7 เหตุผลทำไมคุณควรใช้ sales CRM

การขาย ณ ปัจจุบันนี้เราก็คงปฎิเสธไม่ได้ว่ามีความซับซ้อนมากขึ้น แต่ก่อนเรารู้จักแค่คำเดียวคือลูกค้า แต่การขายทุกวันนี้เริ่มวัดกันตั้งแต่ Lead เทคโนโลยีที่ช่วยเกี่ยวกับการขายจึงผุดขึ้นมามากมายเหมือนดอกเห็ด วันนี้ Venio เราก็กลับมาอีกครั้งกับบทความที่จะมาช่วยคุณรู้ถึงข้อดีของโปรแกรม sales CRM ให้มากกว่าเดิม

1. ช่วยเรื่องการดูแลลูกค้า

ด้วยระบบ CRM นอกจากจะช่วยเรื่องการบริหารทีมขายแล้ว ยังมีประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับเลยเต็มๆคือเรื่องของ customer service ที่ดีขึ้นมาก เพราะการติดต่อกับลูกค้าทุกอย่างจะถูกบันทึกลงบนระบบ ยิ่งปัจจุบันการขายถูกเชื่อมโยงกับ customer centric มากขึ้น ทำให้คุณจะก้าวล้ำกว่าคู่แข่งได้อย่างง่ายดาย

2.ปรับปรุงกระบวนการทำงานขายของเซลล์

ทีมขายจะมีเรื่องต่างๆมากมายในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นการนัดพบลูกค้า ตามลูกค้า อัพเดทข่าวสารต่างๆ และอื่นๆอีกมากมาย และนั่นทำให้เซลล์จำนวนมากขาดการตามลูกค้าที่ดี แต่ด้วยการใช้ระบบ CRM เซลล์ในทีมจะรู้ว่าต้องติดต่อลูกค้าเมื่อไร เพราะมีการแจ้งเตือนตลอดเวลา

3.ข้อมูลบนรายงานที่ดีกว่า

ปกติแล้วข้อมูลการขายจะมีความยุ่งยากซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลลืจำนวนมากชอบทำรายงานการขายกันบน excel ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ปัจจุบันระบบ CRM นั้นจะช่วยสรุปข้อมูลและออก report ต่างๆได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำกว่า

4.ยอดขายที่เพิ่มขึ้น

เพราะการใช้ระบบบริหารงานขายพวก CRM จะทำให้เซลล์ของคุณรู้จักลูกค้าดีขึ้น นั่นหมายความว่าการเสนอขายสินค้าและบริการก็จะตรงจุดมากกว่าเดิมและทำให้การทำแคมเปญต่างๆโดนใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น

5.ทำให้การสื่อสารในทีมดีขึ้น

นอกจากเรื่องการดูแลลูกค้าที่เป็นจุดขายหลักแล้ว แต่การสื่อสารในองค์กรก็จะดีขึ้นอย่างมากๆด้วยเมื่อใช้ระบบ CRM เพราะหัวหน้าสามารถรีวิวแผนที่เกิดขึ้น รู้ถึงสถานะงานของเซลล์ในทีมที่ไปพบลูกค้าตลอดเวลา ว่าเกิดอะไรขึ้นทำให้การสื่อสารกันทุกคนได้รับข้อมูลที่อัพเดทใหม่อยู่ตลอดเวลา

6.พนักงานขายแฮปปี้ขึ้น

เพราะโดยปกติแล้วการทำงานของพนักงานขายไม่ใช่แค่การออกไปพบลูกค้า แต่ยังมีงานเอกสารที่ต้องทำอีกมากมายเช่น เบิกค่าใช้จ่าย สรุปการประชุมลูกค้า รายงานยอดขาย แต่ทั้งหมดนี้ตัว CRM ลดเวลาในการทำงานให้เซลล์เยอะมากๆ โดยเฉพาะกับการทำรายงานที่สามารถเรียกดูผ่าน dashboard แบบเรียลไทม์ได้เลย

7.สนับสนุนงานหลังบ้านด้วยแอดมิน

นอกจากนั้นแล้วระบบ CRM ยังทำให้แอดมินช่วยสนับสนุนงานหลังบ้านได้ดียิ่งขึ้น เช่นหากมีเคสจากลูกค้าเข้ามาจากแต่ก่อนที่เซลลืรับเรื่องมาแต่ยังไม่ได้คำตอบของปัญหานั้น สุดท้ายแล้วลืมตอบลูกค้าไป แต่ด้วยโปรแกรม CRM จะทำให้เคสทุกอย่างแอดมินสามารถเข้ามาช่วยดูแลและ assign กลับให้กับพนักงานขายแต่ละคนได้

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

พบกับ Work-in solution จัดการ PC แบบมืออาชีพ

ปัญหาที่ธุรกิจจำนวนมากพบเจอกันอยู่ก็คือเรื่องของการจัดการพนักงานขายหน้าร้าน เมื่อธุรกิจคุณขยายตัว มีการเปิดสาขาหรือมีการขายหน้าร้านตามสถานที่ต่างๆมากขึ้น ด้วยความที่คุณอาจควบคุมทีมได้ไม่ดีเท่าที่ควร ก็ทำให้การทำ CRM กับลูกค้า ไม่ประสบผลสำเร็จ นอกจากนั้นแล้ว PC ที่ขายของให้คุณก็อาจจะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเพราะการขาดเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณจัดการพวกเขาได้ดีขึ้น วันนี้ Venio โปรแกรม CRM เราก็จะมาแนะนำ Feature work-in ที่จะมาช่วยเติมเต็มการบริหารทีมขาย โดยเฉพาะกับพนักงานหน้าร้านให้เป็นไปได้อย่างยอดเยี่ยม

Work-in คืออะไร?

Work-in คือโซลูชั่นส์สำหรับการจัดการพนักงานขายหน้าร้าน PC / BA / Promoter ซึ่งโดยธรรมชาติของพนักงานขายหน้าร้านนั้น จะต้องมีการประจำไซต์งานข้างนอก ตามแต่สถานที่ที่ได้กำหนดไว้ ทำให้การเช็คเวลาเข้าออกงาน ทำได้ยากไม่เหมือนกับการทำงานในออฟฟิศ Work-in ขึงเข้ามาเพื่อช่วยจัดการ และมาพร้อมกับ Tools ที่ช่วยให้พนักงานขายหน้าร้านปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เพิ่มประสิทธิภาพทุกการทำงาน

Check-in / checkout - PC สามารถเช็คอินเพื่อระบุการเข้าและออกงานที่สาขาที่ประจำอยู่ ทำให้คุณมั่นใจได้ว่า สินค้าของคุณจะมีคนคอยแนะนำอยู่เสมอ

Target - ตั้งเป้ายอดขายสำหรับพนักงานหน้าร้านที่รับผิดชอบสินค้าตามสาขา สนับสนุนทั้งการตั้งเป้าแบบตามจำนวนชิ้น หรือยอดขายรวม และแยกตามผลิตภัณฑ์

Sales report - รายงานยอดขายที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เพื่อที่คุณจะได้รู้ว่ายอดแต่ละสาขาที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร รวมไปถึงยอดขายของสินค้าคู่แข่งที่ PC คุณสามารถเข้าถึงข้อมูลได้

Sales catalog - ในบางครั้งแม้ว่าจะมีการเทรนนิ่งสินค้าให้กับ PC แต่นั่นก็ไม่เพียงพอ อัพโหลดไฟล์สเปคสินค้าและทุกอย่างที่จำเป็นเกี่ยวกับการขายในระบบ เพื่อให้ PC เข้าถึงข้อมูลได้ทุกเมื่อ

Stock request and feedback - เมื่อสินค้าหน้าร้านหมด นั่นหมายถึงโอกาสการขายที่หายไปด้วย PC สามารถสั่งสินค้าเข้าร้าน ส่งฟีดแบ็คต่างๆจากลูกค้าในระบบ และคุณก็จะรู้ถึงสถานการณ์ในสาขานั้น

On shelf photo - อัพโหลดรูปภาพของเชลล์สินค้าเพื่อดูว่าสินค้าของคุณอยู่ ณ ตำแหน่งใด มีจำนวนเท่าใด เปรียบเทียบกับคู่แข่งแล้วเป็นอย่างไรเพื่อที่คุณจะได้ปรับกลยุทธ์ได้อย่างทันท่วงที

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM ได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

Omni-channel คืออะไร? แล้วจะช่วยเรื่อง customer centric ได้อย่างไร?

ปัจจุบันนี้จะสังเกตเห็นได้ว่าธุรกิจต่างๆเริ่มหันมาสนใจในเทรนด์ของ customer experience กันมากขึ้น และนั่นทำให้ omni-channel กลายมาเป็นสิ่งที่แบรนด์ต่างๆให้ความสนใจกัน ตัว Omni channel นั้นช่วยเรื่องของ CRM โดยตรง และจากการที่ผู้บริโภคในปัจจุบันมีการเข้าถึงร้านค้าได้ผ่านทางหลายช่องทาง ทำให้เส้นแบ่งระหว่างโลกออนไลน์และช่องทางออฟไลน์เลือนลางลงเรื่อยๆ

ทำความรู้จักกับ Omni-channel

Omni-channel experience คือการเชื่อมโยงช่องทางต่างๆที่ลูกค้ามีการเข้าถึงร้านค้า โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นช่องทางออนไลน์ หรือการขายหน้าร้าน ซึ่ง Omni-channel จะช่วยส่งเสริมในเรื่อง Customer experience ที่ดี ไม่ว่าลูกค้าจะเข้าผ่านทางช่องทางไหน ทางแบรนด์ก็สามารถอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า นอกจากในส่วนของลูกค้าแล้วนั้น การทำ omni-channel ยังมีส่วนช่วยในการบริหารทีมขาย ทำให้การทำการขายทำได้ง่ายมากขึ้น เพราะทางร้านค้าจะรู้ถึงช่องทางและข้อมูลของลูกค้าที่ติดต่อมา

ตัวอย่างของการทำ omni-channel ซึ่งมาช่วยเรื่อง customer centric

สำหรับต่างประเทศแล้วนั้นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็เช่น Disney ที่มีการขายตั๋วผ่านทางหลายช่องทาง แต่การไปรับตั๋วนั้นระบบจะ connect เชื่อมต่อกันหมด แต่ยังไม่หมดแค่นั้นถ้าหากเรามองเจาะลึกลงไป Disney มีการวางแผนการทำอย่างแยบยล ตั้งแต่การ design website ให้รองรับ mobile-responsive มีการทำ app และการการจอง fast pass รวมไปถึงเส้นทางการเดินทางต่างๆใน Disney land และในส่วนของ Offline เองนั้นก็มีการตกแต่งและทุกอย่างที่เชื่อมโยงถึงกันหมด ทำให้ผู้คนที่มายัง Disney ได้รับประสบการณ์ที่ดีกลับไป

สำหรับตัวอย่างในไทยที่เห็นได้ชัดเลยคือการที่ลูกค้ากรอกข้อมูลผ่านทาง website, LINE หรือ FB เพื่อเอาคูปองมาใช้กับหน้าร้าน โดยร้านเองก็จะมีการสื่อสารกลับไปยังลูกค้าผ่านทางช่องทางต่างๆ ซึ่งตรงนี้จะเป็นส่วนที่ส่งเสริมการทำ CRM โดยตรง และการที่จะทำเช่นนี้ได้นั้น ข้อมูลที่อยู่ในแต่ละช่องทางจะต้องเชื่อมหากันหมด จุดสำคัญของการทำ omni-channel คือการเชื่อมโยงของข้อมูลที่ไร้รอยต่อไม่ทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่แย่ เช่นจากตัวอย่างข้างบนหากมีการรับคูปองจากช่องทางออนไลน์ แต่เมื่อไปใช้หน้าร้านแล้วใช้ไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ต้องระวังในการเริ่มใช้ omni-channel

แน่นอนว่าแม้ในตอนนี้การทำ omni-channel ยังไม่ได้ถึงขั้นที่จำเป็นจะต้องมี แต่ในอนาคตอันใกล้นี้แบรนด์ทั้งหลายมีแนวโน้มที่จะทำในเรื่อง omni-channel และให้ความสำคัญกันมากขึ้น ในโอกาสหน้า Venio เราก็จะมาเจาะลึกในเรื่องกลยุทธ์การทำ omni-channel ที่ละเอียดมากขึ้น หวังว่าตอนนี้ทุกคนคงได้ไอเดียในการทำ omni-channel

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM ได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

Sales enablement คำที่นักขายยุค 2019 ต้องรู้จัก

ถ้าคุณอยู่ในแวดวงงานขาย หรือต้องบริหารทีมขายคำว่า sales enablement น่าจะเป็นคำที่ได้ยินค่อนข้างบ่อยในปีนี้ คำนี้อาจจะเป็นคำที่ค่อนข้างใหม่ในประเทศไทย แต่จริงๆแล้วมีการใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศมาสักช่วงเวลานึงแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการพัฒนาทีมและบริหารงานขาย และวันนี้ Venio เราก็จะมาแนะนำให้รู้จักกับ sales enablement ให้ดียิ่งขึ้น

Sales enablement คืออะไร?

Sales enablement หากจะให้พูดในเรื่องความหมายก็คือกระบวนการในการจัดการและตระเตรียมข้อมูล เนื้อหา และเครื่องมือต่างๆให้กับพนักงานขาย ด้วยจุดประสงค์เพื่อช่วยให้การขายทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าอ่านแล้วยังงงๆอยู่นึกภาพตามนี้ครับถ้าคุณให้ task พนักงานสักอย่างหนึ่ง และก็จัดเตรียมให้ข้อมูล และสิ่งต่างๆที่จำเป็นสำหรับงานนั้นๆ  ก็คงพูดได้อย่างเต็มปากว่าพนักงานคนนี้จะสามารถทำงานได้สำเร็จราบรื่นกว่าคนที่ไม่ได้รับอะไรเพิ่มเติมเลย ซึ่งมันก็เป็นจริงสำหรับทีมขายด้วยเช่นกันครับ และนี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่า sales enablement นั่นเอง

ทำไมถึงสำคัญ?

ความสำคัญของ sales enablement นั้นอยู่ที่ประโยชน์ที่พนักงานขายของคุณจะได้รับ ซึ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือการจัดการงานขายที่เป็นระบบมากขึน และทุกคนสามารถปิดยอดขายได้ตามเป้า ผ่านกระบวนการของ sales enablement ที่จะช่วยทำให้พวกเขารู้ว่าจะทำอย่างไร นั่นหมายความว่าบริษัทของคุณจะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเซลล์ซุปเปอร์ฮีโร่ไม่กี่คนที่ทำยอดได้เยอะๆอีกต่อไป

Sales enablement จะทำได้อย่างไร

ตรงนี้เราก็จะมาสรุปคร่าวๆในเรื่องของการทำ sales enablement ว่าจะทำได้อย่างไร แต่ทั้งนี้เราต้องเข้าใจก่อนว่ากระบวนการทำ sales enablement นั้นจะไม่ได้เป็นแบบขั้นตอน ให้มองในลักษณะของกลยุทธ์หรือหลักการที่จะช่วยให้พนักงานขายทำงานได้ดีขึ้นจะทำให้เห็นภาพได้ชัดกว่า

  1. ต้องกำหนดเป้าหมายและเงื่อนไขของโปรแกรมที่จะจัดทำขึ้น ที่สำคัญโปรแกรมที่จะรีนนั้นต้องช่วยให้การขายทำได้ดีขึ้น เริ่มจากสิ่งต่างๆที่ทีมขายคุณต้องการ สิ่งที่ต้องโฟกัส ทักษะที่จำเป็นสำหรับพนักงานขาย เช่นการพรีเซ็น
  2. ทำให้แน่ใจว่าพนักงานขายของคุณรู้จักลูกค้าที่อยู่ในธุรกิจคุณ และที่สำคัญต้องรู้ว่าคนซื้อจะมีกระบวนการซื้ออย่างไร หลังจากนั้นก็เริ่มดูสิ่งที่พนักงานขายจะทำได้ในแต่ละส่วนของ buyer’s experience ที่เกิดขึ้น
  3. สร้าง content คุณภาพ เริ่มจากการมีสื่อในการนำเสนอผลงานที่เข้าใจง่าย และเพิ่มเติมในส่วนต่างๆผ่านทางชิ่งทางเช่น Blog, สัมมนา และตัวเนื้อ content พวกนี้จะช่วยเซลล์ในการนำเสนอและปิดการขายในตัวมันเอง
  4. มั่นใจว่าการเทรนนิ่งจะเป็นงานต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่โปรเจคชั่วคราวที่เกิดขึ้นมาแล้วจบไป อย่างน้อยมีการจัดเทรนเดือนละครั้งและใช้เครื่องมือต่างๆที่จะช่วยให้การทำ sales enablement เป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง
  5. และสิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือแม้ว่าคุณจะเตรียมสิ่งที่ช่วยพนักงานขายไว้มากมาย แต่โปรแกรมที่ดีเหล่านั้นสุดท้ายก็จะเป็นหมันไปถ้าไม่มีใครใช้ ดังนั้นแล้วต้องอย่าลืมผลักดันให้ทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วมในการใช้งาน sales enablement

หลังจากอ่านบทความนี้จบไปก็หวังว่าทุกคนจะเข้าใจในเรื่องของ sales enablement มากขึ้น ปัจจุบันก็มีโปรแกรมที่เข้ามาช่วยในการทำต่างๆมากมายเช่น โปรแกรม CRM โปรแกรมเก็บข้อมูลลูกค้า โปรแกรมช่วยบริหารงานขาย ซึ่งล้วนแต่มีส่วนช่วยให้การบริหารงานขายเป็นไปได้อย่างราบรื่น

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM ได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

5 พฤติกรรมที่คุณต้องเลิกทำใน Excel

ก่อนหน้านี้เคยเขียนบทความเกี่ยวกับ Excel ไปบทความหนึ่งที่เกี่ยวกับ Excel ไม่ได้เหมาะกับทุกงาน วันนี้ผมอยากจะมาเล่าเรื่องที่ผมได้พบกับนักขายมืออาชีพมากมายที่เคลมว่าตัวเองเป็นเทพ Excel แต่รู้อะไรไหมครับ ว่ายังมีพฤติกรรมที่ผมพบเห็นหลายอย่างใน Excel ที่ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือเก่า ต่างก็ทำผิดพลาดหรือใช้ไปโดยความเคยชิน วันนี้ผมจะมาลิสท์ให้ฟังว่ามีอะไรบ้าง ลองสังเกตตัวเองกันดูนะครับว่าเรานั้นเผลอทำข้อไหนไปบ้างรึเปล่า

1.ชอบคลิกที่ Cell

อย่างแรกเลยที่มักเจอคือคุณกำลังพิมพ์อะไรสักอย่างใน Cell แล้วหลังจากนั้นก็คลิกที่ cell อื่นเมื่อพิมพ์เสร็จ ฟังดูก็ไม่มีอะไรแปลกถูกไหมครับ แต่เมื่อก็ตามที่คุณกำลังพิมพ์สูตรอยู่  Excel จะเข้าใจว่าคุณ ref ไปที่ cell นั้นครับ แก้ด่วน!

2.ลบด้วย space

ลบ data ใน cell ด้วยการกด SPACE Bar รู้ไหมครับว่านั่นหมายถึงว่าคุณแทนที่ค่านั้นด้วย SPACE เซลล์นั้นไม่ถุกลบไปจริงๆ

3.ไม่ใช้ Cell reference

สำหรับคนที่ต้องบริหารทีมขาย คงเจอการใช้สูตรแบบนี้บ่อยๆเช่น =c1*b2-e7+d5 ถ้าดูผลลัพท์อย่างเดียวก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อไรก็ตามที่สูตรมีปัญหาแล้วต้องดูย้อนกลับไป ก็ต้องเสียเวลาไล่หาว่าแต่ละช่องมันคือค่าอะไร ลองกำหนดชื่อให้เซลล์ดู โดยการใส่ชื่อที่ช่องข้าง cell แทนเช่น rate, discount, cost

4.ใช้สีในการอธิบายค่า

จริงๆแล้วมันก็เป็นไอเดียที่ดีนะครับในการเอาสีมาแทนค่า แต่นั่นหมายถึงว่าคุณใช้ Excel นั้นคนเดียว ถ้าแชร์ Excel นั้นให้คนอื่นก็ต้องมามีส่วนอธิบายอีกว่าแต่ละสีนั้นหมายถึงอะไร และมันทำให้ spreadsheet ของคุณนั้นดูน่าเกลียดพิลึกเลยทีเดียว

5.Bad formatting 

Excel โดยปกตินั้นเก่งเรื่อง data format โดยอัตโนมัติมาก คุณสามารถทดลองใส่ 1-1 แทนที่จะเป็น 0 แต่ Excel จะรู้ทันทีว่าคุณหมายถึงวันที่ 1 มกรา แต่ก็มีบางกรณีที่ Excel อาจจะทำผิดได้เช่น หากคุณใส่ September 20th, 2019 กรณีแบบนี้คุณจะไม่สามารถนำค่าไปใช้ได้ต่อได้ง่ายๆ ดังนั้นแล้วการรู้ formatting จึงเป็นสิ่งที่ดี

แถมอีกข้อนึงสำหรับทีมขาย หากคุณต้องบริหารทีมขาย ดูแลเรื่องลูกค้าเป็นประจำโดยใช้ Excel แล้วก็ล่ะก็ ลองเรียกข้อมูลดูผ่าน Pivot table ดูสิ ถึงแม้ว่าคุณจะคิดว่ามันมี formula มากมากที่สามารถใช้งานได้ แต่ถ้าเทียบกับ pivot table แล้ว ตัว pivot table นั้นทรงพลังกว่าเยอะมากๆครับ

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM ได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

Social media ช่วยเรื่องการสื่อสารในองค์กรได้จริงหรือ?

บริษัทเพื่อนๆผู้อ่านเป็นแบบนี้รึเปล่าครับที่ยังใช้ facebook หรือ LINE เป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร ที่แย่กว่านั้นก็คือมักจะมีการแจ้งเรื่องสำคัญผ่านไลน์และคาดหวังว่าทุกคนจะรับรู้ในสิ่งที่ต้องการสื่อ แน่นอนครับว่าทุกวันนี้คนมากกว่า 90% ใช้ไลน์หรือเฟสบุ๊คแน่นอน ลูกค้าต่างก็ใช้กัน ตรงนี้เองเลยทำให้ดูเหมือนว่า Social media เป็นสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องการติดต่อพูดคุย แต่แท้จริงแล้วเมื่อนำมาใช้ในองค์กรมันกลับทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี

Cognitive Overload

พวกโซเชียลมีเดียนั้นถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานเพื่อความบันเทิงเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับกลุ่มเพื่อน การเสนอข่าวสารที่ตรงกับความสนใจเราและแน่นอนว่าเมื่อเราเอามันมาใช้เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารในองค์กรนั่นทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของข้อมูลที่มากเกินไป

เสียสมาธิในการทำงาน

เนื่องจากการเอาแชลแนลในการพูดคุยส่วนตัวมาใช้กับการสื่อสารคุยงานในองค์กรทำให้ในระหว่างวันเราจะถูกรบกวนจากเรื่องส่วนตัวต่างๆ โปรโมชั่นข่าวสารที่ถูกส่งมา และนอกจากนั้นโซเชียลมีเดียยังมีบางฟีเจอร์ที่ทำให้เราเสียสมาธิในการทำงาน เช่นสติ๊กเกอร์ กรุ๊ปแชทต่างๆซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องงาน

ไม่มีความเป็นส่วนตัว

ตรงนี้หลายๆคนอาจจะคิดว่าแต่ยังไงลูกค้าก็ยังใช้ไลน์อยู่ มันก็ไม่มีความเป็นส่วนตัวอยู่ดี อยากให้ลองมองภาพในลักษณะนี้แทนครับ หากมีการใช้ social media ในการบริหารทีมขาย แน่นอนว่าต้องมีการสร้างกรุ๊ปต่างๆขึ้น แค่ทีมเดียวอาจมีกรุ๊ปมากมาย ยังไม่นับ user ที่เราต้องแอดเพื่อพูดคุยกันในองค์กร จะเห็นได้ว่าแค่องค์กรลดการใช้งานโซเชียลในการคุยงานภายใน ก็ช่วยลดภาระไปได้มากพอสมควรแล้วครับ  ซึ่งจุดนี้หากองค์กรเลือกที่จะปรับเปลี่ยนหาโปรแกรมบริหารงานขายมาใช้แทน ก็จะช่วยเรื่องความเป็นส่วนตัวได้เยอะมากขึ้นครับ

ไม่ใช่ช่องทางหลักในการสื่อสาร

เมื่อมีการใช้โซเชียลมีเดียมาใช้ในการทำงาน ทำให้คนส่วนใหญ่เกิดความเคยชินและติดนิสัยในการใช้ช่องทางนี้ในการคุยงานแทน และลืมเรื่องความสำคัญของงานไป เช่นการต้องให้คนในทีมคอนเฟริมราคาสินค้าอย่างเร่งด่วน แต่กลับใช้ไลน์ในการถามและคาดหวังว่าจะได้รับคำตอบโดยทันที คาดว่าผู้อ่านหลายๆท่านคงเจอเรื่องราวแบบนี้กันบ่อย ก็หวังว่าหลังจากอ่านบทความนี้จบก็คงถึงเวลาที่จะลองมองย้อนดูว่าประสิทธิภาพภายในทีมต่ำกว่าความคาดหวัง เกิดขึ้นจากสาเหตุนี้ด้วยรึเปล่า

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่ 
Blogwww.veniocrm.com/blog 
Facebookwww.facebook.com/veniocrm 

10 ทิปการใช้งาน Excel แบบโปร

Excel ถ้าให้พูดแล้วก็น่าจะนับว่าเป็นโปรแกรมที่ต้องมีในทุกบริษัท ผมเชื่อว่าเกือบจะแทบทุกคนอย่างน้อยๆต้องเคยใช้งาน Excel มาแล้ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นกับงานขาย หากบริษัทไม่มีโปรแกรม CRM ใช้งานแล้วล่ะก็ Excel ก็เป็นอะไรที่ขาดไม่ได้เลย แต่นั่นก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ทีมขายต้องปวดหัวกับมันมาก และจากผลสำรวจก็พบว่าพนักงานส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้ด้วยซ้ำว่า Excel สามารถทำอะไรได้บ้าง วันนี้ Venio เราก็จะมาแนะนำทิปทั้ง 10 ข้อที่จะช่วยให้คุณสามารถเอามาใช้บริหารทีมขาย เก็บข้อมูลลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นครับ

มาเริ่มกันเลยดีกว่า 

1.รู้จักกับ Conditional Formatting

โดยปกติแล้วเรามักจะคุ้นชินกับการใช้ filter ในการกรองข้อมูล แต่รู้ไหมครับว่า Conditional formatting ก็เป็นอะไรที่ช่วยในการจัดการข้อมูลที่ดีเยี่ยม และทรงพลังมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากคุณมีการเก็บข้อมูลลูกค้า ข้อมูลเซลล์ที่ซับซ้อน เพียงแค่กดใช้ไม่กี่คลิกแล้วเลือกเงื่อนไขลงไป คุณก็จะรู้ได้แล้วว่าพนักงานคนไหนที่อยู่ในกลุ่ม top 10%

2.ดูข้อมูลง่ายๆผ่านสเตตัสบาร์

เมื่อใดก็ตามที่คุณอยากจะรู้ข้อมูลอะไรเร็วๆ เช่นค่าเฉลี่ย ผลรวม ก็สามารถทำไฮไลท์ที่ช่องที่ต้องการได้แล้วก็เพียงแค่ดูข้อมูลตรงช่องด้านขวาล่าง เราก็จะรู้ข้อมูลได้ง่ายๆไม่ต้องทำการใส่สูตรทุกครั้ง นอกจากนี้เราสามารถเปลี่ยนค่าที่แสดงได้โดยการคลิกขวาที่ status bar แล้วติ๊กปรับครับ เท่านี้คุณก็สามารถบริหารทีมขาย ประชุมทีมได้ไวขึ้นอีกเป็นกอง

3.Transpose ข้อมูลง่ายๆ

transpose หลายๆคนคงเคยมีปัญหาเมื่อต้องใช้ใช้ข้อมูลเดิมไปใช้ในแนวนอนแทน รู้ไหมครับว่าเราสามารถกลับข้อมูลแนวตอนแนวตั้งได้ง่ายๆด้วยการ paste แบบ transpose ครับ

4.Flash Fill

อีกหนึ่งฟีเจอร์ใน excel ที่สะดวกและทำให้ทำงานได้รวดเร็วมากๆเลยก็คือ Flash fill ครับ ยกตัวอย่างเช่นเราใส่ชื่อเต็มในคอลัมน์ A และ B ต้องการใส่แค่ชื่อ ส่วน C ต้องการใส่นามสกุล แค่เราทำเสร็จในแถวแรก Excel ก็จะรู้แล้วว่าเราต้องการทำอะไรครับ แต่หากไม่ทำให้โดยอัตโนมัติเราก็แค่เข้าที่ Data > Flash Fill

5.Filter

Filter ข้อมูลที่ต้องการง่ายๆเพียงแค่กดเลือกที่ column ที่ต้องการทำการ filter เลือกเงื่อนไขได้ตามต้องการเพื่อกรองข้อมูลที่ไม่ต้องการใช้งานออกไป ฟังก์ชั่นนี้มีประโยชน์มากๆสำหรับทีมขาย เพราะต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลยอดขายกันอยู่เสมอ ดังนั้นต้องหัดเล่นฟังก์ชั่นนี้ให้คล่องๆนะครับ

6.คีย์ลัดช่วยในการเข้าถึงข้อมูล

ใช้คีย์ลัดเพื่อช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น เพราะธรรมชาติของนักขายมืออาชีพเวลานั้นคือเงิน สำหรับคีย์ลัดหลักๆที่จำเป็นต้องจำเลยคือ

Ctrl + C : Copy

Ctrl + X : Cut

Alt + = : Auto Sum

Ctrl + PgDn, Ctrl + PgUp : ข้ามแผ่นงาน

Ctrl + Arrow key : ข้ามข้อมูลในแถวตามทิศทางลูกศร

Ctrl + Shift + Arrow key : เลือกข้อความที่ต้องการ


7.Lock ตารางซะ

บางครั้งการนำเสนอข้อมูลผ่านทาง Excel ก็มีข้อมูลเยอะมากทำให้เราไม่รู้ว่าตัวเลขนี้มีความหมายว่าอย่างไร วิธีนี้ก็แก้ได้ง่ายโดยการทำการ Freeze Panes ก็จะทำให้เราดูข้อมูลได้ง่ายขึ้นอีกเยอะครับ

8.LEFT, RIGHT และ LEN สารพัดประโยชน์

Right (text, จำนวนอักษร) เพื่อตัดคำนับจากด้านขวา

Left (text, จำนวนอักษร) เพื่อตัดคำนับจากด้านซ้าย

LEN นับจำนวนคำ 

ก็เป็นอีกฟังก์ชั่นหนึ่งใน Excel ที่ช่วยพนักงานขายได้เยอะมากครับ เพราะบางครั้งไฟล์ที่ได้จากลูกค้าอาจจะมี format ที่ไม่เหมือนกับไฟล์ต้นฉบับเรา และเมื่อต้องการเทียบสินค้าสองตัวการใช้ฟังก์ชั่นนี้เพื่อตัดคำจนได้เฉพาะชื่อรุ่นที่ต้องการก็จะทำให้การเทียบเป็นไปได้อย่างรวดเร็วครับ

9.Vlookup

Vlookup ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งสำหรับการหาข้อมูลที่เราต้องการ เป็นฟังก์ชั่นหลักที่ผมแนะนำว่าเซลล์ทุกคนควรจะใช้เป็น เพราะถ้าใช้ไม่เป็นแล้วล่ะก็จะลำบากมากๆเลยครับในกรณีที่บริษัทไม่มีระบบ CRM แล้วต้องใช้ Excel ในการทำ report

จากตัวอย่างข้างต้น

= Vlookup (value, table, col_index, [range_lookup])

Value ในสูตรคือ E3 ก็คือไอดี 601 ที่เราใส่เพื่อหาแผนก

table คือ A4:F10 นั่นก็คือทั้งตารางด้านล่างในภาพครับ

col_index คือต้องการให้แสดงผลจาก column ไหน ในที่นี้คือแผนกก็เป็นเลข 6 ครับ

range_lookup อันนี้เราอาจจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ เมื่อใส่เป็น false คือต้องเป็น exact match เท่านั้นครับ


10.Pivot table สุดทรงพลัง

สำหรับอันนี้อาจจะไม่ได้มีตัวอย่างให้ดูครับ เนื่องจากว่า pivot table ถือเป็นเรื่องใหญ่เรื่องนึงเลยทีเดียว จริงๆแล้ว pivot table สำหรับเซลล์มืออาชีพนั้นเป็นอะไรที่ต้องทำให้เป็นเลยก็ว่าได้ครับ เพราะข้อมูลดิบที่เราได้รับมาไม่ว่าจะเป็นจากในบริษัทเราเอง จากบริษัทคู่ค้าที่ให้เรามา มักจะเป็นข้อมูลที่ยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายๆ ดังนั้นแล้วเซลล์มืออาชีพเมื่อได้ข้อมูลพวกนี้มาก็จะเรียกดูผ่านทาง pivot table ซึ่งเจ้าตัว pivot table นี้ก็มีความสามารถหลากหลายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข้อมูลมีจำนวนมากๆเจ้า pivot table ตัวนี้ก็จะยิ่งมีประโยชน์ครับ เพราะเราสามารถเรียกดูข้อมูลปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการได้

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่ 
Blogwww.veniocrm.com/blog 
Facebookwww.facebook.com/veniocrm 


Lead คืออะไร และทำไมคุณถึงต้องรู้?

เคยได้ยินคำนี้กันมาก่อนไหมครับ “Lead” หลายๆคนอาจเข้าใจไปในความหมายพวก Leader อะไรประเภทนั้น แต่วันนี้เราจะมาพูดกันถึง Lead ในความหมายที่เกี่ยวข้องกับการตลาดครับ และในโลกธุรกิจนั้นหากเราเข้าใจความสำคัญของ Lead แล้วล่ะก็มันก็จะช่วยมากๆเลยครับในการวางกลยุทธ์การขาย หรือการบริหารทีมขาย และแน่นอนว่าเมื่ออ่านจบแล้ว คุณก็จะเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าจะเอาไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไรครับ

Lead คืออะไร

คำถามนี้เป็นคำถามที่ทางทีมเรามักจะถูกลูกค้าถามบ่อยๆครับ เพราะว่า Lead management เป็นฟีเจอร์ใหญ่ที่อยู่ในโปรแกรม Venio เรา Lead นั้นถ้าจะให้นิยามนี่ก็ค่อนข้างลำบากทีเดียวครับ ในหลายๆที่ก็มักจะบอกว่า Lead คือผู้มุ่งหวัง มันก็จะเกิดคำถามตามมาต่อว่าแล้วผู้มุ่งหวังมันคืออะไรล่ะ ทำให้โดยปกติแล้วทีมเราเลยมักจะชอบทับศัพท์กันไปตรงๆเลยว่า Lead ครับ

ทีนี้ถ้าจะให้นิยามว่า Lead คืออะไร ก็ง่ายๆครับคือ “ผู้ที่สนใจในสินค้าของบริการเรา และมีการติดต่อแต่เป็นการติดต่อแบบทางเดียวครับ” คีย์สำคัญนั่นคือเรามีข้อมูลที่จะใช้ติดต่อกลับได้ หากคุณไม่รู้จักคำว่า Lead มาก่อนเมื่อเห็นยอด like บน facebook หรือยอดแชร์แล้วบอกว่าสนใจๆก็คงเข้าใจว่ากลุ่มนี้นี่แหละคือ Lead แต่ตอนนี้คุณคงจะตอบได้อย่างเต็มปากแล้วครับว่าไม่ใช่

ตัวเว็บหลายๆเว็บก็จะมีการให้กรอกเพื่อขอ Lead ไม่ว่าจะเป็นการทำอีเมล์เพื่อรับข่าวสาร การกรอกข้อมูลเพื่อดาวโหลดไฟล์บนเว็บ จะเห็นได้ว่า Lead เป็นสเตปที่อยู่ก่อนหน้าการเป็นลูกค้านั่นเองครับ

Lead สำคัญกับธุรกิจอย่างไร

แน่นอนครับว่า Lead สำคัญกับธุรกิจค่อนข้างมากเพราะเป็นหน้าด่านสู่การเป็นลูกค้าใหม่นั่นเอง และที่สำคัญ Lead นั้นมีความโอเคกับสินค้าคุณในระดับหนึ่งแล้วทำให้เค้ากล้าทิ้งข้อมูลติดต่อไว้ให้กับคุน ซึ่งหากคุณไม่ให้ความสนใจกับ Lead มากเท่าที่ควรแล้วละก็จะทำให้งบที่คุณใช้จ่ายไปกับการหาลุกค้าใหม่ๆนั้นสูญเปล่าไปอย่างไร้ประโยชน์ครับ

 เราเองก็มีเลขสถิติเล็กๆน้อยที่จะมาโชว์เกี่ยวกับกับ Lead เหมือนกันครับ

  • 80% ของ Lead ที่เข้ามาถูกละเลย ข้อมูลถูกปล่อยจนสูญหาย
  • 73% ของบริษัทไม่มีการจัดการ Lead (ข้อมูลจากต่างประเทศ ตัวเลขในไทยคาดว่าจะสูงกว่านี้ครับ)
  • 75% ที่มีการติดตามขายงานให้ Lead เมื่อมีระบบจัดการ Lead management

ดังน้นแล้วการจัดการ Lead จะช่วยให้บริษัทเติบโต ความ้ทาทายที่มีคือการ convert จาก Lead ให้กลายเป็นลูกค้านั่นเองครับ และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมคุณถึงต้องรู้ว่า Lead คืออะไรเพื่อจะได้ไม่สับสนในการทำกลยุทธ์ Lead ที่เข้ามาในแต่ละรายก็มีความพร้อมในการซื้อไม่เท่ากัน นั่นทำให้จำเป็นอย่างมากที่คุณจะต้องรู้ว่า Lead เข้ามาจากช่องทางไหน แล้วในแต่ละช่องทางนั้นเราจะมีวิธีจัดการกับ Lead ที่เข้ามาเพื่อให้ปิดดีลการขายได้อย่างไร

ตัวอย่าง ถ้าบริษัทคุณขายสินค้าเกี่ยวกับกอล์ฟ และคุณมีหน้าเว็บเพื่อให้ลงทะเบียนรับส่วนลด 20% และรอการคอนเฟริมกลับ ในกรณีนี้นี่คือ Lead ที่ดีมากๆ คุณจะไม่ต้องเสียเวลาทำการ follow up หลายครั้ง เพราะลูกค้าตั้งใจจะซื้ออยู่แล้ว ในทางกลับกันหากเป็น Lead ที่เข้ามาจากการลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารเกี่ยวกับกอล์ฟ นี่คือ Lead ที่สนใจในกีฬากอล์ฟ แต่เค้าอาจจะยังไม่พร้อมที่จะซื้อสินค้าคุณ ณ ตอนนี้ สิ่งที่คุณทำได้คือการส่งอีเมล์เพื่อแจ้งข่าวสารเป็นครั้งคราว ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชั่น บทความเกี่ยวกับกอล์ฟ รีวิวสินค้าใหม่ๆ

หวังว่าวันนี้ทุกท่านก็คงจะพอเข้าใจเกี่ยวกับ Lead มากขึ้นนะครับว่าจะช่วยในธุรกิจของคุณได้อย่างไร สุดท้ายแล้วมีสิ่งที่อยากเตือนอยู่เรื่องหนึ่งคือคำว่า Lead จะเป็นอะไรที่ต้องตามมาด้วยคำว่า follow up เสมอ หากคุณมี Lead เข้ามามากมายแต่ไม่มีการตามลูกค้าอย่างต่อเนื่อง Lead ที่เข้ามาก็ไม่มีประโยชน์อะไรครับ ดังนั้นแล้วอย่าลืมเลือกกลยุทธ์ให้ถูกในการบริหารจัดการงานขายนะครับ หรืออาจจะมองหาโปรแกรม CRM ที่จะมาช่วยจัดการในส่วนนี้ ลอง Venio เราดูก็เป็นทางเลือกที่ดีมากๆเช่นกันครับ

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่ 
Blogwww.veniocrm.com/blog 
Facebookwww.facebook.com/veniocrm 

5 ข้อเท็จจริงทำไมการติดตามงานขายคุณถึงมีแต่ Fail

เคยแปลกใจไหมครับว่าทำไมการติดตามงานขายของเซลล์ในทีมนั้นถึงได้ยากเย็นซะเหลือเกิน แล้วสุดท้ายก็ไม่พ้นกับผลลัพท์ที่มีแต่ความ fail ตัวผมเองนั้นได้เห็นเซลล์จำนวนน้อยมากที่จะติดตามสถานะการขายอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ได้มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์กับลูกค้าไปในครั้งแรกแล้ว ลองคิดตามผมนะครับว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานี้ คุณได้รับการเสนอขายสินค้า หรือมีการติดต่อซื้อสินค้าไปกี่แห่ง แล้วมีสักกี่ที่ที่จะคอยกลับมาติดตามว่าคุณยังสนใจในสินค้าบริษัทอยู่หรือเปล่า จนบางทีก็ทำให้คุณอดคิดไม่ได้ว่าบริษัทเหล่านี้มีการบริหารงานขายกันอย่างไร แล้วอะไรล่ะที่เป็นสาเหตุที่ทำให้การติดตามงานขายถึงแย่ได้ขนาดนี้ วันนี้ Venio ก็จะมาไขข้องใจที่เกิดขึ้นครับ

1.คุณไม่อยากให้ลูกค้ามองว่าถูกรุกมากเกินไป

แน่นอนว่าถ้าติดตามงานขายถี่มากเกินไปก็จะมีแต่ทำให้ลูกค้ารู้สึกอึดอัด สำหรับเซลล์มืออาชีพแล้วนั้นการติดตามอัพเดทสถานะกันอยู่เรื่อยๆจนกว่าลูกค้าจะซื้อสินค้าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ แล้วจะทำยังไงดีล่ะให้การติดตามงานขายไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกถูกรุกมากจนเกินไป นั่นก็เป็นเรื่องของการบาลานซ์ซึ่งมันก็จะแตกต่างไปในแต่ละธุรกิจ แต่สำหรับคำแนะนำของผมคือการโทรหาเพื่ออัพเดทกันหนึ่งครั้งต่ออาทิตย์เป็นอะไรที่โอเคมากๆแล้วครับ ที่สำคัญคือการโทรไปต้องตรงประเด็น ได้ใจความ และโทนเสียงที่ใช้นั้นก็สำคัญไม่แพ้กันครับ

2.คุณลืมติดตาม

อ่านไม่ผิดหรอกครับ ใครจะไปเชื่อใช่ไหมครับว่าพนักงานขายจะลืมติดตามลูกค้า แต่นี่เป็นปัญหาที่เป็นเรื่องปกติมากๆครับสำหรับเซลล์เกือบจะทั้งหมด ด้วยหลายๆอย่างที่เซลล์นั้นต้องทำไม่ว่าจะเป็นปํญหาหน้างานต่างๆ การประชุมที่แสนยืดยาว รถติดบนท้องถนนระหว่างไปหาลูกค้า ล้วนเป็นสาเหตุทำให้ลืมติดตามลูกค้า แต่ปัญหานี้แก้ได้ง่ายมากๆครับ แค่คุณจัดทำแผนสำหรับการติดตามลูกค้า และคอยอัพเดทอยู่เรื่อยๆก็จะทำให้คุณไม่ลืมแล้วครับ หรือถ้าดีไปกว่านั้นคือ CRM ที่จะมาช่วยจัดการในเรื่องการติดตาม lead

3.คุณบอกลูกค้าว่าจะติดต่อ แต่คุณไม่ได้ทำ

หลังจากการคุยกันในครั้งแรกเสร็จเรียบร้อย คุณก็รับปากลูกค้าเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าวันนั้นวันนี้คุณจะส่งใบเสนอราคา หรืออาจจะเป็นการโทรหา แต่สุดท้ายแล้วในวันนั้นคุณอาจจะติดพันจากอะไรสักอย่างหนึ่ง ทำให้คุณไม่ได้ทำในสิ่งที่คุณพูดไป หลังจากนั้นเวลาล่วงเลยไปหลายวัน คุณก็ได้แต่คิดว่าจะทำยังไงดีจะโทรหาดีไหม สุดท้ายแล้วก็เงียบกริบ สิ่งที่คุณต้องทำก็แค่

ขอโทษลูกค้าอย่างจริงใจ แต่ถ้าเป็นไปได้คือการทำตามที่บอกไว้กับลูกค้า เพื่อไม่ให้เค้ารู้สึกว่านี่ขนาดยังไม่ซื้อของด้วยเลย เซลล์ยังเป็นแบบนี้แล้วหลังจากซื้อไปจะไม่ยิ่งกว่านี้เหรอ

4.คุณคิดไปเองว่าลูกค้าจะติดต่อกลับ

ข้อนี้ก็เป็นข้อผิดพลาดที่เซลล์มักจะตกหลุมพลางกัน ส่วนใหญ่แล้วมักจะคิดว่าถ้าการพรีเซ็นงานเป็นไปได้ด้วยดีนั่นหมายความว่าลูกค้าจะติดต่อกับมาเมื่อพร้อมจะซื้อสินค้า แต่นั่นเป็นความผิดที่ใหญ่หลวงเลยครับ ในฐานะเซลล์แล้วคุณไม่อาจจะละเลยการติดตาม ติดต่อลูกค้าได้ เพราะลูกค้าของคุณอาจยุ่งได้เสมอและคุณก็มีหน้าที่ในการเตือนให้ลูกค้าคุณรู้ว่ายังมีคุณพร้อมให้บริการอยู่เสมอ

5.คุณไม่เคยถูกสอนเรื่องการตามลูกค้า

เชื่อหรือไม่ครับคนที่ทำอาชีพงานขายจำนวนมาก กลับไม่เคยได้รับการเทรนงานขาย ว่าทำไมถึงต้องมีการตามลูกค้าและจะตามได้อย่างไร แต่ข้อนี้สามารถแก้ได้ง่ายมากครับ การที่คุณอ่านบทความนี้ก็ช่วยให้รู้แล้วถึงความสำคัญของการตามงานขายและเมื่อต้องบริหารทีมขายคุณก็สามารถเอาทริคที่ได้จากบทความนี้ไปปรับใช้ได้

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่ 
Blogwww.veniocrm.com/blog 
Facebookwww.facebook.com/veniocrm 

รู้ไว้ไม่ตกเทรนด์ อัพเดท!! 4 เทรนด์การขายมาแรงปี 2019

เผลอแปปเดียวเวลาครึ่งปีก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วนะครับ วันนี้ Venio เราก็ตั้งใจจะมาสรุปเทรนด์การขายที่มาแรงในปี 2019 โลกของงานขายก็เป็นอะไรที่ปรับเปลี่ยนหมุนเวียนได้เร็วมากๆ เหมือนกับที่เราจะเห็นได้ว่ามีหลายๆธุรกิจที่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรง เดี่ยวเราจะได้รู้กันแล้วครับว่าเทรนด์อะไรที่มาแรง และสิ่งที่คุณควรจะต้องรู้ไว้เพื่อปรับปรุงการบริหารงานขายคุณ 

1.โฟกัสที่กลุ่ม Generation Z 
อย่างที่เรารู้กันนะครับว่าตอนนี้กระแสเจน Z ก็เป็นอะไรที่มาแรงอยู่พอสมควร กลุ่มคนเจน ก็จะเป็นคนในช่วงอายุราวๆ 10 กลางๆไปจนถึง 20 กลางๆ แต่สิ่งที่สำคัญคือคนยุคเจน Z จะกลายมาเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้ออย่างมากในเร็วๆนี้ ทำไมผมถึงยกกลุ่มนี้มาพูดก็เพราะว่าการขายของให้กับคนกลุ่มนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายสักเท่าใดนัก สำหรับผู้ประกอบการจำนวนมากเรียกได้ว่าอาจจะต้องปรับตัวขนานใหญ่กันเลยทีเดียวเชียวครับ เพราะว่าคนกลุ่มนี้จะมีการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ค่อนข้างสูง เติบโตมาในยุคที่มีโซเชียลมีเดีย การซื้อสินค้าออนไลน์ที่เป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเขา เพราะฉะนั้นแล้วก็อาจจะเป็นเวลาที่ควรเริ่มทำการศึกษาว่าจะทำการเจาะตลาดคนกลุ่มนี้อย่างไร และจะใช้เทคโนโลยีใดเข้ามาช่วยในการทำ CRM คนกลุ่มนี้ครับ 

2.Ommi-channel 
Omni-channel อีกแล้ว เคยแปลกใจไหมครับทำไมช่วงนี้ได้ยินศัพท์คำนี้บ่อยเหลือเกิน ผมจะอธิบายให้ฟังครับ จากการที่เจน Z เริ่มเข้ามามีบทบาทในตลาดคอนซูเมอร์มากขึ้น คนกลุ่มนี้มีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น การตัดสินใจซื้อจะไม่ได้จำกัดอยู่ที่ช่องทางเดียวอีกต่อไป พวกเค้าอาจจะมีการดูข้อมูลจากออนไลน์ก่อน จากนั้นไปดูที่ช่องทางการขายอื่น แล้วอาจจะกลับมาซื้อที่หน้าร้าน ซึ่งสิ่งสำคัญคือในเรื่องประสบการณ์การดูแลลูกค้าที่พวกเค้าคาดหวังว่ามันจะต้องเชื่อมต่อกันในทุกช่องทาง และนี่ทำให้การบริหารงานขายเป็นเรื่องที่ยากขึ้น หลายๆบริษัทก็เริ่มปรับตัวโดยการนำโปรแกรมเก็บข้อมูลลูกค้าหรือโปรแกรม CRM ที่เชื่อมต่อข้อมูลจากช่องทางต่างๆให้เป็นหนึ่งเดียว  

3.การขายมีการใช้กลยุทธ์มากขึ้น
การขายในยุคก่อนๆนั้นจะไม่ได้มีการห้ำหั่นกันเช่นเดียวกับในปัจจุบัน ทำให้การวางแผนงานขายยังไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นมาก บางครั้งอาจจะถูกจัดการง่ายๆเพียงแค่การบอกเป้ายอดขายให้กับทีมขายแล้วทีมขายก็แค่ทำให้ถึงเป้า แต่การขาย ณ ปัจจุบันนี้มีการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้อย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นการบริหารดูแลความสัมพันธ์ลูกค้า โปรแกรมบริหารงานขาย และปัจจุบันการนำเอาซอพต์แวร์เอามาบริหารงานขายก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทใหญ่เท่านั้น แม้กระทั่ง sme ที่ต้องการเติบโตและมองในเรื่องการบริหารภาพรวมก็มีการเอาเทคโนโลยีมาจัดการอย่างแพร่หลาย สิ่งสำคัญที่นอกเหนือจากการนำซอพต์แวร์มาใช้ กลยุทธ์ต่างๆยังรวมไปถึง การโฟกัสในการพัฒนาทีมขาย แผนงานขายที่มีการวิเคราะห์ผ่านข้อมูลลุกค้า การต่องานได้ทันทีสำหรับเซลล์ใหม่ การพัฒนากระบวนการขายจากเทคโนโลยี ล้วนแต่เป็นส่วนที่ทำให้งานขายในปัจจุบันพัฒนาไปมากกว่าที่เคย 

4.Machine learning
AI กลายมาเป็นสิ่งหลักๆที่เข้าไปเกี่ยวกับทุกอุตสาหกรรม ไม่เว้นแม้แต่งานขาย สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับโลกยุคปัจจุบันนี้คือเรื่องข้อมูล เหมือนกับที่เราจะเห็นบรษัทเริ่มให้ความตื่นตัวกับเรื่อง Big data ข้อมูลในปัจจุบันนี้มีเยอะแยะมากมายไปหมด ทำให้ยากต่อการวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจ สำหรับ AI ก็จะมามีส่วนช่วยให้พนักงานขายมีประสิทธิภาพทำงานมากขึ้น 

  • ช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า แม้จะมีเป็นจำนวนมากแต่สามารถทำได้เร็วและมีประสิทธิภาพต่อยอดไปยังการวางกลยุทธ์บริหารงานขาย 

  • ระบบจะมีการช่วยแนะนำโดยเรียนรู้จากดีลต่างๆที่เกิดขึ้นภายในทีมขาย ทำให้รู้ว่าจะจัดแบ่งระดับความสำคัญอย่างไร 

  • การทำ sales forecast จะเป็นไปได้ง่ายขึ้นเพราะว่าข้อมูลทุกอย่างถูกประมวลผลด้วย AI ทำให้รู้ได้คร่าวๆว่ายอดขายในไตรมาสหน้าจะเป็นอย่างไร และควรจะปรับปรุงอย่างไรเพื่อให้ได้เป้าที่ต้องการ 

วันนี้ก็หวังว่าผู้อ่านจะได้รู้ถึงเทรนด์การขายที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกคร่าวๆแล้วนะครับ และก็เป็นแนวโน้มที่น่าจะเป็นเทรนด์ไปยาวๆ ถ้ามีอะไรน่าสนใจอัพเดทเกี่ยวกับการบริหารงานขาย จะเอามาเขียนลงกันให้อ่านอีกครับ ขอบคุณครับ

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่ 
Blogwww.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm