สรุปย่อกลยุทธ์การขายน่ารู้ ฉบับเข้าใจง่าย

ในไกด์นี้ Venio เราก็จะมาสรุปในเรื่องกลยุทธ์การขายในหัวข้อต่างๆแบบเข้าใจง่ายให้ฟังกันอย่างย่อๆ ซึ่งการที่คุณรู้ถึงกลยุทธ์ต่างๆเหล่านี้จะช่วยให้ Lead เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ และยิ่งไปกว่านั้นคือปิดดีลได้ง่ายขึ้นด้วย และการที่เราเข้าใจและมีการนำไปใช้นั่นหมายความว่าทีมขายคุณจะล้ำหน้าคู่แข่งไปอีกหลายขั้นเลยทีเดียว

มีการเซ็ตเป้าหมายที่แน่ชัดในแต่ละขั้นตอน

แน่นอนว่าสำหรับการบริหารทีมขายนั้นจะมีการเซ็ตเป้าขายเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่หากมีการเก็บข้อมูลลูกค้า ดีลต่างๆที่เกิดขึ้นจะทำให้เราสามารถเซ็ตเป้าหมายได้ละเอียดกว่านั้นมาก และที่สำคัญความเป็นไปได้ที่จะประสบผลสำเร็จในแต่ละขั้นตอนก็จะมากขึ้น สำหรับการเซ็ตเป้าหมายนั้นเป้าขายเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะถ้าหากเราเข้าใจในเรื่อง Customer journey ดีแล้วล่ะก็ เราจำเป็นต้องมีเป้าหมายในแต่ละสเตจที่แตกต่างกันตั้งแต่การหาลูกค้าที่สนใจในผลิตภัณฑ์ (Lead) การเข้าพบลูกค้า การนำเสนอProposalหลังการพบลูกค้า การต่อรอง และที่สำคัญที่สุดดีลที่เกิดขึ้น หากคุณอยากให้เป้าขายที่ถูกตั้งมาสามารถปิดได้แล้วล่ะก็ การตั้งเป้าหมายในแต่ละสเตจเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆเพราะจะทำให้คุณรู้ถึงทิศทางและช่องทางในการจัดการลูกค้า นอกจากนี้ยังทำให้ทีมของคุณเห็นภาพรวมที่เกิดขึ้นอีกด้วย การมีโปรแกรม CRM หรือ Tool ที่ใช้ในการติดตามผลแต่ละอันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณเข้าใจ Process ที่เกิดขึ้นระหว่างการขายได้มากขึ้น

ต้องมีการวัดผลอย่างจริงจัง

บ่อยครั้งที่ในช่วยแรกของการวางแผนทุกอย่างดูราบรื่นและดูน่าตื่นเต้น แต่เมื่อจบไตรมาสแล้วกลับพบว่าเป้าขายไม่สามารถปิดได้ตามที่ต้องการ ดีลต่างๆที่เกิดขึ้นไม่สามารถจบลงได้ และสิ่งสำคัญที่สุดคือในทีมขายนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมผลลัพธืจึงเป็นเช่นนี้ หลักๆก็เกิดจากการที่ขาดการวัดผลในแต่ละอย่างอย่างจริงจัง วันนี้เราเลยจะยกตัวอย่างบางส่วนให้ฟังว่าอะไรที่เราสามารถวัดผลได้บ้าง

การตามลูกค้า - ต้องบันทึกกิจกรรมที่เกิดขึ้นกับลูกค้าทั้งหมด วันที่ติดต่อมา เวลาที่ใช้ในการติดต่อกลับ มีไปพบแล้วกี่ครั้ง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร

เวลาในการปิดจบดีล – ควรที่จะมีการ track อยู่เสมอเพื่อที่เราจะได้รู้ว่า Sales cycle อย่างไร

คนที่สนในใจในผลิตภัณฑ์ (Lead) – จำนวน Lead ที่เข้ามาในแต่ละเดือน จำนวน Lead ที่มีคุณภาพ เวลาที่ใช้ในการตดต่อกลับ conversion ที่เกิดขึ้น

จะเห็นได้ว่ามีหลายปัจจัยมากมายที่เราสามารถวัดผลแล้วเอามาเก็บเป็นข้อมูลเพื่อช่วยในการวางกลยุทธ์ต่อเนื่องได้อย่างมากมาย หากคุณยังไม่มีมาตรวัดเหล่านี้แล้วล่ะก็จำเป็นต้องรีบทำโดยด่วน

รู้จักลูกค้าให้ดีขึ้นก่อนนำเสนอ

สิ่งหนึ่งที่ทีมขายมักจะรู้ดีคือเรื่องของผลิตภัณฑ์ตัวเองแต่มักจะชะล่าใจในส่วนของลูกค้าไป และมักจะพยายามบอกเลาข้อดีของผลิตภัณฑ์ตนเองเท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้วสิ่งที่เราควรรู้และเป็นประโยชน์ๆมากเลยในการนำเสนอสินค้าคือ เกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจลูกค้า อะไรคือ Pain point ที่เกิดขึ้น และถ้าเรารู้สิ่งนี้แล้วก็จะทำให้วางแผนในการพบลูกค้าได้อย่างแยบยลมากขึ้น ทำให้สามารถนำเสนอถึงสิ่งที่ตรงกับปัญหาความต้องการได้ทันที เมื่อรู้แบบนี้แล้วอย่าลืมที่จะทำความรู้จักกับธุรกิจของลูกค้า รวมไปถึงสอบถามเพิ่มเติมถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น และถ้าเป็นไปได้แล้วล่ะก็รวมไปถึงผลิตภัณฑ์และงบประมาณที่ลูกค้ากำลังใช้และมองหาอยู่ ก็จะช่วยให้การปิดดีลทำได้อย่างดีและรวดเร็วมากขึ้น

ใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการติดตามลูกค้า

ปัญหาประการใหญ่ๆที่เรามักพบเจอสำหรับทีมขายเลยคือเรื่องของการติดตามลูกค้า ทีมขายมักจะถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปจากสิ่งต่างๆที่มีมากมาย ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นเลยคือการที่ติดต่อลูกค้าไปแล้วถ้าติดต่อไม่ได้หรือลูกค้ายังไม่ได้ตัดสินใจซื้อในตอนนี้นั้น พนักงานขายก็มักจะเลือกที่จะละเลยลูกค้าคนนั้นไป หรือในกรณีที่เกิดขึ้นบ่อยๆคือตั้งใจไว้ว่าจะติดต่อกลับอีกทีในตอนหลัง แต่ท้ายที่สุดแล้วหากวันหนึงๆต้องมีการโทรหาลูกค้าจำนวนมาก หากไม่มีการจัดการที่ดีแล้วสุดท้าย Lead รายนั้นๆก็ถูกทิ้งไป และแย่กว่านั้นก็คือผู้จัดการฝ่ายขายเองอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทีมเคยได้ Lead นี้มาก่อน ซึ่งปัจจุบันเทรนด์ของ Customer centric มาแรงทำให้หลายบริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องของ Customer experience กันมากขึ้น และโปรแกรม CRM ก็เข้ามามีบทบาทในส่วนนี้สูงมาก เพราะนอกจากจะทำให้เห็นภาพรวมของลูกค้าทั้งหมดแล้ว ยังสามารถบันทึกสถานะทีเกิดขึ้นในระบบได้ รวมไปถึงการแจ้งเตือนเข้ามือถือของพนักงานขายที่รับผิดชอบแยกรายคนได้เลย

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog: www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

Customer centric กับเทรนด์ที่ต้องจับตามอง

นอกจากการออกแบบและทำสินค้าหรือบริการให้ออกมายอดเยี่ยมแล้ว ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงนั้นคือ end user หรือลูกค้านั้นเอง ด้วยเหตุที่ว่าการดำเนินธุรกิจในทุกวันนี้ การแข่งขันนั้นสูงมากๆ สินค้าและบริการก็มีให้เลือกหลากหลาย ตัวเลือกในการประกอบการตัดสินใจ ทั้งยี่ห้อ รุ่น รูปแบบ ทำให้ลูกค้านั้นมีโอกาสในการที่จะเปลี่ยนการตัดสินใจได้ตลอดเวลา ไหนจะการร้องเรียนของลูกค้าที่สามารถกระจายได้อย่างทั่วถึงผ่านโซเชียลมีเดีย หากองค์กรบริหารการทำงานและบริหารทีมขายแบบลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (customer centric) ปัญหาเหล่าก็จะหมดไป


เรามาดูกันว่าการบริหารงานแบบ customer centric (ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง) นั้นคืออะไร?

Customer centric นั้นจะแตกต่างจาก Product centric ที่มุ่งเน้นในการสรรสร้างและผลิตสินค้าและบริการ customer centric จึงเปรียบเสมือนการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มีแนวคิดการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าให้ดีที่สุด มีความรู้ความเข้าใจว่าลูกค้าของเราเป็นอย่างไร ต้องการอะไร ชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อมุ่งเน้นการตอบโจทย์ของลูกค้ามากกว่ายอดขาย เพราะการที่ลูกค้ายิ่งชอบองค์กรมากเท่าไร จะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นนั้นเอง พนักงานทั้งบริษัทตั้งแต่เด็กฝึกงานไปยันผู้บริหารล้วนมีส่วนเกี่ยวข้อง และมีความรู้ความเข้าใจ มีการวางแผนที่เป็นหนึ่งเดียวในการสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า พนักงานแต่ละคนไม่ได้มีหน้าที่เพียงทำงานให้เสร็จไปวันๆ แต่ยังสามารถช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าเพื่อให้ตัวเค้าเองนั้นรู้สึกเหมือนเป็นคนพิเศษด้วย


รู้จักลูกค้าให้ลึกมากขึ้น การเข้าพบลูกค้าบ่อยๆ เป็นอีกหนึ่งวิธีเพื่อรับฟังข้อแนะนำหรือปัญหาจาการใช้งาน มีเวลาเข้าพบลูกค้าอยู่ทุกระยะ เหมือนแสดงเจตจำนงว่าอยากพบลูกค้าให้มากที่สุด พูดคุยสอบถามเพื่อให้ลูกค้าบอกความต้องการ ฟังอย่างตั้งใจ และเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง นี่คือแนวทางการรู้จัก เพราะหัวใจสำคัญคือการเน้นสร้างความสัมพันธ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า หากมีโปรแกรมบริหารงานขายที่ดีเอาไว้คอยช่วยทีมขายทำงานจะดีมาก การทำงานด้วยวิธีแบบเก่าอาจจะยังไม่ตอบโจทย์ในเรื่องของการเก็บข้อมูลที่แม่นยำมากนัก เทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกสมัยใหม่ก็เป็นตัวช่วยที่ดีในเวลานี้เช่นกัน เพราะฉะนั้นโปรแกรม crm จึงจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเก็บข้อมูล วางแผนเข้าพบลูกค้า แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้งานของลูกค้า และนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประโยชน์เพื่อตอบสนองความต้องการอย่างรวดเร็วนั้นเอง


สรุปได้ว่าการสร้างประสบการณ์ที่ดี (customer experience) ให้กับลูกค้านั้นคือตัวการสำคัญ โดยใช้มีแนวคิด การจัดการ การบริหารแบบลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (customer centric) เป็นที่ปรึกษาคอยแนะนำสิ่งต่างๆ มุ่งเน้นที่จะนำเสนอประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ ขับเคลื่อนองค์กรเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า และเพิ่มยอดขายในที่สุด    

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog: www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

เคล็ดไม่ลับสำหรับปิดดีล

ทักษะการเจรจาเป็นเทคนิคที่สำคัญมากที่จะช่วยให้งานด้านการขายเป็นไปได้อย่างที่ใจหวัง การเจรจาที่ดีย่อมเป็นบ่อเกิดแห่งความ "น่าเชื่อถือ"และ "ปิดการขาย"มาลองปรับเปลี่ยนมุมมองของทีมขายและจัดระบบทีมขายให้มั่นใจว่าทีมขายของคุณมีทักษะเหล่านี้ เพื่อเป็นนักเจรจาที่สามารถปิดการขายได้ทุกดีลอย่างมืออาชีพ  

การเอาชนะ  

ความล้มเหลวในการเจรจาอาจเกิดขึ้นได้หากทั้งสองฝ่ายคิดว่าการเจรจาเป็นการเกมการต่อสู้ที่ไม่มีบทสรุปร่วมกัน มีแต่ผู้ชนะและผู้แพ้ การเจรจาระหว่างลูกค้านั้นควรถือเป็นโอกาสสำหรับการแก้ไขปัญหาร่วมกัน เปลี่ยนการต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามให้เป็นการร่วมแก้ไขปัญหาไปด้วยกัน การต่อรองจึงเป็นการทำงานร่วมกันของหลายฝ่ายในการแก้ปัญหาเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดต่อทุกฝ่ายนั่นเอง 

อย่าปล่อยอารมณ์อยู่เหนือเหตุผล 

เป็นเรื่องง่ายการเจรจาที่ยาวนานที่มองไม่เห็นเป้าหมาย ทำให้อารมณ์เริ่มร้อนและไม่มีเหตุผล หากคุณเริ่มได้ยินเสียงการเต้นของชีพจรที่หู บางครั้งการพักเจรจาเป็นเรื่องที่ดี เวลาประมาน 15 นาทีอาจเป็นเปิดโอกาสที่ดีสำหรับทั้งสองฝ่ายในการปรับเปลี่ยนอารมณ์และความคิดใหม่ว่าที่แท้จริงแล้วพวกเขากำลังต้องการสิ่งไหนกันแน่  

เป็นนักฟังที่ดี  

สำหรับทีมขายหรือนักเจรจาไม่ใช่แค่เพียงทักษะการพูดที่จำเป็นต้องมี แต่ยังต้องมีทักษะการฟังที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ทีมขายบรรลุเป้าหมายได้ ทักษะการฟังที่ดีนั้นต้องเป็นผู้ฟังที่เข้าใจถึงความหมายที่ผู้พูดสื่อออกมาได้อย่างแท้จริง การสังเกตลักษณะท่าทาง การใช้คำพูดและโทนเสียง ก็เช่นกัน ดังสุภาษิตว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง  

รู้จุดแข็งของตัวเอง 

คุณต้องรู้จักตัวเองหรือสินค้ามากพอที่จะมองเห็นประโยชน์ของมันในปรับใช้ในการเจรจา ของแต่ละอย่างหรือคนแต่ละคนมีจุดแข็งที่แตกต่างกันไป เมื่อเราเป็นนักฟังที่ดี เข้าใจถึงปัญาอย่างแท้จริงแล้ว การนำจุดแข็งมาปรับใช้กับปัญหาในการจรจาจึงส่งมีผลกระทบต่อผลของการเจรจาของแต่ละคนออกมาแตกต่างกันนั่นเอง  

มีเป้าหมาย  

สิ่งสำคัญสิ่งสุดท้ายในการเจรจาก็คือ เป้าหมาย บางครั้งการเจรจาที่ยาวนานอาจจะทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนเทคนิคหรือแผนเพื่อรองรับปัญหาที่เกิดขึ้นและจุดแข็งของเรา  ส่งผลให้เป้าหมายที่ตั้งไว้ของคุณของคุณคลาดเคลื่อนโดยไม่รู้ตัว เพื่อให้ผลเจรจาใกล้เคียงกับสิ่งที่ตัวคุณต้องการมากที่สุด ในระหว่างการเจรจาต้องคำนึงถึงเป้าหมายของเราอยู่เสมอ  


ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

5 วิธีก้าวข้ามอุปสรรคในงานขาย

สำหรับนักขายหลายๆท่านเมื่อพูดถึงเรื่องอุปสรรคสำหรับการขายที่เคยเจอมา เชื่อได้เลยว่าคงไม่พ้นเรื่องการบริหารจัดการเวลาอย่างแน่นอน วันนี้เราได้รวบรวมฟีดแบ็คจากเซลล์หลายๆท่านที่เราไปเจอ และบทความในอาทิตย์นี้เราก็จะมาคุยในเรื่องของอุปสรรคที่นักขายมักจะต้องเจอ และวิธีที่จะช่วยก้าวข้ามผ่านมันและทำให้เรากลายเป็นสุดยอดนักขาย 

การจัดการเวลา

ปัญหาที่นักขายจำนวนมากเจอเลยคือการจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ แนะนำอย่างนี้ครับให้คิดเสมอว่ายิ่งเราทุ่มเทให้กับการขายมากเท่าไรนั่นคือโอกาสที่มามากขึ้น และนั่นหมายถึงการต้องทำการบ้านก่อน เช่นก่อนไปพบลูกค้า หลังพบลูกค้า จะติดตามดีลกันอย่างไร ซึ่งตรงจุดนี้โปรแกรม CRM จะเข้ามามีบทบาทเป็นผู้ช่วยที่สำคัญมากๆ แต่หากยังไม่มีงบตรงส่วนนี้ก็อาจจะเริ่มใช้ Excel ไปก่อนก็ได้

การถูกปฎิเสธ

เซลล์ร้อยทั้งร้อยรับรองว่าต้องเคยถูกปฎิเสธกันมาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการไปตกลงสั่งซื้อกับเจ้าอื่นแทนทั้งๆที่เหมือนจะปิดดีลได้แล้ว หรือบางครั้งโดนปฎิเสธตั้งแต่ขั้นตอนการขอเข้าพบลูกค้าเลยทีเดียว ซึ่งสำหรับนักขายแล้วจะเป็นอะไรที่เฟลสุดๆ แต่อย่างไรก็ตามเราสามารถแก้ปัญหานี้ได้ง่ายๆด้วยการทำนัดหมายเยอะๆ พยายามเข้าพบเสนอขายลูกค้าบ่อยๆ เป็นเหมือนการฝึกให้เราชินกับการขายนั่นเอง

บางครั้งคุณรู้มากเกินไป

คำว่ารู้มากในที่นี้คือคุณรู้โปรดัคส์ตัวเองอย่างท่องแท้ทั้งในทั้งนอก คุณรู้ทุกผลิตภัณฑ์ที่มีบนท้องตลาด คุณรู้ถึงข้อดีข้อเสียของผลิตภัณฑ์ตนเอง ซึ่งจริงๆแล้วต้องบอกว่านี่เป็นสิ่งที่ดีมากๆ แต่สำหรับพนักงานขายบางคนกลับกลายมาเป็นหอกที่ทิ่มแทงตัวเอง เพราะเมื่อมีการพูดคุยกับลูกค้าแล้วรู้ว่าเค้ากำลังเปรียบเทียบกับเจ้าไหนอยู่ ทำให้เกิด Mindset ที่ว่าเราต้องสู้ไม่ได้แล้วแน่ๆเลย อันที่จริงแล้วการขายในปัจจุบันนี้ไม่ได้แพ้ชนะกันที่โปรดัคส์ทั้งหมดอีกต่อไป เพราะ Customer centric มากขึ้น และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมคุณควรใช้โปรแกรม CRM เพื่อการดูแลลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

ายไม่ได้สักที

เซลล์จำนวนมากไม่อาจประสบความสำเร็จในงานขายได้ เพราะทำตัวเองเป็นแค่เซลล์ที่มีหน้าที่ขายปิดยอดแล้วก็จบงานกลับบ้าน แต่จากเทรนด์ในปัจจุบันลูกค้าต้องการมากกว่านั้น นั่นหมายความว่าคุณนอกจากจะขายของแล้ว ยังต้องให้บริการการขายที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย หากมีเคสหรือปัญหาอะไรก็ไม่ควรจะปล่อยให้ตกหล่น และถ้าจะให้คำแนะนำอาจจะกำปั้นทุบดินไปนิดนึงแต่พนักงานขายในปัจจุบันจำเป็นต้องเรียนรู้ตลอดเวลา ทั้งตลาดในปัจจุบัน ข้อมูลข่าวสารรอบตัว เพื่อต่อยอดในการพูดคุยกับลูกค้า และช่วงชิงความได้เปรี่ยบในการขาย

ไม่รู้จะจัดการดีลอย่างไรดี

ปัญหาคลาสสิคอีกอันที่เซลล์หลายๆท่านพบเจอคือมีลูกค้าเข้ามามากเกินไป และมันก็กลายมาเป็นอุปสรรคเพราะสุดท้ายแล้วการตามงานทำได้ไม่มีประสิทธิภาพ ตรงนี้สามารถแก้ได้ง่ายๆด้วยการลิสท์ลูกค้าทั้งหมดออกมาและทำการจัดลำดับความสำคัญตามมูลค่าดีล ตามโอกาสในการปิดการขาย ซึ่งตรงนี้อาจจะเป็นงานที่น่าปวดหัวมากพอตัวหากทำผ่านระบบ manual เราจึงแนะนำให้หาโปรแกรมบริหารงานขายดีๆสักตัวมาใช้ และการจัดการดีลก็จะง่ายขึ้นเป็นเท่าตัว


ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

4 เหตุผลทำไมบริษัทไม่กล้าใช้ CRM

คุณก็เป็นคนหนึ่งใช่ไหมที่กำลังลังเลอยู่ว่าจะเริ่มใช้ระบบ CRM ดีไหม ทั้งๆที่ก็รู้ว่า CRM มีประโยชน์มากแต่เมื่อคิดๆแล้วก็เกิดความกังวลในหลายๆเรื่องว่าโปรแกรมบริหารงานขาย CRM ที่เราจะเอาเข้ามาใช้จะทำให้ธุรกิจเราเติบโตได้จริงหรือ Venio เราก็ได้รวบรวมเหตุผลหลักๆที่ทำให้บริษัทต่างๆไม่กล้าใช้ CRM พร้อมทั้งวิธีรับมือกับปัญหาเรานั้น หวังว่าบทความเราจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายมากขึ้น

เซลล์ไม่อยากใช้งาน

เป็นอันรู้กันว่าระบบไม่ว่าจะดีแค่ไหนแต่หากไม่มีคนใช้งาน ระบบนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไร โดยมากแล้วมักเกิดจากความกลัวที่เรากลัวการเปลี่ยนแปลง โดยเซลล์มักจะยึดติดกับการทำงานแบบเดิมเช่น การเก็บข้อมูลลูกค้าผ่านทาง Excel และไม่ต้องการเรียนรู้ระบบใหม่ๆ

Solution: หาระบบที่ตอบโจทย์การทำงานสำหรับทุกฝ่าย ระบบ CRM ที่เลือกใช้ควรเน้นที่การใช้งานง่าย และใช้งานได้จริง ไม่มองแต่ฟีเจอร์เยอะๆที่คุณอาจจะไม่ได้ใช้งาน ซึ่งเมื่อทีมขายรู้สึกว่าระบบมันช่วยเค้าได้จริงและไม่ต้องเรียนรู้มาก เมื่อนั้นการต่อต้านในการใช้งานก็จะลดลง

การ Implement ระบบมันยุ่งยากซับซ้อน ค่าใช้จ่ายสูง

ระบบ CRM โดยทั่วไปตามที่เราเข้าใจมักมีราคาสูงเช่นพวก SAP, Salesforce ทำให้แม้ว่าเราจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่การหางบประมาณมาใช้งานในส่วนนี้ก็เป็นไปได้ยาก ซ้ำร้ายเมื่อต้องการ implement ระบบ CRM การขึ้นระบบก็มีขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน การคุย requirement ต่างๆก็เป็นไปได้ยาก สุดท้ายทำให้คุณคิดว่าระบบดีๆมันไม่ง่ายเลยในการเอามาใช้งาน

Solution: จริงๆแล้วสำหรับระบบ CRM เราอาจจะไม่ต้องมองหาแต่ซอฟต์แวร์เมืองนอกอย่างเดียว เพราะในปัจจุบันก็มีบริษัทไทยที่ทำซอฟต์แวร์อยู่มาก และข้อดีคือการคุยเรื่อง requirement ทำได้ง่ายกว่า เพราะบริษัทไทยจะมีความยืดหยุ่นตรงนี้มากกว่า เรื่องการขึ้นระบบก็ทำได้รวดเร็วกว่า ค่าใช้จ่ายก็สามารถเลือกได้ตาม package ราคาที่มีราคาเริ่มต้นถูกกว่ามากๆ

มองไม่เห็น Value ว่าจะช่วยงานได้จริง

โดยทั่วไปองค์กรมักจะคิดว่าสิ่งที่เป็นอยู่มันดีอยู่แล้ว เช่นการใช้ระบบ Excel จัดเก็บข้อมูลลูกค้า ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาตรงไหน ทางองค์กรบริษัทก็มียอดขายเข้ามาทุกๆเดือน แต่อันที่จริงเราลืมมองในส่วนของสิ่งที่เสียไปเช่น รายได้ที่ควรจะมีเข้ามามากขึ้นหากมีการตามลูกค้าอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง การทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา การเก็บข้อมูลลูกค้าอย่างเป็นระเบียบ ทุกอย่างล้วนแต่เป็นประโยชน์ที่คุณจะได้รับจาก CRM

Solution: ลองประเมินถึงการจัดการในบริษัทว่าถ้าเรามีตัวช่วยเข้ามาจะทำให้งานเราราบรื่นและกระบวนการดีขึ้นมากแค่ไหน ซึ่งปัจจุบันซอฟต์แวร์ CRM ก็มีราคาไม่แพงมาก เช่น Venio เริ่มที่ 990 ต่อ account หากการจ่ายเงินเพิ่ม 990 ต่อคนทำให้คุณปิดดีลและการตามลูกค้าได้มากขึ้นต่อเดือนมันก็เป็นอะไรที่คุ้มค่ากว่ามาก

CRM ไม่ตอบโจทย์ในด้านการขาย

ฟีเจอร์ที่ใส่มาให้เยอะๆ สุดท้ายกับใช้งานไม่ได้จริง เพราะองค์กรเรามีวิธีการขายที่ไม่แมทกับตัวซอฟต์แวร์ CRM ทำให้กลายเป็นว่าแทนที่ตัวโปรแกรมบริหารทีมขาย จะปรับให้ใช้กับตัวบริษัทเราได้ กลับเป็นตัวบริษัทเราต้องปรับให้เข้ากับ CRM แทน

Solution: มองหา CRM ที่พัฒนาภายในประเทศและมีความเชี่ยวชาญทางธุรกิจคุณโดยเฉพาะ เช่น Venio เราตอบโจทย์สำหรับธุรกิจ B2B และเนื่องจากเราพัฒนา Application บนแนวคิดของการขายในประเทศทำให้ฟีเจอร์ที่มีต่างๆตรงกับธุรกิจในประเทศไทยมากกว่า

หวังว่าหลังจากที่คุณอาจบทความนี้จบ ปัญหาที่คุณกลัวในการนำเอา CRM มาใช้งานจะหมดไป เพราะธุรกิจทุกวันนี้การแข่งขันไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป บริษัทจำนวนมากพร้อมที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อให้ทุกอย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด คำถามที่เหลือก็คงจะเป็นแค่องค์กรคุณพร้อมที่จะเริ่มหรือยัง

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

Sales enablement คำที่นักขายยุค 2019 ต้องรู้จัก

ถ้าคุณอยู่ในแวดวงงานขาย หรือต้องบริหารทีมขายคำว่า sales enablement น่าจะเป็นคำที่ได้ยินค่อนข้างบ่อยในปีนี้ คำนี้อาจจะเป็นคำที่ค่อนข้างใหม่ในประเทศไทย แต่จริงๆแล้วมีการใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศมาสักช่วงเวลานึงแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการพัฒนาทีมและบริหารงานขาย และวันนี้ Venio เราก็จะมาแนะนำให้รู้จักกับ sales enablement ให้ดียิ่งขึ้น

Sales enablement คืออะไร?

Sales enablement หากจะให้พูดในเรื่องความหมายก็คือกระบวนการในการจัดการและตระเตรียมข้อมูล เนื้อหา และเครื่องมือต่างๆให้กับพนักงานขาย ด้วยจุดประสงค์เพื่อช่วยให้การขายทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าอ่านแล้วยังงงๆอยู่นึกภาพตามนี้ครับถ้าคุณให้ task พนักงานสักอย่างหนึ่ง และก็จัดเตรียมให้ข้อมูล และสิ่งต่างๆที่จำเป็นสำหรับงานนั้นๆ  ก็คงพูดได้อย่างเต็มปากว่าพนักงานคนนี้จะสามารถทำงานได้สำเร็จราบรื่นกว่าคนที่ไม่ได้รับอะไรเพิ่มเติมเลย ซึ่งมันก็เป็นจริงสำหรับทีมขายด้วยเช่นกันครับ และนี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่า sales enablement นั่นเอง

ทำไมถึงสำคัญ?

ความสำคัญของ sales enablement นั้นอยู่ที่ประโยชน์ที่พนักงานขายของคุณจะได้รับ ซึ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือการจัดการงานขายที่เป็นระบบมากขึน และทุกคนสามารถปิดยอดขายได้ตามเป้า ผ่านกระบวนการของ sales enablement ที่จะช่วยทำให้พวกเขารู้ว่าจะทำอย่างไร นั่นหมายความว่าบริษัทของคุณจะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเซลล์ซุปเปอร์ฮีโร่ไม่กี่คนที่ทำยอดได้เยอะๆอีกต่อไป

Sales enablement จะทำได้อย่างไร

ตรงนี้เราก็จะมาสรุปคร่าวๆในเรื่องของการทำ sales enablement ว่าจะทำได้อย่างไร แต่ทั้งนี้เราต้องเข้าใจก่อนว่ากระบวนการทำ sales enablement นั้นจะไม่ได้เป็นแบบขั้นตอน ให้มองในลักษณะของกลยุทธ์หรือหลักการที่จะช่วยให้พนักงานขายทำงานได้ดีขึ้นจะทำให้เห็นภาพได้ชัดกว่า

  1. ต้องกำหนดเป้าหมายและเงื่อนไขของโปรแกรมที่จะจัดทำขึ้น ที่สำคัญโปรแกรมที่จะรีนนั้นต้องช่วยให้การขายทำได้ดีขึ้น เริ่มจากสิ่งต่างๆที่ทีมขายคุณต้องการ สิ่งที่ต้องโฟกัส ทักษะที่จำเป็นสำหรับพนักงานขาย เช่นการพรีเซ็น
  2. ทำให้แน่ใจว่าพนักงานขายของคุณรู้จักลูกค้าที่อยู่ในธุรกิจคุณ และที่สำคัญต้องรู้ว่าคนซื้อจะมีกระบวนการซื้ออย่างไร หลังจากนั้นก็เริ่มดูสิ่งที่พนักงานขายจะทำได้ในแต่ละส่วนของ buyer’s experience ที่เกิดขึ้น
  3. สร้าง content คุณภาพ เริ่มจากการมีสื่อในการนำเสนอผลงานที่เข้าใจง่าย และเพิ่มเติมในส่วนต่างๆผ่านทางชิ่งทางเช่น Blog, สัมมนา และตัวเนื้อ content พวกนี้จะช่วยเซลล์ในการนำเสนอและปิดการขายในตัวมันเอง
  4. มั่นใจว่าการเทรนนิ่งจะเป็นงานต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่โปรเจคชั่วคราวที่เกิดขึ้นมาแล้วจบไป อย่างน้อยมีการจัดเทรนเดือนละครั้งและใช้เครื่องมือต่างๆที่จะช่วยให้การทำ sales enablement เป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง
  5. และสิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือแม้ว่าคุณจะเตรียมสิ่งที่ช่วยพนักงานขายไว้มากมาย แต่โปรแกรมที่ดีเหล่านั้นสุดท้ายก็จะเป็นหมันไปถ้าไม่มีใครใช้ ดังนั้นแล้วต้องอย่าลืมผลักดันให้ทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วมในการใช้งาน sales enablement

หลังจากอ่านบทความนี้จบไปก็หวังว่าทุกคนจะเข้าใจในเรื่องของ sales enablement มากขึ้น ปัจจุบันก็มีโปรแกรมที่เข้ามาช่วยในการทำต่างๆมากมายเช่น โปรแกรม CRM โปรแกรมเก็บข้อมูลลูกค้า โปรแกรมช่วยบริหารงานขาย ซึ่งล้วนแต่มีส่วนช่วยให้การบริหารงานขายเป็นไปได้อย่างราบรื่น

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM ได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

10 ทิปการใช้งาน Excel แบบโปร

Excel ถ้าให้พูดแล้วก็น่าจะนับว่าเป็นโปรแกรมที่ต้องมีในทุกบริษัท ผมเชื่อว่าเกือบจะแทบทุกคนอย่างน้อยๆต้องเคยใช้งาน Excel มาแล้ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นกับงานขาย หากบริษัทไม่มีโปรแกรม CRM ใช้งานแล้วล่ะก็ Excel ก็เป็นอะไรที่ขาดไม่ได้เลย แต่นั่นก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ทีมขายต้องปวดหัวกับมันมาก และจากผลสำรวจก็พบว่าพนักงานส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้ด้วยซ้ำว่า Excel สามารถทำอะไรได้บ้าง วันนี้ Venio เราก็จะมาแนะนำทิปทั้ง 10 ข้อที่จะช่วยให้คุณสามารถเอามาใช้บริหารทีมขาย เก็บข้อมูลลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นครับ

มาเริ่มกันเลยดีกว่า 

1.รู้จักกับ Conditional Formatting

โดยปกติแล้วเรามักจะคุ้นชินกับการใช้ filter ในการกรองข้อมูล แต่รู้ไหมครับว่า Conditional formatting ก็เป็นอะไรที่ช่วยในการจัดการข้อมูลที่ดีเยี่ยม และทรงพลังมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากคุณมีการเก็บข้อมูลลูกค้า ข้อมูลเซลล์ที่ซับซ้อน เพียงแค่กดใช้ไม่กี่คลิกแล้วเลือกเงื่อนไขลงไป คุณก็จะรู้ได้แล้วว่าพนักงานคนไหนที่อยู่ในกลุ่ม top 10%

2.ดูข้อมูลง่ายๆผ่านสเตตัสบาร์

เมื่อใดก็ตามที่คุณอยากจะรู้ข้อมูลอะไรเร็วๆ เช่นค่าเฉลี่ย ผลรวม ก็สามารถทำไฮไลท์ที่ช่องที่ต้องการได้แล้วก็เพียงแค่ดูข้อมูลตรงช่องด้านขวาล่าง เราก็จะรู้ข้อมูลได้ง่ายๆไม่ต้องทำการใส่สูตรทุกครั้ง นอกจากนี้เราสามารถเปลี่ยนค่าที่แสดงได้โดยการคลิกขวาที่ status bar แล้วติ๊กปรับครับ เท่านี้คุณก็สามารถบริหารทีมขาย ประชุมทีมได้ไวขึ้นอีกเป็นกอง

3.Transpose ข้อมูลง่ายๆ

transpose หลายๆคนคงเคยมีปัญหาเมื่อต้องใช้ใช้ข้อมูลเดิมไปใช้ในแนวนอนแทน รู้ไหมครับว่าเราสามารถกลับข้อมูลแนวตอนแนวตั้งได้ง่ายๆด้วยการ paste แบบ transpose ครับ

4.Flash Fill

อีกหนึ่งฟีเจอร์ใน excel ที่สะดวกและทำให้ทำงานได้รวดเร็วมากๆเลยก็คือ Flash fill ครับ ยกตัวอย่างเช่นเราใส่ชื่อเต็มในคอลัมน์ A และ B ต้องการใส่แค่ชื่อ ส่วน C ต้องการใส่นามสกุล แค่เราทำเสร็จในแถวแรก Excel ก็จะรู้แล้วว่าเราต้องการทำอะไรครับ แต่หากไม่ทำให้โดยอัตโนมัติเราก็แค่เข้าที่ Data > Flash Fill

5.Filter

Filter ข้อมูลที่ต้องการง่ายๆเพียงแค่กดเลือกที่ column ที่ต้องการทำการ filter เลือกเงื่อนไขได้ตามต้องการเพื่อกรองข้อมูลที่ไม่ต้องการใช้งานออกไป ฟังก์ชั่นนี้มีประโยชน์มากๆสำหรับทีมขาย เพราะต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลยอดขายกันอยู่เสมอ ดังนั้นต้องหัดเล่นฟังก์ชั่นนี้ให้คล่องๆนะครับ

6.คีย์ลัดช่วยในการเข้าถึงข้อมูล

ใช้คีย์ลัดเพื่อช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น เพราะธรรมชาติของนักขายมืออาชีพเวลานั้นคือเงิน สำหรับคีย์ลัดหลักๆที่จำเป็นต้องจำเลยคือ

Ctrl + C : Copy

Ctrl + X : Cut

Alt + = : Auto Sum

Ctrl + PgDn, Ctrl + PgUp : ข้ามแผ่นงาน

Ctrl + Arrow key : ข้ามข้อมูลในแถวตามทิศทางลูกศร

Ctrl + Shift + Arrow key : เลือกข้อความที่ต้องการ


7.Lock ตารางซะ

บางครั้งการนำเสนอข้อมูลผ่านทาง Excel ก็มีข้อมูลเยอะมากทำให้เราไม่รู้ว่าตัวเลขนี้มีความหมายว่าอย่างไร วิธีนี้ก็แก้ได้ง่ายโดยการทำการ Freeze Panes ก็จะทำให้เราดูข้อมูลได้ง่ายขึ้นอีกเยอะครับ

8.LEFT, RIGHT และ LEN สารพัดประโยชน์

Right (text, จำนวนอักษร) เพื่อตัดคำนับจากด้านขวา

Left (text, จำนวนอักษร) เพื่อตัดคำนับจากด้านซ้าย

LEN นับจำนวนคำ 

ก็เป็นอีกฟังก์ชั่นหนึ่งใน Excel ที่ช่วยพนักงานขายได้เยอะมากครับ เพราะบางครั้งไฟล์ที่ได้จากลูกค้าอาจจะมี format ที่ไม่เหมือนกับไฟล์ต้นฉบับเรา และเมื่อต้องการเทียบสินค้าสองตัวการใช้ฟังก์ชั่นนี้เพื่อตัดคำจนได้เฉพาะชื่อรุ่นที่ต้องการก็จะทำให้การเทียบเป็นไปได้อย่างรวดเร็วครับ

9.Vlookup

Vlookup ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งสำหรับการหาข้อมูลที่เราต้องการ เป็นฟังก์ชั่นหลักที่ผมแนะนำว่าเซลล์ทุกคนควรจะใช้เป็น เพราะถ้าใช้ไม่เป็นแล้วล่ะก็จะลำบากมากๆเลยครับในกรณีที่บริษัทไม่มีระบบ CRM แล้วต้องใช้ Excel ในการทำ report

จากตัวอย่างข้างต้น

= Vlookup (value, table, col_index, [range_lookup])

Value ในสูตรคือ E3 ก็คือไอดี 601 ที่เราใส่เพื่อหาแผนก

table คือ A4:F10 นั่นก็คือทั้งตารางด้านล่างในภาพครับ

col_index คือต้องการให้แสดงผลจาก column ไหน ในที่นี้คือแผนกก็เป็นเลข 6 ครับ

range_lookup อันนี้เราอาจจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ เมื่อใส่เป็น false คือต้องเป็น exact match เท่านั้นครับ


10.Pivot table สุดทรงพลัง

สำหรับอันนี้อาจจะไม่ได้มีตัวอย่างให้ดูครับ เนื่องจากว่า pivot table ถือเป็นเรื่องใหญ่เรื่องนึงเลยทีเดียว จริงๆแล้ว pivot table สำหรับเซลล์มืออาชีพนั้นเป็นอะไรที่ต้องทำให้เป็นเลยก็ว่าได้ครับ เพราะข้อมูลดิบที่เราได้รับมาไม่ว่าจะเป็นจากในบริษัทเราเอง จากบริษัทคู่ค้าที่ให้เรามา มักจะเป็นข้อมูลที่ยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายๆ ดังนั้นแล้วเซลล์มืออาชีพเมื่อได้ข้อมูลพวกนี้มาก็จะเรียกดูผ่านทาง pivot table ซึ่งเจ้าตัว pivot table นี้ก็มีความสามารถหลากหลายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข้อมูลมีจำนวนมากๆเจ้า pivot table ตัวนี้ก็จะยิ่งมีประโยชน์ครับ เพราะเราสามารถเรียกดูข้อมูลปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการได้

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่ 
Blogwww.veniocrm.com/blog 
Facebookwww.facebook.com/veniocrm 


รู้ไว้ไม่ตกเทรนด์ อัพเดท!! 4 เทรนด์การขายมาแรงปี 2019

เผลอแปปเดียวเวลาครึ่งปีก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วนะครับ วันนี้ Venio เราก็ตั้งใจจะมาสรุปเทรนด์การขายที่มาแรงในปี 2019 โลกของงานขายก็เป็นอะไรที่ปรับเปลี่ยนหมุนเวียนได้เร็วมากๆ เหมือนกับที่เราจะเห็นได้ว่ามีหลายๆธุรกิจที่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรง เดี่ยวเราจะได้รู้กันแล้วครับว่าเทรนด์อะไรที่มาแรง และสิ่งที่คุณควรจะต้องรู้ไว้เพื่อปรับปรุงการบริหารงานขายคุณ 

1.โฟกัสที่กลุ่ม Generation Z 
อย่างที่เรารู้กันนะครับว่าตอนนี้กระแสเจน Z ก็เป็นอะไรที่มาแรงอยู่พอสมควร กลุ่มคนเจน ก็จะเป็นคนในช่วงอายุราวๆ 10 กลางๆไปจนถึง 20 กลางๆ แต่สิ่งที่สำคัญคือคนยุคเจน Z จะกลายมาเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้ออย่างมากในเร็วๆนี้ ทำไมผมถึงยกกลุ่มนี้มาพูดก็เพราะว่าการขายของให้กับคนกลุ่มนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายสักเท่าใดนัก สำหรับผู้ประกอบการจำนวนมากเรียกได้ว่าอาจจะต้องปรับตัวขนานใหญ่กันเลยทีเดียวเชียวครับ เพราะว่าคนกลุ่มนี้จะมีการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ค่อนข้างสูง เติบโตมาในยุคที่มีโซเชียลมีเดีย การซื้อสินค้าออนไลน์ที่เป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเขา เพราะฉะนั้นแล้วก็อาจจะเป็นเวลาที่ควรเริ่มทำการศึกษาว่าจะทำการเจาะตลาดคนกลุ่มนี้อย่างไร และจะใช้เทคโนโลยีใดเข้ามาช่วยในการทำ CRM คนกลุ่มนี้ครับ 

2.Ommi-channel 
Omni-channel อีกแล้ว เคยแปลกใจไหมครับทำไมช่วงนี้ได้ยินศัพท์คำนี้บ่อยเหลือเกิน ผมจะอธิบายให้ฟังครับ จากการที่เจน Z เริ่มเข้ามามีบทบาทในตลาดคอนซูเมอร์มากขึ้น คนกลุ่มนี้มีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น การตัดสินใจซื้อจะไม่ได้จำกัดอยู่ที่ช่องทางเดียวอีกต่อไป พวกเค้าอาจจะมีการดูข้อมูลจากออนไลน์ก่อน จากนั้นไปดูที่ช่องทางการขายอื่น แล้วอาจจะกลับมาซื้อที่หน้าร้าน ซึ่งสิ่งสำคัญคือในเรื่องประสบการณ์การดูแลลูกค้าที่พวกเค้าคาดหวังว่ามันจะต้องเชื่อมต่อกันในทุกช่องทาง และนี่ทำให้การบริหารงานขายเป็นเรื่องที่ยากขึ้น หลายๆบริษัทก็เริ่มปรับตัวโดยการนำโปรแกรมเก็บข้อมูลลูกค้าหรือโปรแกรม CRM ที่เชื่อมต่อข้อมูลจากช่องทางต่างๆให้เป็นหนึ่งเดียว  

3.การขายมีการใช้กลยุทธ์มากขึ้น
การขายในยุคก่อนๆนั้นจะไม่ได้มีการห้ำหั่นกันเช่นเดียวกับในปัจจุบัน ทำให้การวางแผนงานขายยังไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นมาก บางครั้งอาจจะถูกจัดการง่ายๆเพียงแค่การบอกเป้ายอดขายให้กับทีมขายแล้วทีมขายก็แค่ทำให้ถึงเป้า แต่การขาย ณ ปัจจุบันนี้มีการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้อย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นการบริหารดูแลความสัมพันธ์ลูกค้า โปรแกรมบริหารงานขาย และปัจจุบันการนำเอาซอพต์แวร์เอามาบริหารงานขายก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทใหญ่เท่านั้น แม้กระทั่ง sme ที่ต้องการเติบโตและมองในเรื่องการบริหารภาพรวมก็มีการเอาเทคโนโลยีมาจัดการอย่างแพร่หลาย สิ่งสำคัญที่นอกเหนือจากการนำซอพต์แวร์มาใช้ กลยุทธ์ต่างๆยังรวมไปถึง การโฟกัสในการพัฒนาทีมขาย แผนงานขายที่มีการวิเคราะห์ผ่านข้อมูลลุกค้า การต่องานได้ทันทีสำหรับเซลล์ใหม่ การพัฒนากระบวนการขายจากเทคโนโลยี ล้วนแต่เป็นส่วนที่ทำให้งานขายในปัจจุบันพัฒนาไปมากกว่าที่เคย 

4.Machine learning
AI กลายมาเป็นสิ่งหลักๆที่เข้าไปเกี่ยวกับทุกอุตสาหกรรม ไม่เว้นแม้แต่งานขาย สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับโลกยุคปัจจุบันนี้คือเรื่องข้อมูล เหมือนกับที่เราจะเห็นบรษัทเริ่มให้ความตื่นตัวกับเรื่อง Big data ข้อมูลในปัจจุบันนี้มีเยอะแยะมากมายไปหมด ทำให้ยากต่อการวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจ สำหรับ AI ก็จะมามีส่วนช่วยให้พนักงานขายมีประสิทธิภาพทำงานมากขึ้น 

  • ช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า แม้จะมีเป็นจำนวนมากแต่สามารถทำได้เร็วและมีประสิทธิภาพต่อยอดไปยังการวางกลยุทธ์บริหารงานขาย 

  • ระบบจะมีการช่วยแนะนำโดยเรียนรู้จากดีลต่างๆที่เกิดขึ้นภายในทีมขาย ทำให้รู้ว่าจะจัดแบ่งระดับความสำคัญอย่างไร 

  • การทำ sales forecast จะเป็นไปได้ง่ายขึ้นเพราะว่าข้อมูลทุกอย่างถูกประมวลผลด้วย AI ทำให้รู้ได้คร่าวๆว่ายอดขายในไตรมาสหน้าจะเป็นอย่างไร และควรจะปรับปรุงอย่างไรเพื่อให้ได้เป้าที่ต้องการ 

วันนี้ก็หวังว่าผู้อ่านจะได้รู้ถึงเทรนด์การขายที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกคร่าวๆแล้วนะครับ และก็เป็นแนวโน้มที่น่าจะเป็นเทรนด์ไปยาวๆ ถ้ามีอะไรน่าสนใจอัพเดทเกี่ยวกับการบริหารงานขาย จะเอามาเขียนลงกันให้อ่านอีกครับ ขอบคุณครับ

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่ 
Blogwww.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm