แนะนำ!! ประเภทโปรแกรมธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่

สำหรับผู้ประกอบการแล้ว เมื่อเริ่มคิดตัดสินใจที่จะนำซอพต์แวร์เข้ามาช่วยในการพัฒนาระบบงานในบริษัทแล้วนั้น ปัญหาต่อมาที่มักจะเจอก็คือเรื่องปวดหัวจากระบบต่างๆ ซึ่งมีเยอะแยะมากมายไปหมด ทำให้ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นที่ระบบไหนจึงจะดีที่สุด นอกจากนั้นแล้วหากไม่ใช่คนที่อยู่ในสายเทคโนโลยีก็ยิ่งทำให้ยากต่อการเข้าใจ ว่าแต่ละระบบมีข้อแตกต่างกันอย่างไรบ้าง วันนี้ Venio ก็จะมาแนะนำคร่าวๆให้ผู้อ่านรู้จักกับโปรแกรมระบบต่างๆครับ

โปรแกรม HR

สำหรับ HR ชื่อโปรแกรมนั้นก็บอกตรงๆอยู่แล้วว่าเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ฟีเจอร์หลักๆที่จะมีมาใน Application จำพวก HR ก็จะเป็นเรื่องของการเก็บข้อมูลพนักงาน จะเน้นในเรื่องการบริหารงานบุคคลภายในบริษัทเท่านั้น นอกจากนั้นก็ยังมีในเรื่องของการ track เวลาเข้าออกงาน หรืออาจมีการทำ check-in/checkout ง่ายๆได้

โปรแกรม ERP

สำหรับโปรแกรม ERP นั้นจะเป็นอะไรที่ค่อนข้างซับซ้อนขึ้นมา ERP นั้นย่อมาจากก Enterprise Resource Planning หลักๆแล้วก็เป็นการวางแผนการใช้ทรัพยากรทางธรกิจให้เกิดประโยชน์มากที่สุดนั่นเองครับ โดยจะเป็นการรวมงานหลักต่างๆในบริษัทให้มีความสัมพันธ์กัน

โปรแกรม CRM

โปรแกรม CRM ในยุคใหม่นั้นจะเป็นโปรแกรมที่เน้นในเรื่องการบริหารจัดการความสัมพันธืกับลูกค้า ซึ่งโดยหลักๆแล้วสิ่งที่ CRM มุ่งเน้นให้ความสนใจมากๆเลยคือกระบวนการจัดการบริหารงานขาย เพราะว่าสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจคือลูกค้า CRM จะช่วยให้การบริหารจัดลูกค้าเป็นไปได้อย่างดีเยี่ยมตั้งแต่ลูกค้าเริ่มสนใจผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการติดตามลูกค้า

Venio

Venio เป็นระบบ CRM ระบบหนึ่งเช่นกัน แต่ความพิเศษคือ Venio มีการรวมเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการขายมาให้ด้วย และนอกจากนี้ยังมีการรันบนมือถือแบบ Mobile native สิ่งที่มุ่งเน้นเป็นอย่างมากสำหรับ venio คือต้องเป็น CRM ที่ใช้งานได้จริง ใช้งานได้ง่ายเนื่องจากระบบ CRM ในปัจจุบันมักจะมีข้อจำกัดจากหน้าจอการใช้งานที่ยุ่งยาก เรียกได้ว่ามอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทั้งผู้ใช้งานและลูกค้าไปพร้อมๆกันครับ

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM ได้ที่ 
Blog: www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

Base rate fallacy กับหลุมพรางสำหรับผู้ประกอบการ

เจมเป็นคนที่ชื่นชอบในละครเวทีและดนตรีคลาสสิคเป็นอย่างมาก และในวันหยุดเขาก็มักจะใช้เวลาไปกับการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ ที่สำคัญเจมเติบโตมาพร้อมกับคนรอบๆข้างที่ชื่นชอบในเสียงเพลง หลังจากอ่านคำอธิบายเกี่ยวกับเจมจบ คุณผู้อ่านคิดว่าเจมจะเป็นใครมากกว่ากันครับระหว่างคนสองคนนี้

· เจมเป็นนักเปียโนที่มีชื่อเสียง

· เจมเป็นพนักงานออฟฟิศ

คนโดยมากนั้นหลังจากที่ได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับเจมมักจะสรุปโดยทันทีเลยว่า เจมจะต้องเป็นนักเปียโนแน่ๆ และนั่นก็ไม่แปลกครับเพราะโดยลักษณะที่อ่านแล้วมันก็ไม่น่าจะแปลกใจเท่าใดนักหากเจมจะเป็นคนที่อยู่ในแวดวงศิลปิน และนั่นก็เป็นที่มาของบทความในวันนี้

Base rate fallacy หรือการใช้เหตุผลวิบัติโดยอัตราพื้นฐาน

Daniel Kahneman ได้ชี้ให้เห็นว่าคนเรามักจะละเลยในการนำอัตราพื้นฐานเพื่อคำนวนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดโอกาสนั้นๆขึ้น คนเรามักจะโฟกัสไปที่ข้อมูลเฉพาะมากเกินไปและด่วนสรุปซึ่งนำมาถึงข้อสรุปที่ผิดพลาด

ย้อนกลับมาที่ข้อสรุปข้างต้นที่สุปว่าเจมเป็นนักเปียโนที่มีชื่อเสียง หากคุณผู้อ่านเลือกข้อนี้แล้วล่ะก็ คุณก็ได้ตกเป็นเหยื่อของ Base rate fallacy เข้าแล้วครับ ผมจะอธิบายให้ฟังว่าทำไม การที่เราได้อ่านลักษณะเจมแล้วตัดสินเลยว่าเค้าเป็นนักดนตรีแน่ๆ ทำให้เราลืมเรื่องของความน่าจะเป็นไปครับ หากเราคิดดีๆแล้วในจำนวนประชากรเราทั้งหมดในไทย มีคนจำนวนเท่าใดที่เป็นนักเปียโน และมีคนจำนวนเท่าใดที่เป็นพนักงานออฟฟิศ แน่นอนว่าสัดส่วนของพนักงานออฟฟิศ ย่อมมีมากกว่านักเปียโนจนเทียบกันไม่ได้ แล้วยิ่งเมื่อเป็นนักเปียโนที่มีชื่อเสียงด้วยแล้ว โอกาสที่จะเกิดยิ่งยากกว่ามากๆ

ลองมาดูอีกตัวอย่างคลาสสิคอีกอันหนึ่งครับ คุณ B เรียนสังคมศาสตร์ เธอแคร์เกี่ยวกับสิทธิสตรีเป็นอย่างมาก และนอกจากนั้นยังเข้าร่วมการประท้วงเกี่ยวกับการจ่ายเงินที่เท่าเทียมกับผู้ชายภายในองค์กรต่างๆ เมื่อครั้นเธอยังเป็นนักศึกษา คุณ B น่าจะมีโอกาสเป็นใครมากกว่า

ทางเลือก A – คุณ B เป็นพนักงานแบงค์

ทางเลือก B – คุณ B เป็นพนักงานแบงค์และยังเป็นประธานสหภาพเพื่อสตรีของแบงค์ด้วย

ถ้าหากคุณเลือกตัวเลือกที่สองก็เป็นอีกครั้งที่คุณได้ละเลยเรื่องของอัตราพื้นฐานไป ทางเลือก B เป็นซับเซ็ตอยุ่ในทางเลือก A นั่นหมายความว่ามีโอกาสมากกว่าที่คุณ B จะเป็นพนักงานแบงค์ถูกไหมครับ?

รู้ทัน Base rate fallacy ดีอย่างไรกับผู้ประกอบการ

Malcolm Gladwell นักเขียนชื่อดังเคยเขียนถึงเรื่องพลังแห่งการตัดสินใจโดยใช้สัญชาติ ซึ่งเขาได้อธิบายเกี่ยวกับหมอซึ่งสามารถวินิจฉัยได้ดีขึ้นเมื่อมีข้อมูลและการวิเคราะห์น้อยลง แต่กับผู้ประกอบการเราจะเห็นได้ว่าในบางสถานการณ์ มันยังจำเป็นที่จะต้องใช้ความน่าจะเป็นวิเคราะห์จากข้อมูลอยู่ และการที่เราละเลยพวกนี้ก็จะทำให้ตกหลุมพรางของ base rate ยกตัวอย่างเช่นคุณอาจจะโฟสกัสไปที่บาง segment ในทันทีโดยเฉพาะ segment ที่ใหญ่มากๆเพราะมีความรู้สึกว่า segment นี้จะส่งผลในทางบวกให้กับบริษัทคุณอย่างแน่นอน แต่อันที่จริงแล้วสิ่งที่ถูกคือการเช็คเสมอว่าใน segment ที่คุณโฟกัสนั้นในท้ายที่สุดแล้ว target audience คุณมีสัดส่วนเท่าไร มันคุ้มค่ากับการทุ่มทรัพยากรบริษัทไหม และผลตอบแทนจะได้เท่าไรต่อหนึ่งหน่วยลงทุน

นอกจากนี้ผู้ประกอบการจำนวนมากยังล้มเหลวที่จะทำการเทสแคมเปญทางการตลาด เพราะมีแนวคิดที่โดนลวงจาก base rate fallacy ทำให้การทำแคมเปญไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร และนอกจากนั้นหลายๆสถานการณ์อาจมีการตัดสินลูกค้าไปก่อน ด่วนสรุปว่าลูกค้าอาจจะซื้อน้อยหรือไม่ซื้อทำให้ขาดโอกาสในการขายไป ซึ่งยกตัวอย่างหากอิงจากสถิติแล้ว สำหรับธุรกิจ B2B จะต้องมีการติดตามลูกค้าถึง 7 ครั้งกว่าที่จะปิดการขายได้เลยทีเดียว

และสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้เพิ่มเติมจาก base rate fallacy คือการที่คนจำนวนมากมักจะมีความเข้าใจในด้านสถิติและเปอร์เซ็นที่คาดเคลื่อนไปในหลายๆสถานการณ์ ดังนั้นการนำเสนอข้อมูลให้กับลูกค้าเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จึงควรหลีกเลี่ยงที่จะใช้ตัวเลขพวกนี้ แต่หันไปใช้ตัวเลขเปรียบเทียบในแง่ของมูลค่า ทำให้ลูกค้าคุณไม่ต้องประเมินด้วยตัวเอง และอีกตัวอย่างที่ดีคือการใช้ case studies หรือ testimonials ในการบอกเล่าเรื่องแทนครับ

หากบริษัทคุณยังไม่มีซอพต์แวร์สำหรับช่วยเก็บข้อมูลเพื่อใช้ในการวิเคราะห์และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าแล้วล่ะก็ ลองพิจารณา Venio CRM ดูสิครับ เพราะโปรแกรมเราจะมีการเก็บข้อมูลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อใหม่จากลูกค้า การเข้าพบลูกค้าของเซลล์ ไปจนถึงข้อมูลอื่นๆ ที่ล้วนเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และธุรกิจ ได้ที่ 
Blog: www.veniocrm.com/blog
Facebook: www.facebook.com/veniocrm