5 เหตุผลที่ Venio จะเป็นผู้ช่วยชั้นยอดในการบริหารทีมขาย ช่วงวิกฤต Covid-19

อย่างที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันสถานการณ์ปัจจุบันสำหรับ Covid-19 นั้นยังหาความแน่นอนไม่ได้ แม้ว่าจะอยู่ในภาวะที่วิกฤตแต่สำหรับการบริหารทีมขายก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป เพียงแต่เป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการขาย ซึ่งพอเป็นแบบนี้แล้วการที่มีเครื่องมือช่วยในการบริหารทีมขายนั้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่งขึ้น โปรแกรม Venio CRM เราที่อยู่บนระบบคลาวด์จึงกลายมาเป็นส่วนช่วยให้การบริหารทีมขายและการดูแลลูกค้าเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นแม้จะอยู่ในภาวะวิกฤต Covid-19 เรามาดูกันเลยดีกว่าว่า Venio จะช่วยอะไรคุณในบ้างในวิกฤตโควิดนี้

1.Venio อยู่บนระบบคลาวน์คุณจึงเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่

โดยปกติแล้วหากคุณไม่ได้ใช้การเก็บข้อมูลลูกค้าบนระบบออนไลน์แล้วล่ะก็ เมื่อทีมขายต้องการข้อมูลลูกค้าเพื่อติดต่อ ถึงแม้ว่าจะไม่สะดวกเท่าไรแต่ก็ยังสามารถโทรหาใครที่ออฟฟิศได้ เพื่อให้ช่วยค้นหาเบอร์เอกสารที่กระจัดกระจายเต็มโต๊ะทำงาน แต่ ณ ตอนนี้ด้วยวิกฤตโควิด19 ทำให้หลายๆบริษัทเริ่มมีการ work from home กันมากขึ้น การที่จะทำเช่นนั้นคงเป็นไปไม่ได้แล้ว Venio เป็น cloud based crm ที่คุณสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านทางระบบของ Venio เองเพียงเท่านี้ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน คุณก็มั่นใจได้ว่างานของคุณจะไม่สะดุดเด็ดขาด

2.ระบบแจ้งเตือน Follow up ผ่านทางมือถือ

นอกจากนั้นแล้ว Venio เองก็ยังมีระบบแจ้งเตือนลูกค้าที่ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ เช่นเราอาจจะมีการบอกลูกค้าไว้ว่าช่วงเวลานี้เราจะโทรติดต่อกลับไปหรือมี next action อะไรที่ต้องทำ ยิ่งในภาวะแบบนี้ทำให้บางครั้งเรื่อง follow up อาจจะกลายเป็นเรื่องที่สำคัญน้อยลงไป จนคุณอาจจะลืมติดต่อลูกค้าไปเลยก็ได้  แต่ Venio จะมีการแจ้งเตือนถึงเรื่องที่ต้องทำส่งตรงให้คุณบนหน้าจอมือถือเลยทีเดียว เท่านี้คุณก็ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าลูกค้าจะรู้สึกแย่กับการขายของเราอีกต่อไป

3.ใช้งานง่ายผ่านมือถือ ไม่จำเป็นต้องมีคอมพิวเตอร์

แน่นอนสำหรับทีมขายบางท่านอาจจะไม่ได้มีโน้ตบุคไว้ใช้งาน หากโปรแกรมใช้งานได้ผ่านทางคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวก็อาจจะทำให้การทำงานของทีมขายช่วงนี้ไม่ค่อยสะดวกนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้เข้าออฟฟิศไม่ได้ Venio เป็นโปรแกรม CRM แบบ mobile native ทำให้คุณสามารถใช้งานได้อย่างง่ายดายผ่านทั้งทาง Android และ iOS เท่านี้คุณก็จะไม่พลาดทุกสถานะการขายของทีมอีกต่อไปแม้ว่าจะต้อง WFH ก็ตาม

4.รายงานการขายแบบเรียลไทม์

และสิ่งที่ทีมขายหลายๆท่านกดดันกันมากที่สุดเลยก็คือเรื่องของยอดขาย ยิ่งเฉพาะในภาวะที่ไม่ปกติเช่นตอนนี้ การติดตามดูยอดขายซึ่งปกติแล้วสามารถรู้จากการประชุมยอดในทีมก็อาจจะต้องถูกเลื่อนไปอีก ทำให้ผู้จัดการก็ไม่อาจวางแผนรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย Venio คุณก็จะไม่ต้องกังวลอีกต่อไป เพราะทุกสถานะการขาย การเข้าพบลูกค้าที่มีมาก่อนหน้านั้น ดีลที่เกิดขึ้น ลูกค้าที่ต้องตาม คุณสามารถเข้าถึงและดูรายละเอียดของทุกคนในทีมได้ผ่านระบบแบบเรียลไทม์

5.แม้จะวิกฤตแต่ลูกค้าก็ยังต้องการคนดูแล

เป็นอีกทางหนึ่งที่คุณจะบอกกับลูกค้าให้รู้ว่าคุณแคร์พวกเขามากเพียงใด ยิ่งโดยเฉพาะกับช่วงนี้ ซึ่งการติดต่อธรรมดาก็ทำได้ลำบากมากอยู่แล้ว ถ้าหากลูกค้ามีปัญหาและต้องการติดต่อบริษัทแต่กลับไม่มีคนสนใจ ลูกค้าย่อมรู้สึกแย่มากๆแน่นอน  Venio รองรับระบบ Case management ที่จะช่วยให้ทีมขายของคุณทั้งทีมบันทึกทุกปัญหาที่เกิดขึ้น จนคุณมั่นใจได้ว่าไม่ว่าเคสลูกค้าเข้ามาจะเป็นอย่างไรมันก็ไม่มีวันตกหล่น และคุณก็จะรู้สถานะตลอดเวลา ไม่ว่าวิกฤตจะเป็นอย่างไร แต่ทีมขายของคุณก็จะยังดูแลลุกค้าได้อย่างยอดเยี่ยมด้วย Venio

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog www.veniocrm.com/blog 
Facebook www.facebook.com/veniocrm
Twitter:  www.twitter.com/veniocrm
Youtube:  www.youtube.com/veniocrm

4 สิ่งที่ Excel ไม่ตอบโจทย์สำหรับทีมขายของคุณ

มีธุรกิจมากกว่า 90 % ที่เลือกใช้โปรแกรมมาตรฐานอย่าง Excel ในการทำข้อมูล แต่ก็เชื่อว่าหลายคนยังคงสับสนกับระบบ Excel ที่ต้องใช้สูตรมากมายในการคำนวณอยู่ดี แม้ Excel จะมีราคาถูก เมื่อเทียบกับซอฟแวร์ที่เกิดมาเพื่อการใช้งานเฉพาะเช่นพวก CRM แต่โปรแกรม Excel ก็ยังมีจุดบอดอีกหลายจุดที่ไม่สามารถใช้งานได้อย่างที่ควรจะเป็น แถมสร้างปัญหามากมายโดยเฉพาะกลุ่ม SME หรือองค์กรขนาดเล็กที่มีเรื่องต่าง ๆ ให้จัดการมากมาย จะมีปัญหาอะไรบ้างที่ Excel ไม่สามารถช่วยทีมขายได้ วันนี้เรามีคำตอบ

1.การติดตามยอดขาย

เหตุผลที่สำคัญที่สุดสำหรับบริษัท คือ ลูกค้าและคนที่สนใจใน product ของคุณ แต่การที่จะเอา Excel เข้ามามีส่วนช่วยในการเก็บข้อมูลเพื่อ follow ลูกค้าอาจจะทำให้เกิดความลำบากตามมาในกรณีที่ในทีมขายมีจำนวนหลายคน การที่จะต้องมาอัพเดทติดตามยอดใน Excel ทุกวันต้องยุ่งยากเป็นที่สุด และท้ายที่สุดแล้วลูกค้าที่สนใจในผลิตภัณฑ์จริง ๆ ของเราอาจจะไม่มีใครคอยติดต่อกลับไปเลยก็เป็นได้ พลาดโอกาสในการขายไปอย่างสิ้นเชิง

2.ข้อมูลเยอะจนทำให้ตาลาย

เมื่อการกรอกข้อมูลเป็นเรื่องที่ยุ่งยากแล้ว สิ่งที่ยากกว่าคือการดูข้อมูลใน Excel โดยเฉพาะผู้บริหารที่ต้องตัดสินใจตลอดเวลา บวกกับข้อมูลตัวเลขที่เยอะไปหมด แต่รู้หรือไม่ว่าปัจจุบันโปรแกรม CRM อีกมากมายสามารถสร้างและแสดงผลลัพธ์ของข้อมูลได้ทันทีที่มีการขอเรียกดู และสิ่งที่ตอบโจทย์ได้ในข้อนี้ คือ Venio CRM ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นมิตรกับผู้บริหารโดยเฉพาะเมื่อต้องใช้ข้อมูลมากมายในการตัดสินใจ

3.การอัพเดตของข้อมูลที่เยอะจนไม่มีวันสิ้นสุด

อีกหนึ่งปัญหาที่หลายบริษัทพบเจอคงเลี่ยงไม่พ้น การตั้งชื่อไฟล์อัพเดตข้อมูลที่ไม่มีวันสิ้นสุด กว่าจะจบการขายจริง ๆ ชื่อไฟล์คงยาวไปถึงเชียงใหม่ เมื่อกลับมาเปิดดูอีกทีก็อาจจะเพิ่มความสับสนได้อีกว่าไฟล์ไหนกันแน่ที่เป็นตัวไฟนอล และแน่นอนค่ะว่าทุกเรากล่าวมาทั้งหมดเป็นเรื่องปกติของ Excel โดยเฉพาะไฟล์ที่ต้องมีการทำงานร่วมกันหลายคน กว่าจะอัพเดตกันเสร็จเรียบร้อย ยาพาราคงหมดไปหลายกระปุก

4.ความปลอดภัยอันน้อยนิด

ไม่ใช่ข้อมูลทุกอย่างที่อยู่บน Excel จะเหมาะกับทุกคน โปรแกรมจำพวก CRM จะมีการจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลที่เรียกดูได้ผ่านทาง account แต่สำหรับ Excel นั้นจะถูกจำกัดที่ระดับไฟล์เท่านั้น ซึ่งหมายถึงการใช้รหัสผ่านเพื่อเปิดไฟล์เท่านั้น ถ้าเกิดดูได้ก็จะดูได้ทั้งไฟล์ หรือไม่ก็ดูไม่ได้เลย แต่มันจะดีกว่าไหม หากเรามีโปรแกรมที่ช่วยในการดูข้อมูลต่าง ๆ ในระดับการเข้าถึงที่ต่างกัน ผลเสียที่จะไม่ตามมาหากมีโปรแกรมแบบนี้คงหนีไม่พ้น การแบ่งไฟล์และแยกส่งให้ยุ่งยาก งานหลายขั้นตอนแบบนี้ดูท่าจะไม่สนุกเอาซะเลยนะ

เมื่อ Excel ไม่สามารถทำงานดังกล่าวข้างต้นได้ดี อีกหนึ่งตัวช่วยที่สามารถตอบโจทย์ทุกปัญหาของงาน Excel ได้คงต้องยกให้ เทคโนโลยี CRM ไม่ว่าจะองค์กรเล็กใหญ่ก็สามารถใช้งานได้ แถมช่วยให้การทำงานเป็นระบบมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งในปัจจุบัน เทคโนโลยีนี้ราคาถูกแบบที่จับต้องมีเยอะไป โดยเฉพาะ Venio CRM โปรแกรมที่จะช่วยให้งานขายของคุณง่ายขึ้นจนลืม Excel แบบเก่า ๆ ไปได้เลย

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog www.veniocrm.com/blog 
Facebook www.facebook.com/veniocrm
Twitter:  www.twitter.com/veniocrm
Youtube:  www.youtube.com/veniocrm

Sales funnel คืออะไร แล้วทำไมคุณถึงต้องรู้

คนทำโฆษณาออนไลน์มักจะเป็นกลุ่มคนที่คุ้นเคยกับคำว่า Sales funnel มาเพราะมันเกี่ยวข้องกับการทำการตลาดออนไลน์โดยตรง แต่อันที่จริงแล้วสำหรับธุรกิจออฟไลน์หรือการบริหารทีมขาย การรู้ว่า Sales funnel คืออะไรจะส่งผลโดยตรงกับยอดขายของธุรกิจคุณ เพราะคุณจะรู้ว่าในแต่ละสเตจจะต้องมีการดำเนินงานเช่นไร

Sales funnel คืออะไร?

โดยปกติแล้วคำพูดติดปากของเหล่านักขายก็คือคำว่าลูกค้า แม้ว่าจะยังไม่เกิดการสั่งซื้อสินค้าเลยก็ตาม บางครั้งแค่การที่มีคนติดต่อมาเพื่อสอบถามราคานักขายก็มักจะเรียกกลุ่มคนเหล่านั้นว่าลูกค้าแล้ว จริงๆแล้วถ้าหากเรารู้เรื่อง Sales funnel แล้วล่ะก็จะทำให้เราเข้าใจกระบวนการบริหารทีมขายได้ดีมากยิ่งขึ้น เพราะลูกค้าจะถูกแบ่งออกตามความเหมาะสมเป็น stage เช่น ผู้ที่สนใจในผลิตภัณฑ์ หรือ Leads ผู้ที่โอกาสซื้อหรือ Prospects และสุดท้ายก็คือลูกค้า หรือ Customers นั่นเอง

ลักษณะของ Sales funnel ก็จะเป็นรูปกรวย เปรียบได้กับการกรองกลุ่มคนที่เข้ามาจาก Leads จนผ่าน process ต่างๆและกลายมาเป็นลูกค้าของธุรกิจเรานั่นเอง ดังนั้นแล้วเราอาจจะสรุปสั้นได้ว่า Sales funnel คือกลยุทธ์ที่เกิดจากการสร้างขั้นตอนและกระบวนการเพื่อเปลี่ยนจากคนที่สนใจในสินค้าเราให้กลายมาเป็นลูกค้าที่ยึดติดกับสินค้าและบริการของแบรนด์เรา

แล้ว Sales funnel มีกี่ระดับกัน? และมีอะไรบ้าง?

Top of the funnel หรือ ToFu – Awareness

เป็นระดับบนสุดของ Funnel กลุ่มที่เข้ามาใน Stage นี้คือกลุ่มคนที่เราเรียกว่า Leads ภารกิจหลักเราคือทำให้เค้าแสดงความสนใจในสินค้าและบริการของเรา เพื่อที่เราจะได้ติดต่อกลับได้ หลักสำคัญคือเราจะทำให้คนกลุ่มนี้รับรู้ถึงแบรนด์เราได้ด้วย วิธีใดและผ่านช่องทางไหน ดังนั้นแล้วจะเห็นได้ว่ากลุ่มที่เข้ามาในสเตจนี้จะยังแทบไม่รู้จักสินค้าและบริการของเราสักเท่าไร กลยุทธ์ในการทำจึงเน้นการสร้าง awareness เป็นหลักก่อน และไม่พยายามเน้นในการขายมากเกินไปนัก

Middle of the Funnel (MoFu) – Consideration

อยู่ในระดับกลางของ funnel กลยุทธ์ในการทำตลาดและขายสินค้าเราจะเริ่มเปลี่ยนไปในสเตจนี้ เพราะเราจะต้องเริ่มทำให้พวกเขาเข้าใจในปัญหาและความต้องการใช้สินค้าและบริการของเรา การทำการขายในช่วงนี้จะเริ่มสอดแทรกสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและราคาได้มากขึ้น หากเปรียบให้เห็นภาพชัดขึ้นก็เหมือนกับการที่คุณเริ่มทำความรู้จักกับใครสักคน และเริ่มบอกเล่าเรื่องราวและเปิดเผยกันมากขึ้น

Bottom of the Funnel (BoFu) – Decision

ขั้นตอนที่อยู่ปลายสุดของ funnel ในขั้นตอนนี้เราจะเน้นที่การปิดการขาย และทำให้กลุ่มเป้าหมายเราจัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการจากเรานั่นเอง สิ่งที่สำคัญสำหรับการทำตลาดและการขายในขั้นตอนนี้คือการทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกค้าคุณเกิด Action ที่อยากจะใช้สินค้าหรือบริการของคุณ

สรุป

จะเห็นได้ว่าการที่พนักงานขายของคุณเข้าใจ sales funnel จะทำให้ทีมของคุณวางแผนการนำเสนอสินค้าและบริการได้ดียิ่งขึ้น หลังจากอ่านบทความนี้จบแล้ว อยากให้คุณลองทบทวนดูว่าคุณเคยได้พิจารณารึเปล่าว่าคนที่คุณเรียกว่าลุกค้าแท้จริงแล้วอยู่ในสเตจไหนกันแน่ และในแต่ละสเตจคุณจะมีแผนในการจัดการอย่างไร หากคุณมองหาโปรแกรมที่จะช่วยบริหารทีมขาย และปรับปรุงกระบวนการขาย ปัจจุบันก็มีซอฟต์แวร์จำพวก CRM ที่จะช่วยให้คุณบริหารทีมขายได้ง่ายขึ้น และยังทำให้การเก็บข้อมูลลูกค้าถูกแบ่งอย่างเป็นระเบียบอีกด้วย

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog www.veniocrm.com/blog 
Facebook www.facebook.com/veniocrm
Twitter:  www.twitter.com/veniocrm
Youtube:  www.youtube.com/veniocrm

5 เหตุผลคุณควรให้ทีมเริ่มใช้ CRM ได้แล้ว

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มองว่าระบบ CRM ยังเป็นอะไรที่ห่างไกลอยู่ เพราะทุกวันนี้ทีมเราก็มีการจัดการทีมขายอย่างดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Excel ในการเก็บและติดตามอัพเดทข้อมูลลูกค้า การใช้ LINE ในการอัพเดทงานและสื่อสารกับทีมเป็นประจำอยู่แล้ว โปรแกรมบริหารงานขายดูแล้วเป็นอะไรที่ไม่ได้มีประโยชน์เลย ลองอ่านบทความนี้ดูที่จะช่วยให้คุณเข้าใจในแง่มุมที่โปรแกรม CRM จะช่วยให้การทำงานของทีมขายคุณที่ดีอยู่แล้วยิ่งดีมากขึ้นไปอีก และสำหรับใครที่ยังไม่ทราบว่า CRM คืออะไร? ลองอ่านบทความเก่าของเราดูได้ที่นี่

1.ข้อมูลกระจัดกระจาย เชื่อถือไม่ได้

แม้ว่าคุณจะมีการการเก็บข้อมูลไว้ในไฟล์อย่างดี มีการเรียบเรียงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ถ้าในกรณีที่ทีมขายของคุณมีแค่คนเดียวก็คงไม่เกิดปัญหาอะไรขึ้น แต่เมื่อใดก็ตามที่ทีมขายของคุณมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ข้อมูลต่างๆที่อัพเดทบนไฟล์แต่ละอันอาจจะไม่เหมือนกัน และแม้ว่าคุณจะแก้ปัญหาโดยให้มีการวางไฟล์ไว้ที่ส่วนกลางและให้อัพเดทที่ไฟล์นั้นไฟล์เดียว การจัดการอนุญาตสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลก็เป็นไปได้ยาก และเมื่อมีการแก้ไขคุณก็รู้ได้ยากว่าใครเป็นคนแก้ไข ทำให้ข้อมูลดีลในระบบอาจจะลดลง forecast ที่เคยทำไว้อาจจะเปลี่ยนไป ระบบจัดการข้อมูลลูกค้าไม่มีประสิทธิภาพสุดท้ายก็ส่งผลโดยตรงกับการวางแผนจัดการทีมขาย

2.มองเห็นแต่ผลลัพท์

เพราะโดยปกติบริษัทมักจะเก็บข้อมูลการเข้าพบลูกค้าในรูปแบบที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ทำให้มักที่จะขาดรายละเอียดต่างๆที่จำเป็นต่อการวิเคราะห์ลูกค้า เช่น รายละเอียดในการเข้าพบลูกค้า และมักจะเก็บแค่สถานะของลูกค้ารายนั้นๆทำให้สุดท้ายแล้วไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะทำให้เกิด Customer experience ที่ดี และถึงแม้ว่าคุณจะเพิ่มฟิลด์ต่างๆเข้ามามากมาย แต่ด้วยตัว Excel หรือโปรแกรมอื่นๆที่ไม่ได้สร้างมาเพื่อรองรับการจัดการข้อมูลกิจกรรม สุดท้ายแม้คุณจะได้ผลลัพธ์จากการพบลูกค้า แต่ก็จะขาดข้อมูลในส่วนดำเนินการไปอยู่ดี

3.รายงานรวบรวมได้ยาก

สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับองค์กรทั่วๆไปสำหรับการทำรายงานการขายเลยนั่นคือ จะมีคนๆนึงที่คอยรวบรวมข้อมูลจากพนักงานขายหลายๆคน เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมารวมเป็นไฟล์เดียวกัน และนำเสนอในที่ประชุมทีมขายกันต่อไป แต่ปัญหาที่เจอหลักๆเลยก็จะเริ่มตั้งแต่การรวบรวมข้อมูลที่เซลล์แต่ละคนกว่าจะส่งไฟล์มาให้ก็ใช้เวลานาน และ format ที่ส่งมาก็อาจจะไม่เหมือนกัน 100% ทำให้การรวมไฟล์ยิ่งกินเวลาเข้าไปใหญ่ สุดท้ายก็ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะได้ไฟล์รายงานการขายมา ข้อมูลก็เป็นข้อมูลเก่าไปเรียบร้อยแล้ว โปรแกรม CRM บริหารงานขายปัจจุบันสามารถเข้าดูรายงานได้ทันที ทำให้ประหยัดเวลาและมีข้อมูลในการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว

4.การแจ้งเตือนและทำงานเป็นทีมลำบาก

อีกเรื่องที่สำคัญและพบว่าแม้แต่คนที่บริหารทีมขายเก่งๆยังอาจจะละเลยเรื่องนี้ไปคือการติดตามลูกค้า เพราะสุดท้ายแล้วข้อมูลที่ได้มาก็เป็นข้อมูลที่รายงานมาจากคนในทีม ซึ่งบางครั้งเค้าอาจจะลืมตามลูกค้าแต่แจ้งในทีมว่าติดตามเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นแล้ว CRM จึงเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากเพราะ นอกจากจะต้องบันทึกกิจกรรมลงในระบบแล้ว ระบบยังมีการแจ้งเตือนเรื่องการติดตามลูกค้าผ่านมือถืออีกด้วย ช่วยป้องกันและลดปัญหาการลืมตามลูกค้า และที่สำคัญเพราะทุกคนอยู่บนระบบเดียวกันและเป็นระบบเรื่องงานโดยเฉพาะทำให้การสื่อสารเป็นทีมทำได้อย่างง่ายดายมากขึ้น

5.ยากต่อการปรับปรุงกระบวนการขาย

และสิ่งที่สำคัญมากๆเลยก็คือด้วยระบบการจัดการลูกค้าแบบเก่าๆ ข้อมูลทุกอย่างจะถูกผูกติดกับเซลล์และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือข้อมูลลูกค้าทั้งหมดหายตามไปด้วย และแม้ว่าจะมีข้อมูลหลงเหลืออยู่เซลล์คนใหม่ที่เข้ามาก็ต่อไม่ติด ไม่รู้ว่าการเจรจาไปถึงขั้นตอนไหนแล้วบ้าง CRM จึงเข้ามามีส่วนช่วยอย่างมาก และนอกจากนั้นยังทำให้บริษัทมีการสร้างมาตรฐานในการติดต่อลุกค้า เพราะเซลล์แต่ละคนมีพื้นฐานในการจัดการการขายไม่เหมือนกัน โปรแกรม CRM จะช่วยตั้งแต่ให้การทำงานเป็นไปตามขั้นตอนมาตรฐาน เช่น การเก็บ Lead ติดตาม สร้างดีล สร้างแผนงานขาย ช่วยลดระยะเวลาในการเทรนเซลล์ใหม่ลง และมีการทำงานที่อยู่ในกรอบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog: www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

Customer experience คืออะไร แล้วทำไมถึงสำคัญนัก?

ถ้าหากตอนนี้เราถามคุณว่าครั้งล่าสุดที่คุณได้รับการบริการแย่ๆจากบริษัทนั้นคือตอนไหน เชื่อได้เลยว่าคุณคงจะนึกได้อย่างรวดเร็วสำหรับเหตุการณ์นั้นๆที่เกิดขึ้น รวมไปถึงความรู้สึกแย่ๆและแน่นอนว่าคุณคงตั้งมั่นว่าจะไม่ใช้บริการจากบริษัทนี้อีก เผลอๆแล้วคุณคงจะเที่ยวไล่บอกคนรอบข้างว่าถึงประสบการณ์แย่ๆเหล่านั้น และนั่นก็เช่นเดียวกันกับเมื่อคุณได้รับการบริการลูกค้าที่น่าประทับใจ เชื่อหรือไม่ว่าการที่ลูกค้ารู้สึกดีกับการบริการแล้ว ยังส่งผลให้ยอดการสั่งซื้อมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นได้อีกด้วย ดังนั้นแล้วการแข่งขันในปัจจุบันนอกจากในเรื่องสินค้าแล้ว Customer experience ก็กลายมามีบทบาทสำคัญมากๆในโลกธุรกิจทุกวันนี้ บริษัททั้งหลายต่างมองหาวิธีที่จะทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์บริการที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรม CRM การตั้ง KPI ทีมขายและทีมบริการ

Customer Experience คืออะไรกันแน่?

อันที่จริงแล้ว Customer experience นั้นไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรเลย หากจะพูดเป็นภาษาง่ายๆก็คือความประทับใจที่ได้จากบริษัท และทำให้ลูกค้าของบริษัทนึกถึงแบรนด์ นึกถึงความรู้สึกดีๆที่เกิดขึ้นระหว่างการซื้อไปจนถึงใช้ผลิตภัณฑ์เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการที่ลูกค้าจะได้รับความประทับใจจากบริษัทเราได้นั้นต้องเกิดจากความร่วมใจของ 2 ส่วนด้วยกัน คือผลิตภัณฑ์ และผู้ให้บริการ แต่บริษัทมักจะเข้าใจผิดว่า Customer experience เกิดจากการบริการเพียงฝั่งเดียวเท่านั้น

แน่นอนสำหรับผลิตภัณฑ์นั้นถ้าเป็นของใช้ที่ต้องใช้ เราก็จะมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเรารู้สึกอย่างไรกับของชิ้นนั้น แต่สำหรับประสบการณ์แย่ๆในเคสของผลิตภัณฑ์ที่จับต้องไม่ได้อย่างซอฟต์แวร์นั้น อยากให้ลองนึกภาพถึงโปรแกรมบนมือถือ หากโปรแกรมไม่ได้มีการออกแบบเรื่อง Customer journey อย่างดี คุณก็จะพบเรื่องที่ทำให้รู้สึกแย่ๆได้ตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานที่ยากลำบาก เมนูที่วางแล้วแล้วรู้สึกกดใช้งานได้ไม่ถนัด คำพูดหรือสีไอคอนต่างๆที่ไม่สื่อ หรือแม้กระทั่งปัญหาเล็กๆน้อยๆอย่างเช่นเรื่องของระบบการลืมรหัสผ่าน หรือการลบ Account ที่ทำได้ยาก

ความสำคัญของ Customer Experience

Customer experience นั้นสำคัญมากๆสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท  ถ้าลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีจากแบรนด์ นั่นก็ไม่อยากที่จะเปลี่ยนจากลูกค้าธรรมดาจนกลายเป็นลูกค้าที่จงรักภักดีในแบรนด์ ที่จะส่งผลให้ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้นอีกมาก และที่เหนือสิ่งอื่นใดการบอกต่อเป็นพลังการขายที่สำคัญมากในยุคนี้

ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมานี้ยังมีอีกปัจจัยที่ทำให้ Customer experience มามีอิทธิพลอย่างมาก และความควบคุมอยู่ในมือของผู้ซื้อมากกว่าคนขาย และนั่นก็คือการทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ ที่ทำให้ลูกค้ามีตัวเลือกมากขึ้นกว่าที่เคย และนอกจากนั้นยังสามารถแชร์และรีวิวธุรกิจคุณได้เพียงแค่ปลายนิ้ว และนั่นเองทำให้ถ้าหากคุณเก่งในเรื่อง Customer experience แล้วล่ะก็ธุรกิจคุณจะเติบโตไปได้ไวมาก ๆ Brand ใหญ่ๆจึงเริ่มหันมาทำระบบ Customer relationship management กันอย่างมากมาย โปรแกรม CRM เลยยิ่งมามีบทบาทสำคัญในยุคนี้มากๆ เพราะคุรจะดูได้ทันทีว่าพนักงานขายไปพบลูกค้าจริงหรือไม่ มีรายละเอียดการเข้าพบอย่างไรบ้าง มีการติดตามลูกค้าบ้างรึเปล่า จัดการแก้ไขปัญหาได้เรียบร้อยดีหรือไม่

ในบทบาทของคนทำธุรกิจก็ถึงเวลาแล้วที่ต้องลองถามตัวเองดูว่ามีประสบกาณ์อะไรที่แย่ๆที่เราเคยได้รับจากตัวสินค้า หรือจากการบริหารทีมขายของบริษัทคู่ค้าบ้าง และเริ่มประเมินว่าจะจัดการตรงนี้ได้อย่างไร – สุดท้ายสิ่งเหล่านี้จะตอบแทนคุณด้วยการเติบโตของธุรกิจนั่นเอง

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog: www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

สรุปย่อกลยุทธ์การขายน่ารู้ ฉบับเข้าใจง่าย

ในไกด์นี้ Venio เราก็จะมาสรุปในเรื่องกลยุทธ์การขายในหัวข้อต่างๆแบบเข้าใจง่ายให้ฟังกันอย่างย่อๆ ซึ่งการที่คุณรู้ถึงกลยุทธ์ต่างๆเหล่านี้จะช่วยให้ Lead เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ และยิ่งไปกว่านั้นคือปิดดีลได้ง่ายขึ้นด้วย และการที่เราเข้าใจและมีการนำไปใช้นั่นหมายความว่าทีมขายคุณจะล้ำหน้าคู่แข่งไปอีกหลายขั้นเลยทีเดียว

มีการเซ็ตเป้าหมายที่แน่ชัดในแต่ละขั้นตอน

แน่นอนว่าสำหรับการบริหารทีมขายนั้นจะมีการเซ็ตเป้าขายเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่หากมีการเก็บข้อมูลลูกค้า ดีลต่างๆที่เกิดขึ้นจะทำให้เราสามารถเซ็ตเป้าหมายได้ละเอียดกว่านั้นมาก และที่สำคัญความเป็นไปได้ที่จะประสบผลสำเร็จในแต่ละขั้นตอนก็จะมากขึ้น สำหรับการเซ็ตเป้าหมายนั้นเป้าขายเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะถ้าหากเราเข้าใจในเรื่อง Customer journey ดีแล้วล่ะก็ เราจำเป็นต้องมีเป้าหมายในแต่ละสเตจที่แตกต่างกันตั้งแต่การหาลูกค้าที่สนใจในผลิตภัณฑ์ (Lead) การเข้าพบลูกค้า การนำเสนอProposalหลังการพบลูกค้า การต่อรอง และที่สำคัญที่สุดดีลที่เกิดขึ้น หากคุณอยากให้เป้าขายที่ถูกตั้งมาสามารถปิดได้แล้วล่ะก็ การตั้งเป้าหมายในแต่ละสเตจเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆเพราะจะทำให้คุณรู้ถึงทิศทางและช่องทางในการจัดการลูกค้า นอกจากนี้ยังทำให้ทีมของคุณเห็นภาพรวมที่เกิดขึ้นอีกด้วย การมีโปรแกรม CRM หรือ Tool ที่ใช้ในการติดตามผลแต่ละอันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณเข้าใจ Process ที่เกิดขึ้นระหว่างการขายได้มากขึ้น

ต้องมีการวัดผลอย่างจริงจัง

บ่อยครั้งที่ในช่วยแรกของการวางแผนทุกอย่างดูราบรื่นและดูน่าตื่นเต้น แต่เมื่อจบไตรมาสแล้วกลับพบว่าเป้าขายไม่สามารถปิดได้ตามที่ต้องการ ดีลต่างๆที่เกิดขึ้นไม่สามารถจบลงได้ และสิ่งสำคัญที่สุดคือในทีมขายนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมผลลัพธืจึงเป็นเช่นนี้ หลักๆก็เกิดจากการที่ขาดการวัดผลในแต่ละอย่างอย่างจริงจัง วันนี้เราเลยจะยกตัวอย่างบางส่วนให้ฟังว่าอะไรที่เราสามารถวัดผลได้บ้าง

การตามลูกค้า - ต้องบันทึกกิจกรรมที่เกิดขึ้นกับลูกค้าทั้งหมด วันที่ติดต่อมา เวลาที่ใช้ในการติดต่อกลับ มีไปพบแล้วกี่ครั้ง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร

เวลาในการปิดจบดีล – ควรที่จะมีการ track อยู่เสมอเพื่อที่เราจะได้รู้ว่า Sales cycle อย่างไร

คนที่สนในใจในผลิตภัณฑ์ (Lead) – จำนวน Lead ที่เข้ามาในแต่ละเดือน จำนวน Lead ที่มีคุณภาพ เวลาที่ใช้ในการตดต่อกลับ conversion ที่เกิดขึ้น

จะเห็นได้ว่ามีหลายปัจจัยมากมายที่เราสามารถวัดผลแล้วเอามาเก็บเป็นข้อมูลเพื่อช่วยในการวางกลยุทธ์ต่อเนื่องได้อย่างมากมาย หากคุณยังไม่มีมาตรวัดเหล่านี้แล้วล่ะก็จำเป็นต้องรีบทำโดยด่วน

รู้จักลูกค้าให้ดีขึ้นก่อนนำเสนอ

สิ่งหนึ่งที่ทีมขายมักจะรู้ดีคือเรื่องของผลิตภัณฑ์ตัวเองแต่มักจะชะล่าใจในส่วนของลูกค้าไป และมักจะพยายามบอกเลาข้อดีของผลิตภัณฑ์ตนเองเท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้วสิ่งที่เราควรรู้และเป็นประโยชน์ๆมากเลยในการนำเสนอสินค้าคือ เกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจลูกค้า อะไรคือ Pain point ที่เกิดขึ้น และถ้าเรารู้สิ่งนี้แล้วก็จะทำให้วางแผนในการพบลูกค้าได้อย่างแยบยลมากขึ้น ทำให้สามารถนำเสนอถึงสิ่งที่ตรงกับปัญหาความต้องการได้ทันที เมื่อรู้แบบนี้แล้วอย่าลืมที่จะทำความรู้จักกับธุรกิจของลูกค้า รวมไปถึงสอบถามเพิ่มเติมถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น และถ้าเป็นไปได้แล้วล่ะก็รวมไปถึงผลิตภัณฑ์และงบประมาณที่ลูกค้ากำลังใช้และมองหาอยู่ ก็จะช่วยให้การปิดดีลทำได้อย่างดีและรวดเร็วมากขึ้น

ใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการติดตามลูกค้า

ปัญหาประการใหญ่ๆที่เรามักพบเจอสำหรับทีมขายเลยคือเรื่องของการติดตามลูกค้า ทีมขายมักจะถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปจากสิ่งต่างๆที่มีมากมาย ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นเลยคือการที่ติดต่อลูกค้าไปแล้วถ้าติดต่อไม่ได้หรือลูกค้ายังไม่ได้ตัดสินใจซื้อในตอนนี้นั้น พนักงานขายก็มักจะเลือกที่จะละเลยลูกค้าคนนั้นไป หรือในกรณีที่เกิดขึ้นบ่อยๆคือตั้งใจไว้ว่าจะติดต่อกลับอีกทีในตอนหลัง แต่ท้ายที่สุดแล้วหากวันหนึงๆต้องมีการโทรหาลูกค้าจำนวนมาก หากไม่มีการจัดการที่ดีแล้วสุดท้าย Lead รายนั้นๆก็ถูกทิ้งไป และแย่กว่านั้นก็คือผู้จัดการฝ่ายขายเองอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทีมเคยได้ Lead นี้มาก่อน ซึ่งปัจจุบันเทรนด์ของ Customer centric มาแรงทำให้หลายบริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องของ Customer experience กันมากขึ้น และโปรแกรม CRM ก็เข้ามามีบทบาทในส่วนนี้สูงมาก เพราะนอกจากจะทำให้เห็นภาพรวมของลูกค้าทั้งหมดแล้ว ยังสามารถบันทึกสถานะทีเกิดขึ้นในระบบได้ รวมไปถึงการแจ้งเตือนเข้ามือถือของพนักงานขายที่รับผิดชอบแยกรายคนได้เลย

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog: www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

Customer centric กับเทรนด์ที่ต้องจับตามอง

นอกจากการออกแบบและทำสินค้าหรือบริการให้ออกมายอดเยี่ยมแล้ว ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงนั้นคือ end user หรือลูกค้านั้นเอง ด้วยเหตุที่ว่าการดำเนินธุรกิจในทุกวันนี้ การแข่งขันนั้นสูงมากๆ สินค้าและบริการก็มีให้เลือกหลากหลาย ตัวเลือกในการประกอบการตัดสินใจ ทั้งยี่ห้อ รุ่น รูปแบบ ทำให้ลูกค้านั้นมีโอกาสในการที่จะเปลี่ยนการตัดสินใจได้ตลอดเวลา ไหนจะการร้องเรียนของลูกค้าที่สามารถกระจายได้อย่างทั่วถึงผ่านโซเชียลมีเดีย หากองค์กรบริหารการทำงานและบริหารทีมขายแบบลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (customer centric) ปัญหาเหล่าก็จะหมดไป


เรามาดูกันว่าการบริหารงานแบบ customer centric (ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง) นั้นคืออะไร?

Customer centric นั้นจะแตกต่างจาก Product centric ที่มุ่งเน้นในการสรรสร้างและผลิตสินค้าและบริการ customer centric จึงเปรียบเสมือนการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มีแนวคิดการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าให้ดีที่สุด มีความรู้ความเข้าใจว่าลูกค้าของเราเป็นอย่างไร ต้องการอะไร ชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อมุ่งเน้นการตอบโจทย์ของลูกค้ามากกว่ายอดขาย เพราะการที่ลูกค้ายิ่งชอบองค์กรมากเท่าไร จะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นนั้นเอง พนักงานทั้งบริษัทตั้งแต่เด็กฝึกงานไปยันผู้บริหารล้วนมีส่วนเกี่ยวข้อง และมีความรู้ความเข้าใจ มีการวางแผนที่เป็นหนึ่งเดียวในการสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า พนักงานแต่ละคนไม่ได้มีหน้าที่เพียงทำงานให้เสร็จไปวันๆ แต่ยังสามารถช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าเพื่อให้ตัวเค้าเองนั้นรู้สึกเหมือนเป็นคนพิเศษด้วย


รู้จักลูกค้าให้ลึกมากขึ้น การเข้าพบลูกค้าบ่อยๆ เป็นอีกหนึ่งวิธีเพื่อรับฟังข้อแนะนำหรือปัญหาจาการใช้งาน มีเวลาเข้าพบลูกค้าอยู่ทุกระยะ เหมือนแสดงเจตจำนงว่าอยากพบลูกค้าให้มากที่สุด พูดคุยสอบถามเพื่อให้ลูกค้าบอกความต้องการ ฟังอย่างตั้งใจ และเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง นี่คือแนวทางการรู้จัก เพราะหัวใจสำคัญคือการเน้นสร้างความสัมพันธ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า หากมีโปรแกรมบริหารงานขายที่ดีเอาไว้คอยช่วยทีมขายทำงานจะดีมาก การทำงานด้วยวิธีแบบเก่าอาจจะยังไม่ตอบโจทย์ในเรื่องของการเก็บข้อมูลที่แม่นยำมากนัก เทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกสมัยใหม่ก็เป็นตัวช่วยที่ดีในเวลานี้เช่นกัน เพราะฉะนั้นโปรแกรม crm จึงจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเก็บข้อมูล วางแผนเข้าพบลูกค้า แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้งานของลูกค้า และนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประโยชน์เพื่อตอบสนองความต้องการอย่างรวดเร็วนั้นเอง


สรุปได้ว่าการสร้างประสบการณ์ที่ดี (customer experience) ให้กับลูกค้านั้นคือตัวการสำคัญ โดยใช้มีแนวคิด การจัดการ การบริหารแบบลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (customer centric) เป็นที่ปรึกษาคอยแนะนำสิ่งต่างๆ มุ่งเน้นที่จะนำเสนอประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ ขับเคลื่อนองค์กรเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า และเพิ่มยอดขายในที่สุด    

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog: www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

เคล็ดไม่ลับสำหรับปิดดีล

ทักษะการเจรจาเป็นเทคนิคที่สำคัญมากที่จะช่วยให้งานด้านการขายเป็นไปได้อย่างที่ใจหวัง การเจรจาที่ดีย่อมเป็นบ่อเกิดแห่งความ "น่าเชื่อถือ"และ "ปิดการขาย"มาลองปรับเปลี่ยนมุมมองของทีมขายและจัดระบบทีมขายให้มั่นใจว่าทีมขายของคุณมีทักษะเหล่านี้ เพื่อเป็นนักเจรจาที่สามารถปิดการขายได้ทุกดีลอย่างมืออาชีพ  

การเอาชนะ  

ความล้มเหลวในการเจรจาอาจเกิดขึ้นได้หากทั้งสองฝ่ายคิดว่าการเจรจาเป็นการเกมการต่อสู้ที่ไม่มีบทสรุปร่วมกัน มีแต่ผู้ชนะและผู้แพ้ การเจรจาระหว่างลูกค้านั้นควรถือเป็นโอกาสสำหรับการแก้ไขปัญหาร่วมกัน เปลี่ยนการต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามให้เป็นการร่วมแก้ไขปัญหาไปด้วยกัน การต่อรองจึงเป็นการทำงานร่วมกันของหลายฝ่ายในการแก้ปัญหาเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดต่อทุกฝ่ายนั่นเอง 

อย่าปล่อยอารมณ์อยู่เหนือเหตุผล 

เป็นเรื่องง่ายการเจรจาที่ยาวนานที่มองไม่เห็นเป้าหมาย ทำให้อารมณ์เริ่มร้อนและไม่มีเหตุผล หากคุณเริ่มได้ยินเสียงการเต้นของชีพจรที่หู บางครั้งการพักเจรจาเป็นเรื่องที่ดี เวลาประมาน 15 นาทีอาจเป็นเปิดโอกาสที่ดีสำหรับทั้งสองฝ่ายในการปรับเปลี่ยนอารมณ์และความคิดใหม่ว่าที่แท้จริงแล้วพวกเขากำลังต้องการสิ่งไหนกันแน่  

เป็นนักฟังที่ดี  

สำหรับทีมขายหรือนักเจรจาไม่ใช่แค่เพียงทักษะการพูดที่จำเป็นต้องมี แต่ยังต้องมีทักษะการฟังที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ทีมขายบรรลุเป้าหมายได้ ทักษะการฟังที่ดีนั้นต้องเป็นผู้ฟังที่เข้าใจถึงความหมายที่ผู้พูดสื่อออกมาได้อย่างแท้จริง การสังเกตลักษณะท่าทาง การใช้คำพูดและโทนเสียง ก็เช่นกัน ดังสุภาษิตว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง  

รู้จุดแข็งของตัวเอง 

คุณต้องรู้จักตัวเองหรือสินค้ามากพอที่จะมองเห็นประโยชน์ของมันในปรับใช้ในการเจรจา ของแต่ละอย่างหรือคนแต่ละคนมีจุดแข็งที่แตกต่างกันไป เมื่อเราเป็นนักฟังที่ดี เข้าใจถึงปัญาอย่างแท้จริงแล้ว การนำจุดแข็งมาปรับใช้กับปัญหาในการจรจาจึงส่งมีผลกระทบต่อผลของการเจรจาของแต่ละคนออกมาแตกต่างกันนั่นเอง  

มีเป้าหมาย  

สิ่งสำคัญสิ่งสุดท้ายในการเจรจาก็คือ เป้าหมาย บางครั้งการเจรจาที่ยาวนานอาจจะทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนเทคนิคหรือแผนเพื่อรองรับปัญหาที่เกิดขึ้นและจุดแข็งของเรา  ส่งผลให้เป้าหมายที่ตั้งไว้ของคุณของคุณคลาดเคลื่อนโดยไม่รู้ตัว เพื่อให้ผลเจรจาใกล้เคียงกับสิ่งที่ตัวคุณต้องการมากที่สุด ในระหว่างการเจรจาต้องคำนึงถึงเป้าหมายของเราอยู่เสมอ  


ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

5 วิธีก้าวข้ามอุปสรรคในงานขาย

สำหรับนักขายหลายๆท่านเมื่อพูดถึงเรื่องอุปสรรคสำหรับการขายที่เคยเจอมา เชื่อได้เลยว่าคงไม่พ้นเรื่องการบริหารจัดการเวลาอย่างแน่นอน วันนี้เราได้รวบรวมฟีดแบ็คจากเซลล์หลายๆท่านที่เราไปเจอ และบทความในอาทิตย์นี้เราก็จะมาคุยในเรื่องของอุปสรรคที่นักขายมักจะต้องเจอ และวิธีที่จะช่วยก้าวข้ามผ่านมันและทำให้เรากลายเป็นสุดยอดนักขาย 

การจัดการเวลา

ปัญหาที่นักขายจำนวนมากเจอเลยคือการจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ แนะนำอย่างนี้ครับให้คิดเสมอว่ายิ่งเราทุ่มเทให้กับการขายมากเท่าไรนั่นคือโอกาสที่มามากขึ้น และนั่นหมายถึงการต้องทำการบ้านก่อน เช่นก่อนไปพบลูกค้า หลังพบลูกค้า จะติดตามดีลกันอย่างไร ซึ่งตรงจุดนี้โปรแกรม CRM จะเข้ามามีบทบาทเป็นผู้ช่วยที่สำคัญมากๆ แต่หากยังไม่มีงบตรงส่วนนี้ก็อาจจะเริ่มใช้ Excel ไปก่อนก็ได้

การถูกปฎิเสธ

เซลล์ร้อยทั้งร้อยรับรองว่าต้องเคยถูกปฎิเสธกันมาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการไปตกลงสั่งซื้อกับเจ้าอื่นแทนทั้งๆที่เหมือนจะปิดดีลได้แล้ว หรือบางครั้งโดนปฎิเสธตั้งแต่ขั้นตอนการขอเข้าพบลูกค้าเลยทีเดียว ซึ่งสำหรับนักขายแล้วจะเป็นอะไรที่เฟลสุดๆ แต่อย่างไรก็ตามเราสามารถแก้ปัญหานี้ได้ง่ายๆด้วยการทำนัดหมายเยอะๆ พยายามเข้าพบเสนอขายลูกค้าบ่อยๆ เป็นเหมือนการฝึกให้เราชินกับการขายนั่นเอง

บางครั้งคุณรู้มากเกินไป

คำว่ารู้มากในที่นี้คือคุณรู้โปรดัคส์ตัวเองอย่างท่องแท้ทั้งในทั้งนอก คุณรู้ทุกผลิตภัณฑ์ที่มีบนท้องตลาด คุณรู้ถึงข้อดีข้อเสียของผลิตภัณฑ์ตนเอง ซึ่งจริงๆแล้วต้องบอกว่านี่เป็นสิ่งที่ดีมากๆ แต่สำหรับพนักงานขายบางคนกลับกลายมาเป็นหอกที่ทิ่มแทงตัวเอง เพราะเมื่อมีการพูดคุยกับลูกค้าแล้วรู้ว่าเค้ากำลังเปรียบเทียบกับเจ้าไหนอยู่ ทำให้เกิด Mindset ที่ว่าเราต้องสู้ไม่ได้แล้วแน่ๆเลย อันที่จริงแล้วการขายในปัจจุบันนี้ไม่ได้แพ้ชนะกันที่โปรดัคส์ทั้งหมดอีกต่อไป เพราะ Customer centric มากขึ้น และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมคุณควรใช้โปรแกรม CRM เพื่อการดูแลลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

ายไม่ได้สักที

เซลล์จำนวนมากไม่อาจประสบความสำเร็จในงานขายได้ เพราะทำตัวเองเป็นแค่เซลล์ที่มีหน้าที่ขายปิดยอดแล้วก็จบงานกลับบ้าน แต่จากเทรนด์ในปัจจุบันลูกค้าต้องการมากกว่านั้น นั่นหมายความว่าคุณนอกจากจะขายของแล้ว ยังต้องให้บริการการขายที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย หากมีเคสหรือปัญหาอะไรก็ไม่ควรจะปล่อยให้ตกหล่น และถ้าจะให้คำแนะนำอาจจะกำปั้นทุบดินไปนิดนึงแต่พนักงานขายในปัจจุบันจำเป็นต้องเรียนรู้ตลอดเวลา ทั้งตลาดในปัจจุบัน ข้อมูลข่าวสารรอบตัว เพื่อต่อยอดในการพูดคุยกับลูกค้า และช่วงชิงความได้เปรี่ยบในการขาย

ไม่รู้จะจัดการดีลอย่างไรดี

ปัญหาคลาสสิคอีกอันที่เซลล์หลายๆท่านพบเจอคือมีลูกค้าเข้ามามากเกินไป และมันก็กลายมาเป็นอุปสรรคเพราะสุดท้ายแล้วการตามงานทำได้ไม่มีประสิทธิภาพ ตรงนี้สามารถแก้ได้ง่ายๆด้วยการลิสท์ลูกค้าทั้งหมดออกมาและทำการจัดลำดับความสำคัญตามมูลค่าดีล ตามโอกาสในการปิดการขาย ซึ่งตรงนี้อาจจะเป็นงานที่น่าปวดหัวมากพอตัวหากทำผ่านระบบ manual เราจึงแนะนำให้หาโปรแกรมบริหารงานขายดีๆสักตัวมาใช้ และการจัดการดีลก็จะง่ายขึ้นเป็นเท่าตัว


ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

7 หลักการเลือก CRM มาใช้งานแบบไม่ผิดหวัง

ตอนนี้ระบบ CRM ก็เข้ามามีบทบาทในการบริหารทีมขายมากขึ้น บริษัทต่างๆก็เริ่มหันมามองหาระบบจัดการทีมขายเพื่อการดูแลลูกค้าที่ดีขึ้น ทีนี้ปัญหาที่มักเกิดขึ้นคือ พอเลือก CRM เข้ามาใช้งานในบริษัทแล้วกลับพบว่ามันไม่ได้ตอบโจทย์อย่างที่คิด ลงทุนเงินไปก็มากมายแล้วสุดท้ายก็ต้องติดอยู่กับโปรแกรมจัดการงานขายที่แทบไม่ได้ใช้งาน เชื่อว่าเราคงไม่อยากให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ดังนั้นแล้ววันนี้เราจะมาสอนถึงหลักการเลือก CRM ให้ไม่ต้องผิดหวังกัน

คำนึงถึงผู้ใช้งานเป็นหลัก

ข้อแรกและเป็นข้อที่สำคัญเลยคือ บริษัทจำนวนมากจะมองที่ผู้บริหารเป็นหลักว่าต้องการโปรแกรมบริหารงานขายแบบไหน ต้องมีรีพอร์ตอย่างไร แต่กลับลืมคิดถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดคือผู้ใช้งาน แน่นอนว่าไม่ว่าโปรแกรมจะตอบโจทย์ผู้บริหารได้มากเพียงใด แต่ถุ้ดท้ายแล้วพนักงานขายของคุณไม่ยอมใช้งานมัน ข้อมูลที่ผู้บริหารต้องการก็ไม่อาจมีได้ การเลือกระบบ CRM จึงควรคำนึงถึงเซลลืเป็นหลักว่าหน้าจอมีการทำงานที่ง่าย ตอบโจทย์ฝั่งขายด้วยหรือเปล่า

เลือกระบบที่เป็น Cloud

มาอีกข้อนึงที่มักจะเป็นคำถามที่หลายๆคนต้องขบคิดมากมายเลยทีเดียวคือจะเลือกระบบที่ต้องตั้งเซิพเวอร์เองหรือเอาคลาวด์ไปเลยดีนะ แต่คลาวด์ก็ต้องมาจ่ายรายเดือน เราฟันธงให้เลยว่าให้เลือกระบบคลาวด์ครับ เพราะ Cloud CRM นั้นมีข้อดีมากมายไม่ว่าจะเรื่องการเข้าถึงข้อมูล ความปลอดภัย โปรแกรมที่อัพเดทให้ตลอดเวลา เมื่อมีบัคอะไรก็สามารถแจ้งทีมงานได้ ที่สำคัญไม่ต้องลงทุนระบบและจ้างพนักงานไอทีที่เราไม่มีความชำนาญด้านนี้อีกด้วย

เลือกฟีเจอร์ที่ใช้งานได้จริง

บ่อยครั้งที่ก่อนการตัดสินใจมักจะเปรียบเทียบหลายๆเจ้าและ สุดท้ายก็เลือกดูจากฟีเจอร์ที่มีเยอะๆแล้วน่าจะดีกว่า อันที่จริงแล้วเราควรตั้งคำถามก่อนว่าเราอยากได้อะไรจากการใช้งานระบบ CRM นี้ และคุยลึกกับผู้ใหบริการ CRM ว่าโปรแกรมอันนี้ตอบโจทย์เราได้สักเท่าไร เพราะสุดท้ายแล้วฟีเจอร์ที่มีมาเยอะๆ จาหลายๆครั้งก็ไม่อาจใช้งานได้จริง

Mobile first

ระบบ CRM ที่ดีนั้นควรจะต้องทำงานผ่านมือถือได้ทั้งสองระบบไม่ว่าจะเป็น android หรือ iOS และที่สำคัญการออกแบบโปรแกรมควรทำมาเพื่อมือถือตั้งแต่ต้น เพราะหากเป็นแค่การแปลงระบบมาเมื่อคุณใช้งานไปเรื่อยๆก็จะพบว่าบางส่วนใช้งานได้ไม่ดีเท่าที่ควรอันเนื่องมาจากการที่ไม่มีการออกแบบจากระบบ

มี Manual และ training

โปรแกรม CRM ไม่ว่าจะดีแค่ไหนแต่อย่างที่เกริ่นไว้ในตอนแรกหากใช้ไม่เป็นก็ไม่มีประโยชน์อะไร ดังนั้นโปรแกรมที่ดีควรมี knowledge base สำหรับให้เราค้นหาดูข้อสงสัยได้ มีคู่มือสำหรับการใช้งาน และที่สำคัญควรให้บริการเทรนนิ่งให้กับพนักงานเราด้วย เพื่อย่นระยะเวลาการเรียนรู้โปรแกรมให้สั้นลง

มีศูนย์ support

แน่นอนว่าการใช้งานโปรแกรมหนึ่งๆย่อมต้องมีปัญหาที่เราเกิดข้อสงสัย เช่นถ้าเราต้องการเก็บข้อมูลลูกค้าจะทำอย่างไร จะสร้างแผนงานเข้าพบลูกค้าอย่างไร ดังนั้นแล้วต้องมั่นใจว่าเมื่อเราต้องการคำตอบจะสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้

ไม่ทิ้งกันกลางคัน

ข้อนี้ก็เป้นสิ่งที่สำคัญามากเพราะบางครั้งหลายๆองค์กรเลือกซื้อกับบริษัทในแนว startup ซึ่งมักจะยอมขายให้ในราคาที่ถูกมากๆ แต่สุดท้ายแล้วลืมคิดไปในเรื่องความมั่นคงของตัวบริษัทที่ startup หลายๆรายมักล้มหายตายจากไปในเวลาอันรวดเร็ว สุดท้ายโปรแกรมก็ไม่สามารถใช้งานต่อได้ การบริหารทีมขายของคุณก็จะสะดุดตามไปด้วย

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่ 
Blogwww.veniocrm.com/blog 
Facebookwww.facebook.com/veniocrm