเก็บข้อมูลการติดตามลูกค้า จริงๆแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรครับ เพราะว่ามันช่วยให้เรารู้ได้ถึงสถานะลูกค้าแต่ละราย แต่ลองคิดดูครับถ้าในทีมขายมีจำนวนหลายคน การที่มาอัพเดทติดตามยอดใน Excel จะยุ่งยากขนาดไหน ท้ายที่สุด Lead ที่สนใจในผลิตภัณฑ์เราก็อาจจะไม่มีใครคอยติดต่อเลยก็ได้ครับ พลาดโอกาสการขายไปอย่างน่าเสียดาย

ข้อมูลที่เก็บมีการอัพเดทเรื่อยๆ
บริษัทคุณเคยพบเจอปัญหานีไหมครับ มีไฟล์ชื่อABC_customer_contact_v.4.1.1.final.xls เสร็จแล้วก็มี ABC_customer_contact_ v.4.1.1.final2.xls แล้วก็ยังมี ABC_customer_contact_ v.4.1.1.final2_latest.xls ดูแล้วก็ชวนปวดหัวเสียเหลือเกินว่าจะต้องยึดไฟล์ไหนเป็นหลักดี ต้องบอกตรงๆครับว่ามันเป็นเรื่องปกติของ Excel โดยเฉพาะไฟล์ที่ต้องมีการทำงานร่วมกันหลายคน ส่งต่อกันไปมา กว่าจะต้องรอการอัพเดท แล้วหลังจากนั้นยังต้องหวังว่าจะไม่มีใครกรอกข้อมูลไรผิด หรืออัพเดทกันผิดไฟล์อีก

การพยายามใช้เป็น CRM ในบริษัท
แน่นอนว่าการพยายามนำเอา Excel มาใช้ในการทำ CRM ในบริษัทเป็นสิ่งที่ดี การมีระบบ CRM จะช่วยอย่างแน่นอนในการบริหารงานขายของคุณ แต่รู้อะไรไหมครับ อะไรที่ท้าทายที่สุดในการพยายามใช้ CRM ? จากที่มีการสำรวจในเรื่องการใช้ CRM ในการบริหารจัดการลูกค้า สิ่งที่ทำให้ยุ่งยากมากๆคือการเริ่มใช้งานระบบ การจัดเตรียมข้อมูล และแน่นอนว่าสำหรับ Excel มันก็เป็นความท้าทายที่ไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะการต้องกรอกข้อมูลผ่านตารางเป็นพันๆแถว เผลอๆคุณอาจจะล้มเลิกการใช้ CRM ทั้งๆที่รู้ว่ามันดี เพียงเพราะเหตุผลเรื่องการใช้ Tool ไม่เหมาะกับงานก็ได้นะครับ

ข้อมูลเป็นพรืด
นอกจากการกรอกข้อมูลที่ยุ่งยากแล้ว การดูข้อมูลใน Excel ยังลำบาก โดยเฉพาะสำหรับผู้บริหารที่ต้องมีการดูข้อมูลตัวเลขแล้วตัดสินใจอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้คุณผู้อ่านอาจจะคิดว่าจริงๆแล้วมันก็มีพวกฟังก์ชั่น pivot table ที่ใช้ในการดูข้อมูลหนิ แต่นั่นก็อาจจะยังไม่เพียงพอสำหรับบางงาน เพราะหลังจากสรุปตัวเลขใน Excel แล้วยังต้องมาทำนำเสนอผ่านทาง PPT อีก กว่าข้อมูลจะถึงผู้บริหารข้อมูลก็ไม่อัพเดทซะแล้ว ปัจจุบันโปรแกรม CRM จำนวนมากสามารถสร้างและแสดงผลข้อมูลได้ทันทีที่มีการขอเรียกดู และ Venio CRM ก็มีการออกแบบที่เป็นมิตรเหมาะสำหรับผู้บริหารที่ต้องใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ

ปัญหาความปลอดภัย
ไม่ใช่ข้อมูลทุกอย่างที่อยู่บน Excel จะเหมาะกับทุกคน โปรแกรมจำพวก CRM จะมีการจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลที่เรียกดูได้ผ่านทาง account แต่สำหรับ Excel นั้นมันถูกจำกัดที่ระดับไฟล์เท่านั้น นั่นหมายความว่าต้องใช้รหัสผ่านในการเปิดไฟล์ ถ้าคุณดูได้ก็คือดูได้ทั้งไฟล์ ไม่อย่างนั้นก็คือดูไม่ได้เลย และถ้าคุณมีข้อมูลที่ต้องมีระดับการเข้าถึงที่แตกต่างกัน นั่นหมายความว่าคุณอาจจะต้องแบ่งไฟล์แล้วแยกส่งให้แต่ละคน และนั่นก็ไม่ใช่งานที่น่าสนุกสักเท่าไรนัก

เทคโนโลยี CRM ในปัจจุบันก็มีราคาที่ถูกลงมาก แม้แต่บริษัทขนาดเล็กหรือ SME ก็สามารถใช้งานได้ และยังช่วยให้การทำงานเป็นระบบและขจัดปัญหาที่อาจจะเกิดความยุ่งยากขึ้นได้ในอนาคต หากคุณกำลังมองหาระบบที่จะช่วยบริหารจัดการงานขาย Venio CRM ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่คุณอาจจะลองพิจารณาดูครับ

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM ได้ที่
Blog:
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

Base rate fallacy กับหลุมพรางสำหรับผู้ประกอบการ

เจมเป็นคนที่ชื่นชอบในละครเวทีและดนตรีคลาสสิคเป็นอย่างมาก และในวันหยุดเขาก็มักจะใช้เวลาไปกับการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ ที่สำคัญเจมเติบโตมาพร้อมกับคนรอบๆข้างที่ชื่นชอบในเสียงเพลง หลังจากอ่านคำอธิบายเกี่ยวกับเจมจบ คุณผู้อ่านคิดว่าเจมจะเป็นใครมากกว่ากันครับระหว่างคนสองคนนี้

· เจมเป็นนักเปียโนที่มีชื่อเสียง

· เจมเป็นพนักงานออฟฟิศ

คนโดยมากนั้นหลังจากที่ได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับเจมมักจะสรุปโดยทันทีเลยว่า เจมจะต้องเป็นนักเปียโนแน่ๆ และนั่นก็ไม่แปลกครับเพราะโดยลักษณะที่อ่านแล้วมันก็ไม่น่าจะแปลกใจเท่าใดนักหากเจมจะเป็นคนที่อยู่ในแวดวงศิลปิน และนั่นก็เป็นที่มาของบทความในวันนี้

Base rate fallacy หรือการใช้เหตุผลวิบัติโดยอัตราพื้นฐาน

Daniel Kahneman ได้ชี้ให้เห็นว่าคนเรามักจะละเลยในการนำอัตราพื้นฐานเพื่อคำนวนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดโอกาสนั้นๆขึ้น คนเรามักจะโฟกัสไปที่ข้อมูลเฉพาะมากเกินไปและด่วนสรุปซึ่งนำมาถึงข้อสรุปที่ผิดพลาด

ย้อนกลับมาที่ข้อสรุปข้างต้นที่สุปว่าเจมเป็นนักเปียโนที่มีชื่อเสียง หากคุณผู้อ่านเลือกข้อนี้แล้วล่ะก็ คุณก็ได้ตกเป็นเหยื่อของ Base rate fallacy เข้าแล้วครับ ผมจะอธิบายให้ฟังว่าทำไม การที่เราได้อ่านลักษณะเจมแล้วตัดสินเลยว่าเค้าเป็นนักดนตรีแน่ๆ ทำให้เราลืมเรื่องของความน่าจะเป็นไปครับ หากเราคิดดีๆแล้วในจำนวนประชากรเราทั้งหมดในไทย มีคนจำนวนเท่าใดที่เป็นนักเปียโน และมีคนจำนวนเท่าใดที่เป็นพนักงานออฟฟิศ แน่นอนว่าสัดส่วนของพนักงานออฟฟิศ ย่อมมีมากกว่านักเปียโนจนเทียบกันไม่ได้ แล้วยิ่งเมื่อเป็นนักเปียโนที่มีชื่อเสียงด้วยแล้ว โอกาสที่จะเกิดยิ่งยากกว่ามากๆ

ลองมาดูอีกตัวอย่างคลาสสิคอีกอันหนึ่งครับ คุณ B เรียนสังคมศาสตร์ เธอแคร์เกี่ยวกับสิทธิสตรีเป็นอย่างมาก และนอกจากนั้นยังเข้าร่วมการประท้วงเกี่ยวกับการจ่ายเงินที่เท่าเทียมกับผู้ชายภายในองค์กรต่างๆ เมื่อครั้นเธอยังเป็นนักศึกษา คุณ B น่าจะมีโอกาสเป็นใครมากกว่า

ทางเลือก A – คุณ B เป็นพนักงานแบงค์

ทางเลือก B – คุณ B เป็นพนักงานแบงค์และยังเป็นประธานสหภาพเพื่อสตรีของแบงค์ด้วย

ถ้าหากคุณเลือกตัวเลือกที่สองก็เป็นอีกครั้งที่คุณได้ละเลยเรื่องของอัตราพื้นฐานไป ทางเลือก B เป็นซับเซ็ตอยุ่ในทางเลือก A นั่นหมายความว่ามีโอกาสมากกว่าที่คุณ B จะเป็นพนักงานแบงค์ถูกไหมครับ?

รู้ทัน Base rate fallacy ดีอย่างไรกับผู้ประกอบการ

Malcolm Gladwell นักเขียนชื่อดังเคยเขียนถึงเรื่องพลังแห่งการตัดสินใจโดยใช้สัญชาติ ซึ่งเขาได้อธิบายเกี่ยวกับหมอซึ่งสามารถวินิจฉัยได้ดีขึ้นเมื่อมีข้อมูลและการวิเคราะห์น้อยลง แต่กับผู้ประกอบการเราจะเห็นได้ว่าในบางสถานการณ์ มันยังจำเป็นที่จะต้องใช้ความน่าจะเป็นวิเคราะห์จากข้อมูลอยู่ และการที่เราละเลยพวกนี้ก็จะทำให้ตกหลุมพรางของ base rate ยกตัวอย่างเช่นคุณอาจจะโฟสกัสไปที่บาง segment ในทันทีโดยเฉพาะ segment ที่ใหญ่มากๆเพราะมีความรู้สึกว่า segment นี้จะส่งผลในทางบวกให้กับบริษัทคุณอย่างแน่นอน แต่อันที่จริงแล้วสิ่งที่ถูกคือการเช็คเสมอว่าใน segment ที่คุณโฟกัสนั้นในท้ายที่สุดแล้ว target audience คุณมีสัดส่วนเท่าไร มันคุ้มค่ากับการทุ่มทรัพยากรบริษัทไหม และผลตอบแทนจะได้เท่าไรต่อหนึ่งหน่วยลงทุน

นอกจากนี้ผู้ประกอบการจำนวนมากยังล้มเหลวที่จะทำการเทสแคมเปญทางการตลาด เพราะมีแนวคิดที่โดนลวงจาก base rate fallacy ทำให้การทำแคมเปญไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร และนอกจากนั้นหลายๆสถานการณ์อาจมีการตัดสินลูกค้าไปก่อน ด่วนสรุปว่าลูกค้าอาจจะซื้อน้อยหรือไม่ซื้อทำให้ขาดโอกาสในการขายไป ซึ่งยกตัวอย่างหากอิงจากสถิติแล้ว สำหรับธุรกิจ B2B จะต้องมีการติดตามลูกค้าถึง 7 ครั้งกว่าที่จะปิดการขายได้เลยทีเดียว

และสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้เพิ่มเติมจาก base rate fallacy คือการที่คนจำนวนมากมักจะมีความเข้าใจในด้านสถิติและเปอร์เซ็นที่คาดเคลื่อนไปในหลายๆสถานการณ์ ดังนั้นการนำเสนอข้อมูลให้กับลูกค้าเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จึงควรหลีกเลี่ยงที่จะใช้ตัวเลขพวกนี้ แต่หันไปใช้ตัวเลขเปรียบเทียบในแง่ของมูลค่า ทำให้ลูกค้าคุณไม่ต้องประเมินด้วยตัวเอง และอีกตัวอย่างที่ดีคือการใช้ case studies หรือ testimonials ในการบอกเล่าเรื่องแทนครับ

หากบริษัทคุณยังไม่มีซอพต์แวร์สำหรับช่วยเก็บข้อมูลเพื่อใช้ในการวิเคราะห์และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าแล้วล่ะก็ ลองพิจารณา Venio CRM ดูสิครับ เพราะโปรแกรมเราจะมีการเก็บข้อมูลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อใหม่จากลูกค้า การเข้าพบลูกค้าของเซลล์ ไปจนถึงข้อมูลอื่นๆ ที่ล้วนเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และธุรกิจ ได้ที่ 
Blog: www.veniocrm.com/blog
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

มาทำความรู้จักกับ Venio กันเถอะ

หลังจากที่ Venio เรามี Blog ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับ CRM ผมก็เริ่มนึกได้ว่าเรายังไม่ได้เขียน Blog เกี่ยวกับ Venio เลยนี่นา หลายๆท่านที่เข้ามาอ่านก็มักจะสงสัยแล้ว Venio นี่มันคืออะไร แล้วเกี่ยวยังไงกับการขาย ทำไม Blog เน้นให้ความรู้ด้านการขาย, CRM, customer experience จังเลย วันนี้ผมก็เลยจะมาเขียนบทความสั้นๆเพื่อที่จะให้ทุกท่านได้รู้จักกับ Venio มากขึ้นครับ

Venio คืออะไร อ่านว่าอะไรกันแน่นะ

คำถามที่เรามักจะเจอบ่อยๆเลยก็คือ Venio อ่านออกเสียงว่ายังไงกันแน่ ง่ายๆเลยครับ “วีนิโอ” สำหรับ Venio ก็จะเป็นโปรแกรม CRM ที่จะช่วยในเรื่องการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าครับ ช่วยในเรื่องการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า รวมไปถึงการบริหารทีมขายด้วย ถ้ายังนึกภาพไม่ออกให้ลองนึกไปถึงโปรแกรมอันโด่งดังจำพวก Salesforce ดูครับ พวกนี้ก็จะเป็นโปรแกรมที่เน้นในด้าน CRM เป็นหลัก

แล้ว Venio จะช่วยธุรกิจได้อย่างไรบ้าง?

โปรแกรม Venio CRM เรานั้นจะช่วยธุรกิจได้หลายๆทางไม่ว่าจะเป็นกับทางลูกค้าของคุณ ไปจนถึงการบริหารงานขายภายในบริษัทครับ เริ่มจากการบริหารงานขายในบริษัทตั้งแต่ขั้นตอนที่มีผู้สนใจในสินค้าของคุณ ทุกอย่างจะถูกเก็บข้อมูลไว้อยู่บนระบบ มอบหมายเซลล์ในการติดตามลูกค้า มีการส่งรายละเอียดการเข้าพบใน Venio รวมไปถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้บริหารก็สามารถเห็นภาพรวมของลูกค้าแต่ละรายและภาพรวมของธุรกิจ สำหรับลูกค้าก็จะได้รับประสบการณ์ที่ดีในการดูแลลูกค้าจากพนักงานขายส่งผลให้ลูกค้าเกิดความผูกพันธ์ในแบรนด์และมีใช้สินค้าอย่างต่อเนื่อง

บริษัทเราจะเหมาะกับโปรแกรม Venio ไหมนะ

ถ้าบริษัทของคุณมีเซลล์ที่ต้องคอยติดต่อพบลูกค้าอย่างเป็นประจำ Venio ก็เป็นโปรแกรมที่ตอบโจทย์กับกระบวนการทำงานเป็นอย่างมากครับ เพราะนอกจากจะช่วยส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าแล้ว  ยังมาพร้อมกับ tools ที่จะช่วยให้พนักงานขายทำงานได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น และเราก็มีลูกค้าที่ใช้โปรแกรมวีนิโอจากหลากหลายประเภทธุรกิจ และขนาดด้วยครับ ตรงนี้ก็เป็นหลักประกันอย่างหนึ่งว่า Venio เราออกแบบให้ใช้งานได้กับทุกธุรกิจครับ

อะไรที่ทำให้ Venio แตกต่าง

Venio สามารถใช้งานได้จริง ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องหลักๆที่ทุกคนกังวลว่าจะใช้งานได้จริงไหม เรายินดีคืนเงินภายใน 30 วัน หากคุณพบว่าธุรกิจคนไม่ได้ประโยชน์จาก Venio CRM และที่สำคัญ Venio มีการจัดอบรมให้จนกว่าจะใช้งานเป็น นอกจากนี้เรายังเป็น Google cloud partner

ก่อนที่จะจบบทความนี้ ผมอยากจะให้ผู้อ่านทุกท่านรู้ถึงสิ่งที่วีนิโอเรามุ่งเน้นที่สุดคือการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ระบบ Venio ของเราดีขึ้นทุกวันเพราะเรามีการเก็บฟีดแบ็คจากลูกค้าและนำไปปรับปรุงพัฒนาเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด เราใส่ใจรายละเอียดแม้กระทั่งในส่วนเล็กน้อยอย่างโทนสีในโปรแกรม การออกแบบต่างๆ เพราะเราเชื่อว่าก่อนที่เราจะทำให้คุณส่งมอบประสบการณ์การดูแลลูกค้าที่ดีให้กับคุณได้นั้น เราต้องเริ่มทำจากตัว Venio เราก่อนครับ

มีข้อเสนอแนะอะไรเพิ่มเติม มีปัญหาอยากจะถามเราหรือต้องการแชร์ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ CRM ติดต่อเราได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเบอร์ 088 905 9055 อีเมล์ info@gofive.co.th หรือ LINE ID: @gofive ทางทีมงานเรายินดีอย่างยิ่งที่จะได้รู้จักกับทุกท่านมากขึ้นครับ

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM  ได้ที่
Blog: www.veniocrm.com/blog
Facebook: www.facebook.com/VenioCRM

3 ข้อดีของการทำ report งานขายที่คุณก็พึ่งรู้

Report ที่ดีจะช่วยตอบโจทย์กลยุทธ์ทางธุรกิจ 
และ เพิ่มโอกาสในการครอบครองส่วนแบ่งทางการตลาด ผ่านแดชบอร์ดสำหรับผู้บริหาร ที่สามารถช่วยให้เข้าถึงข้อมูลที่สำคัญของธุรกิจ เพื่อกำหนดกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำ และตัดสินใจได้ทันต่อทุกสถานการณ์

3 ข้อดีของการทำ report งานขายที่คุณก็พึ่งรู้
หนึ่งใน task ที่น่าเบื่อที่สุดของพนักงานขายก็คงไม่พ้นการทำรายงานจากการเข้าพบลูกค้า โดยปกติเซลล์จำนวนมากใช้เวลาแทบจะทั้งหมดโฟกัสไปกับการพบลูกค้า ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่างไรก็ตามสำหรับเซลล์ที่สุดยอดแล้วนั้นจะมีการมองย้อนกลับมาที่กระบวนการภายในก่อนการพบลูกค้าด้วย เช่นข้อมูลของลูกค้าต่างๆ ซึ่งจะทำให้การเข้าพบนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้การปิดยอดขายทำได้ง่ายกว่า และนี่ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ซอพต์แวร์จำพวก CRM เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น

ลองมาดู 3 เหตุผลดีๆที่จะทำให้คุณรู้ว่าการทำ report ไม่ได้ทำให้ชีวิตคุณยุ่งยาก แต่กลับทำให้งานขายเป็นไปได้อย่างง่ายดายขึ้น

1️. การทำ report ทำให้คุณเข้าใจลูกค้ามากขึ้น

คุณจะมีการจดบันทึกว่าการเข้าพบมีเนื้อหาอย่างไรบ้าง มีการไปพบครั้งล่าสุดเมื่อไร ลูกค้ามาจากช่องทางไหน ใช้ระยะเวลาเท่าไรในการปิดการขายแต่ละรอบ ทำให้คุณมีข้อมูลเพื่อที่จะนำไปใช้ในการทำความเข้าใจลูกค้าแต่ละรายมากขึ้น

2️. การทำ report ทำให้คุณรู้จักวางแผน

เพราะคุณจะมีการวางแผนเริ่มไปตั้งแต่เส้นทางการเข้าพบลูกค้า มีลูกค้ารายไหนสามารถเข้าพบในเส้นทางเดียวกันได้ไหม เนื้อหาที่จะเข้าพบลูกค้าในครั้งนี้ มีอะไรเป็นประเด็นเพิ่มเติมไหม รวมถึงยอดขายที่เป็นไปได้ ซึ่งนั่นจะส่งผลทำให้คุณบริหารเวลาในการเข้าพบลูกค้าแต่ละอาทิตย์ได้ดีขึ้น

3️. ข้อดีของการทำ report งานขายที่คุณก็พึ่งรู้

หากทุกๆการเข้าพบนั้นไม่มีการทำรายงานแล้ว หลังจากการพบลูกค้าไม่กี่วัน คุณก็คงลืมข้อมูลต่างๆไปจนแทบหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นเซลล์ที่ต้องพบลูกค้าจำนวนมากในแต่ละวัน การทำ report จะเป็นการช่วยทวนความจำและคุณยังสามารถนำเอาข้อมูลที่เคยทำไว้ มาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้อีก

*ในปัจจุบันระบบCRMก็มีการเก็บข้อมูลทุกอย่างอยู่บนคลาวด์ทำให้เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา

หากบริษัทคุณยังไม่มีการทำ report หรือเซลล์มักจะมองว่าการทำเป็นเรื่องยุ่งยาก ก็ได้เวลาที่จะหันมาทบทวนในเรื่องการจัดสรรเวลาในแต่ละอาทิตย์เพื่อมาทำรายงานเกี่ยวกับการขาย และนั่นจะทำให้คุณพบว่าการวางแผนที่ดีนั้นมันส่งผลลัพท์มากกว่าเวลาที่เราเสียไปในส่วนนี้มากเลยทีเดียว

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM ได้ที่
Blog: https://www.veniocrm.com/blog
Facebook: www.facebook.com/VenioCRM

4 ข้อจำกัดไลน์ที่ลดทอนประสิทธิภาพทีมขาย

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในการติดตามงานภายในและนอกบริษัท 

ไลน์กลายมาเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับทีมขาย แต่อันที่จริงแล้วไลน์มีจุดอ่อนหลายๆข้อ ที่จะทำให้ทีมขายของคุณมีประสิทธิภาพน้อยลง และคุณก็ติดตามงาน อัพเดทสถานะกันได้ยากลำบากมากขึ้น

4 ข้อจำกัดไลน์ที่ลดทอนประสิทธิภาพทีมขาย

1.การติดตามงานและอัพเดทสถานะ
แน่นอนว่าถ้าคุณยังมีลูกค้าไม่เยอะมาก การอัพเดทสถานะลูกค้าแต่ละรายกับลูกน้องคุณก็เป็นเรื่องไม่ยาก แต่เมื่อใดก็ตามที่ลูกค้าคุณมีในระดับนึง การอัพเดทผ่านไลน์จะทำให้รายละเอียดหลายๆอย่างตกหล่นไป ถึงแม้ไลน์จะมีระบบค้นหาให้ แต่มันก็ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อการนี้ และที่สำคัญหากมีข้อเสนอแนะและปัญหา การแจ้งผ่านไลน์ก็มักทำให้สิ่งต่างๆเหล่านั้นถูกละเลยไปด้วย

2.Notificationกลายเป็นปัญหา!!
เอ๊ะไลน์มีการแจ้งเตือน? ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ จะได้รู้สถานะงานไง แน่นอนครับแต่อย่าลืมว่าในไลน์เรามักมีห้องแชทจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนกลุ่มไหนต่อกลุ่มไหน ทำให้บางครั้งการแจ้งเตือนในเรื่องสำคัญๆจะถูกเรื่องพูดคุยต่างๆดันลงไป ทำให้บางครั้งเราไม่สามารถแยกได้และเพิกเฉยกับเรื่องที่คนในทีมส่งมา

3.ไลน์ไฟล์มีการหมดอายุ
ปัญหาที่หลายๆคนน่าจะเคยเจอก็คือไฟล์หมดอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพนักงานขายคุณมีการส่งเอกสารสำคัญ การเบิกค่าใช้จ่ายหรือแนบไฟล์รายงานพบลูกค้าให้กับคุณผ่านทางนี้ เมื่อคุณต้องการนำกลับมาใช้อีกครั้งก็พบว่าไฟล์ต่างๆไม่อยู่บนระบบอีกต่อไปแล้ว ตัวพนักงานขายเองก็ทำรายงานแค่เพื่อมีส่ง ข้อมูลไม่มีการนำมาใช้ใหม่เหมือนเช่นระบบ CRM

4.ความเป็นส่วนตัว
การที่เราใช้ไลน์ในการตามงานลูกค้าก็ทำให้บางครั้งเกิดการลืมตัว และใช้ในเวลาที่ไม่เหมาะสม ทำให้พนักงานขายบางคนรู้สึกว่าถูกติดตามอยู่ตลอดไม่เหมือนกับการสร้างแผนงานและมอบหมายให้พนักงานติดตามพบลูกค้าผ่านทางโปรแกรม CRM  ซึ่งต้องใช้ในการทำงานอยู่แล้ว ทำให้พนักงานขายสามารถติดตามงานต่อได้โดยที่ไม่รู้สึกโดนละเมิดความเป็นส่วนตัว

แต่อย่างไรแล้วไลน์ก็มีข้อดีมากมายเช่นการส่งโปรโมชั่นหาลูกค้าได้โดยตรง การติดต่อและสรปสั้นๆกับทางลูกค้า ที่หากนำมาปรับใช้ควบคู่ไปกับ application จำพวก CRM ดูแผนงานแยกได้ในแต่ละคน ก็จะทำให้การบริหารงานขายเป็นไปได้อย่างราบรื่น

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM  ได้ที่
Blog: www.veniocrm.com/blog
Facebook: www.facebook.com/VenioCRM