7 เหตุผลทำไมคุณควรใช้ sales CRM

การขาย ณ ปัจจุบันนี้เราก็คงปฎิเสธไม่ได้ว่ามีความซับซ้อนมากขึ้น แต่ก่อนเรารู้จักแค่คำเดียวคือลูกค้า แต่การขายทุกวันนี้เริ่มวัดกันตั้งแต่ Lead เทคโนโลยีที่ช่วยเกี่ยวกับการขายจึงผุดขึ้นมามากมายเหมือนดอกเห็ด วันนี้ Venio เราก็กลับมาอีกครั้งกับบทความที่จะมาช่วยคุณรู้ถึงข้อดีของโปรแกรม sales CRM ให้มากกว่าเดิม

1. ช่วยเรื่องการดูแลลูกค้า

ด้วยระบบ CRM นอกจากจะช่วยเรื่องการบริหารทีมขายแล้ว ยังมีประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับเลยเต็มๆคือเรื่องของ customer service ที่ดีขึ้นมาก เพราะการติดต่อกับลูกค้าทุกอย่างจะถูกบันทึกลงบนระบบ ยิ่งปัจจุบันการขายถูกเชื่อมโยงกับ customer centric มากขึ้น ทำให้คุณจะก้าวล้ำกว่าคู่แข่งได้อย่างง่ายดาย

2.ปรับปรุงกระบวนการทำงานขายของเซลล์

ทีมขายจะมีเรื่องต่างๆมากมายในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นการนัดพบลูกค้า ตามลูกค้า อัพเดทข่าวสารต่างๆ และอื่นๆอีกมากมาย และนั่นทำให้เซลล์จำนวนมากขาดการตามลูกค้าที่ดี แต่ด้วยการใช้ระบบ CRM เซลล์ในทีมจะรู้ว่าต้องติดต่อลูกค้าเมื่อไร เพราะมีการแจ้งเตือนตลอดเวลา

3.ข้อมูลบนรายงานที่ดีกว่า

ปกติแล้วข้อมูลการขายจะมีความยุ่งยากซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลลืจำนวนมากชอบทำรายงานการขายกันบน excel ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ปัจจุบันระบบ CRM นั้นจะช่วยสรุปข้อมูลและออก report ต่างๆได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำกว่า

4.ยอดขายที่เพิ่มขึ้น

เพราะการใช้ระบบบริหารงานขายพวก CRM จะทำให้เซลล์ของคุณรู้จักลูกค้าดีขึ้น นั่นหมายความว่าการเสนอขายสินค้าและบริการก็จะตรงจุดมากกว่าเดิมและทำให้การทำแคมเปญต่างๆโดนใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น

5.ทำให้การสื่อสารในทีมดีขึ้น

นอกจากเรื่องการดูแลลูกค้าที่เป็นจุดขายหลักแล้ว แต่การสื่อสารในองค์กรก็จะดีขึ้นอย่างมากๆด้วยเมื่อใช้ระบบ CRM เพราะหัวหน้าสามารถรีวิวแผนที่เกิดขึ้น รู้ถึงสถานะงานของเซลล์ในทีมที่ไปพบลูกค้าตลอดเวลา ว่าเกิดอะไรขึ้นทำให้การสื่อสารกันทุกคนได้รับข้อมูลที่อัพเดทใหม่อยู่ตลอดเวลา

6.พนักงานขายแฮปปี้ขึ้น

เพราะโดยปกติแล้วการทำงานของพนักงานขายไม่ใช่แค่การออกไปพบลูกค้า แต่ยังมีงานเอกสารที่ต้องทำอีกมากมายเช่น เบิกค่าใช้จ่าย สรุปการประชุมลูกค้า รายงานยอดขาย แต่ทั้งหมดนี้ตัว CRM ลดเวลาในการทำงานให้เซลล์เยอะมากๆ โดยเฉพาะกับการทำรายงานที่สามารถเรียกดูผ่าน dashboard แบบเรียลไทม์ได้เลย

7.สนับสนุนงานหลังบ้านด้วยแอดมิน

นอกจากนั้นแล้วระบบ CRM ยังทำให้แอดมินช่วยสนับสนุนงานหลังบ้านได้ดียิ่งขึ้น เช่นหากมีเคสจากลูกค้าเข้ามาจากแต่ก่อนที่เซลลืรับเรื่องมาแต่ยังไม่ได้คำตอบของปัญหานั้น สุดท้ายแล้วลืมตอบลูกค้าไป แต่ด้วยโปรแกรม CRM จะทำให้เคสทุกอย่างแอดมินสามารถเข้ามาช่วยดูแลและ assign กลับให้กับพนักงานขายแต่ละคนได้

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

Cloud CRM vs On-premise แบบไหนที่เหมาะกับคุณ

ก่อนหน้านี้เราก้ได้มีบทความแนะนำเกี่ยวกับระบบ CRM ในเรื่องของ cloud กับความปลอดภัยบนระบบ CRM ทำให้รู้มากขึ้นเกี่ยวกับข้อดีของ โปรแกรม CRM ที่อยู่บนระบบคลาวด์ ทีนี้หลายๆท่านอาจจะยังสงสัยว่าโปรแกรม CRM ก็ยังมีแบ่งแยกเป็น on-premise และ  cloud base แล้วเมื่อองค์กรเราถึงเวลาที่จะต้องใช้โปรแกรมบริหารงานขายและดูแลลูกค้า นอกเหนือจากเรื่องความปลอดภัยยังมีสิ่งใดที่ต้องพิจารณาอีกบ้างไหม

ทำความรู้จักกับ CRM ทั้ง 2 ระบบ

ก่อนอื่นเราจะต้องทำความเข้าใจถึงระบบการให้บริการและการเก็บข้อมูลลูกค้าของทั้ง 2 ระบบกันก่อนว่า แต่ละประเภทมีการทำงานอย่างไร

Cloud CRM: จะมีรูปแบบในการให้บริการโดนเป็นการสมัครใช้งานแบบ subscription โดยอาจเป็นรายเดือน หรือรายปี และตัวผู้ใช้งานก็สามารถที่จะเข้าถึงโปรแกรม CRM ได้ผ่านทางอินเตอร์เน็ต ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายทุกอย่างที่เกี่ยวข้องจะถูกเก็บอยู่บนระบบ Cloud และโฮสอยู่ที่เซิฟเวอร์อื่น ไม่ใช่บนบริษัทของผู้ใช้งานเอง

On-premise: รูปแบบนี้ก็จะเป็นรูปแบบที่องค์กรต่างๆคุ้นเคยกับเป็นอย่างดี จะเป็นการซื้อสิทธิ์ขาดและนับตามจำนวน user license บนระบบ และหลังจากนั้นตัวโปรแกรมและข้อมูลต่างๆจะถูกเก็บลงเซิฟเวอร์ของบริษัท โดยปกติแล้วค่าใช้จ่ายจะเป็นแค่ครั้งเดียว แต่จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากๆๆ เพราะเป็นการซื้อทั้งระบบ และนอกจากนั้นหากต้องการโมดูลไรเพิ่มเติมก็จะมีค่าใช้จ่ายในการพัฒนาเพิ่มเติมอีก

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าองค์กรเราเหมาะกับ CRM แบบไหน?

โดยปกติแล้วทั้งสองระบบจะมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าคุณให้ความสำคัญกับเรื่องใด ทีมงานคุณมีความพร้อมแค่ไหน เราก็ได้รวบรวมสิ่งที่บริษัทและองค์กรชั้นนำส่วนใหญ่นำมาพิจารณาในการตัดสินใจใช้ระบบใดระบบนึง

ความปลอดภัย

สำหรับ on-premise CRM ที่ทุกอย่างอยู่บนเซิฟเวอร์ของตนเองนั้นข้อดีหลักๆเลยคุณจะรู้ได้ตลอดเวลาว่าข้อมูลคุณอยู่บนนี้ และหากตองการปรับแต่งหรือมอนิเตอร์อะไรก็ทำได้โดยง่าย แต่นั่นหมายความว่าคุณต้องมีทีม IT ที่ active ตลอดเวลา ในทางกลับกันสำหรับระบบ cloud นั้นเรื่องของความปลอดภัยจะเป็นสิ่งแรกเลยที่ทุกคนให้ความสำคัญ ทีมที่ดูแลเรื่องคลาวด์จึงเป็นคนที่ชำนาญในด้าน network security มากๆ คุณจึงมั่นใจได้ว่าข้อมูลของคุณจะปลอดภัยอย่างแน่นอน

การเข้าถึงระบบ

ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าทีมขายของคุณที่ต้องออกไปดูแลลูกค้านั้น โดยปกติแล้วอยู่ใน office เป็นส่วนใหญ่หรือมีการออกนอกสถานที่บ่อยๆ ซึ่งถ้ามีการออกนอกบ่อยๆนั้น การใช้ cloud CRM ก็ดูจะเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่าเพราะ Cloud CRM ในปัจจุบันก็จะมีความเป็น mobile friendly สูง สามารถล็อคอินผ่านระบบได้อย่างง่ายดาย แต่กลับกัน On-premise นั้นจะมีการเข้าระบบได้ยากกว่าแต่ถ้าไม่จำเป็นต้องใช้นอกสถานที่ก็เป็นตัวเลือกที่ดีตัวหนึ่ง

การ Customize

โดยปกติสำหรับระบบ CRM แบบ On-premise จะมีให้ปรับแต่งได้อยู่แล้วโดยคิดตามโมดูลที่เพิ่มเติม แต่อย่างไรก็ตามสำหรับ Cloud CRM ด้วยฟีเจอร์มาตรฐานก็จะเป็นฟีเจอร์ที่ทำมาให้เหมาะกับงานขายอยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบัน CRM ที่อยู่บนคลาวด์หลายๆเจ้าก็มีการให้ customize ให้เหมาะกับกระบวนการจัดการในแต่ละบริษัทได้เหมือนกัน

ค่าใช้จ่าย

โดยปกติแล้วสำหรับค่าใช้จ่ายของ On-premise มักจะมีราคาแพงมากกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกของการใช้ระบบ เช่นค่า Implementation ข้อดีคือคุณไม่ต้องจ่ายรายเดือน แต่ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในส่วนของไอทีเพิ่มเติมสำหรับการดูแลรักษา แต่ส่วนของ cloud CRM ก็จะตรงข้ามกันคือค่าใช้จ่ายนั้นถูก แต่จะมีค่ารายเดือนที่คุณต้องจ่าย แต่ข้อดีก็คือคุณมั่นใจได้เลยว่าโปรแกรมบริหารงานขายและดูแลลูกค้าของคุณนั้นจะมีการอัพเดทตลอดเวลา

กล่าวโดยสรุปถ้าคุณอ่านมาถึงตอนนี้ก็คงพอเห็นภาพแล้วทั้ง 2 ระบบนั้นมีความแตกต่าง และข้อดีเฉพาะตัวของแต่ละระบบอยู่ สำหรับการตัดสินใจว่าจะใช้ระบบไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าความจำเป็นของคุณอยู่ที่ระดับใดนั่นเอง

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

Omni-channel คืออะไร? แล้วจะช่วยเรื่อง customer centric ได้อย่างไร?

ปัจจุบันนี้จะสังเกตเห็นได้ว่าธุรกิจต่างๆเริ่มหันมาสนใจในเทรนด์ของ customer experience กันมากขึ้น และนั่นทำให้ omni-channel กลายมาเป็นสิ่งที่แบรนด์ต่างๆให้ความสนใจกัน ตัว Omni channel นั้นช่วยเรื่องของ CRM โดยตรง และจากการที่ผู้บริโภคในปัจจุบันมีการเข้าถึงร้านค้าได้ผ่านทางหลายช่องทาง ทำให้เส้นแบ่งระหว่างโลกออนไลน์และช่องทางออฟไลน์เลือนลางลงเรื่อยๆ

ทำความรู้จักกับ Omni-channel

Omni-channel experience คือการเชื่อมโยงช่องทางต่างๆที่ลูกค้ามีการเข้าถึงร้านค้า โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นช่องทางออนไลน์ หรือการขายหน้าร้าน ซึ่ง Omni-channel จะช่วยส่งเสริมในเรื่อง Customer experience ที่ดี ไม่ว่าลูกค้าจะเข้าผ่านทางช่องทางไหน ทางแบรนด์ก็สามารถอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า นอกจากในส่วนของลูกค้าแล้วนั้น การทำ omni-channel ยังมีส่วนช่วยในการบริหารทีมขาย ทำให้การทำการขายทำได้ง่ายมากขึ้น เพราะทางร้านค้าจะรู้ถึงช่องทางและข้อมูลของลูกค้าที่ติดต่อมา

ตัวอย่างของการทำ omni-channel ซึ่งมาช่วยเรื่อง customer centric

สำหรับต่างประเทศแล้วนั้นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็เช่น Disney ที่มีการขายตั๋วผ่านทางหลายช่องทาง แต่การไปรับตั๋วนั้นระบบจะ connect เชื่อมต่อกันหมด แต่ยังไม่หมดแค่นั้นถ้าหากเรามองเจาะลึกลงไป Disney มีการวางแผนการทำอย่างแยบยล ตั้งแต่การ design website ให้รองรับ mobile-responsive มีการทำ app และการการจอง fast pass รวมไปถึงเส้นทางการเดินทางต่างๆใน Disney land และในส่วนของ Offline เองนั้นก็มีการตกแต่งและทุกอย่างที่เชื่อมโยงถึงกันหมด ทำให้ผู้คนที่มายัง Disney ได้รับประสบการณ์ที่ดีกลับไป

สำหรับตัวอย่างในไทยที่เห็นได้ชัดเลยคือการที่ลูกค้ากรอกข้อมูลผ่านทาง website, LINE หรือ FB เพื่อเอาคูปองมาใช้กับหน้าร้าน โดยร้านเองก็จะมีการสื่อสารกลับไปยังลูกค้าผ่านทางช่องทางต่างๆ ซึ่งตรงนี้จะเป็นส่วนที่ส่งเสริมการทำ CRM โดยตรง และการที่จะทำเช่นนี้ได้นั้น ข้อมูลที่อยู่ในแต่ละช่องทางจะต้องเชื่อมหากันหมด จุดสำคัญของการทำ omni-channel คือการเชื่อมโยงของข้อมูลที่ไร้รอยต่อไม่ทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่แย่ เช่นจากตัวอย่างข้างบนหากมีการรับคูปองจากช่องทางออนไลน์ แต่เมื่อไปใช้หน้าร้านแล้วใช้ไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ต้องระวังในการเริ่มใช้ omni-channel

แน่นอนว่าแม้ในตอนนี้การทำ omni-channel ยังไม่ได้ถึงขั้นที่จำเป็นจะต้องมี แต่ในอนาคตอันใกล้นี้แบรนด์ทั้งหลายมีแนวโน้มที่จะทำในเรื่อง omni-channel และให้ความสำคัญกันมากขึ้น ในโอกาสหน้า Venio เราก็จะมาเจาะลึกในเรื่องกลยุทธ์การทำ omni-channel ที่ละเอียดมากขึ้น หวังว่าตอนนี้ทุกคนคงได้ไอเดียในการทำ omni-channel

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM ได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

7 สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนเลือก CRM มาใช้งาน

เมื่อการทำธุรกิจต้องการการเติบโตอีกขึ้นหนึ่ง ระบบ CRM ที่ดีก็จะมามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่ง (สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่า CRM คืออะไร? ลองอ่านดูได้ตรงนี้ครับ) เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจคือ “ลูกค้า” การบริหารทีมขายที่ดีจะนำไปสู่ประสบการณ์ที่ดีกับลูกค้า ถ้าเราสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้ โอกาสที่ธุรกิจจะเติบโตอย่างยั่งยืนก็มีมากขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเท่าไรที่องค์กรทุกๆขนาดต่างก็มองหาโปรแกรม CRM เพื่อมาช่วยในหลายๆเรื่องเช่น

  • การวางแผนงานขายอย่างเป็นระบบ
  • การติดตามสถานะของลูกค้าที่เกิดขึน
  • เพิ่มโอกาสปิดดีล และรู้ดีลที่เกิดขึ้น
  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ดูแลอย่างทั่วถึง

ฟังดูดีใช่ไหมครับ? อ่านเสร็จแล้วก็อยากจะรีบหา CRM มาใช้งานเลย แต่อันที่จริงการเลือก CRM มันไม่ได้ง่ายแบบนั้นครับ ความยากของมันไม่ใช่แค่จากระบบที่มีมากมาย จนไม่รู้ว่าจะเลือกตัวไหนดี แต่ยังต้องพิจารณาไปถึงหลายๆเรื่องเช่น ราคา ฟังก์ชั่นการใช้งาน ปรับเปลี่ยนได้ไหม จะเข้ามาช่วยธุรกิจเราได้จริงรึเปล่า บริหารทีมขายได้ตอบโจทย์ไหม อะไรเป็นต้น พออ่านถึงตรงนี้แล้วรู้สึกเลยใช่ไหมครับว่าเอ๊ะ มันก็ไม่ง่ายแบบที่คิดเลย แล้วจะเลือกอย่างไรดีล่ะ Venio เราก็เลยช่วยแนะนำถึง 7 ข้อที่จะช่วยให้คุณได้เลือกระบบ CRM ที่ใช่สำหรับองค์กรคุณ

1.Cloud vs On-premise

ทั้งสองโซลูชั่นต่างก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน สำหรับ Cloud CRM โซลูชั่นก็จะไม่ต้องมีการลงทุนด้านเซิฟเวอร์ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุนและดูแลรักษา นอกจากนั้นยังไม่ต้องมีทีม IT  สิ่งที่คุณต้องทำก็แค่ล็อคอินใช้งานบนระบบผ่านทาง app หรือ web ที่ทางผู้พัฒนาให้มา ข้อเสียสำหรับ cloud ก็คงจะเป็นเรื่องที่ต้องออนไลน์ในการเข้าถึงข้อมูลทุกอย่าง

สำหรับ On-premise นั้น แน่นอนว่าตัว CRM จะเป็นของคุณเลย แต่คุณก็ต้องมาเสียค่าใช้จ่ายในการพัฒนาโปรแกรม รวมไปถึงระยะเวลาพัฒนาที่ยาวนาน และยังต้องวางเซิฟเวอร์ รวมไปถึงจ้าง IT ในการดูแล แต่คุณก็ไม่ต้องเสียเงินในการจ่ายรายเดือน และสามารถ access เข้าเซิฟเวอร์ได้โดยตรง

ถ้าถามว่าแบบไหนดีกว่ากัน Venio เราคงต้องตอบว่าเป็นรูปแบบ cloud ครับเพราะถึงแม้จะมีค่าใช้จ่ายรายเดือน แต่ทุกอย่างก็ครบจบหมดไม่ต้องเสียค่าเซิฟเวอร์ ไม่ต้องมีไอทีคอยดูแลครับ และตอนนี้เรื่องอินเตอร์เน็ตก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปแล้วครับ

2.รู้ว่าตัวเองต้องการฟีเจอร์อะไร

เพราะความต้องการในแต่ละธุรกิจนั้นไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระบวนการทำงาน ลูกค้า หรือสิ่งอื่นๆ ดังนั้นแล้วการเลือก CRM จึงต้องคำนึงถึงธุรกิจเราเป็นหลัก ว่าฟีเจอร์ที่จะใช้งานตอบโจทย์กับการทำงานเรารึเปล่า แล้วนอกจากนั้นก็ต้องคำนึงถึงกรณีที่เมื่อธุรกิจเราโตขึ้นนั้น CRM ที่เราเลือกก็ต้องมีฟีเจอร์ที่รอบรับการเติบโตเราได้ด้วย

และอีกกรณีที่สำคัญมากๆคือ Software CRM ในตลาดส่วนใหญ่มักจะเน้นการใส่ฟีเจอร์มาเยอะๆ ซึ่งดูเผินๆเหมือนจะดีถูกไหมครับ แต่หากพิจารณากันจริงๆแล้วเราอาจจะใช้เพียงไม่กี่ฟีเจอร์เอง ดังนั้นแล้วจะจ่ายเพื่อฟีเจอร์ที่ไม่ได้ใช้ไปทำไมครับ

3.ขอดูเดโมก่อนที่จะซื้อจริง

แน่นอนว่าก่อนที่เราจะลงทุนกับระบบอะไรสักอย่างก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น ERP, โปรแกรมบริหารงานขาย, โปรแกรมบัญชี สำหรับระบบ CRM นั้นก็เหมือนกันครับ สิ่งที่เราต้องทำก็คือการเดโมดูก่อน เพราะถ้าหากเราไม่ทำแล้วล่ะก็ คุณอาจจะต้องเสียเงินลงทุนไปกับระบบที่ไม่มีคนใช้แบบฟรีๆเลยก็ได้ครับ หลักสำคัญเลยคือเรื่องของความง่ายในการใช้งาน การจะนำระบบใหม่เข้ามาใช้ถ้าสุดท้ายแล้วไม่มีคนใช้งานก็ไม่มีประโยชน์อะไรครับ

4.สามารถ customize ได้ไหม

โปรแกรม CRM นั้นจะไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่หากไม่มีการปรับให้เข้ากับความต้องการในการใช้งาน ซึ่งในเรื่องของการ customization ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องพิจารณา และต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนว่าราคาสำหรับการปรับโปรแกรม หรือเพิ่มเติมเหมาะสมกับราคาที่ต้องจ่ายหรือไม่ โปรแกรม CRM ที่ดีนั้นต้องตอบโจทย์ในเรื่องการบริหารทีมขาย และช่วยในเรื่องการดูแลลูกค้า และนั่นก็เป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมระบบที่ง่ายต่อการคอนฟิคจึงเป็นสิ่งจำเป็น

5.มีการจัดเทรนนิ่งให้ไหม

ถ้าเกิดคนในทีมของคุณไม่สามารถใช้งาน CRM ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วล่ะก็ การนำเอาระบบ CRM มาใช้กลับจะทำให้งานในทีมของคุณยุ่งยากกว่าเดิม ดังนั้นแล้วโปรแกรม CRM ที่ดีนอกจากจะมีหน้าจอการใช้งานที่เข้าใจได้ง่ายแล้ว การที่มีการเทรนนิ่งให้กับลูกค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากจะช่วยให้ทีมของคุณเข้าใจในฟีเจอร์การใช้งานแล้ว ยังทำให้คุณเข้าใจถึงระบวนการขายที่ระบบเข้ามาช่วยเติมเต็มอีกด้วย

6.Mobile native

ดูว่าโปรแกรม CRM ที่คุณจะใช้นั้นถูกพัฒนาเพื่อการใช้งานบนมือถือเป็นหลักหรือไม่ เหตุผลที่ต้องบอกเช่นนี้ก็เพราะว่าในปัจจุบันแล้วนั้น พบว่าคนเราใช้เวลาอยู่กับอุปกรณ์มือถือมากกว่าคอมพิวเตอร์ และโลกในยุคนี้ก็เรียกได้ว่าขับเคลื่อนบนระบบโมบายแบบเต็มรุปแบบ เพราะฉะนั้นแล้ว โปรแกรม CRM ที่ถูกพัฒนาให้แบบ Mobile native จะทำให้คุรมีประสบการณ์การใช้งานที่ยอดเยี่ยม ไม่เหมือนกับโปรแกรมที่ถูกพัฒนาบน web based แล้วมีการทำ mobile ทีหลังซึ่งมักจะเป็นการเอาฟีเจอร์ มาวางบนโมบาย โดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องของความน่าใช้งานครับ

7.ใส่ใจในเรื่อง user experience

นอกจากข้ออื่นๆที่กล่าวมาทั้งหมดแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับการใช้ CRM สักระบบนั้นคือคุณรู้สึกแฮปปี้กับมันไหมในยามใช้งาน วิธีง่ายๆในการดูก็คือลองให้บริษัทที่ขาย CRM ลองทำ task ที่คุณอาจจะต้องใช้งานบ่อยๆให้คุณดู ว่ามีความซับซ้อนใช้งานยากมากน้อยแค่ไหน ตำแหน่งการวางปุ่ม สีสันในโปรแกรมเป็นอย่างไร หลังจากนั้นลองถามตัวเองดูว่าถ้าฉันต้องใช้ซอฟต์แวร์ตัวนี้ ชั้นจะชอบ User Interface มันไหม แล้วคนในทีมจะรู้สึกอย่างไรเมื่อต้องใช้มันดู

คุณอาจจะมีคำถามในใจว่าแล้ว user experience นี้มันสำคัญแค่ไหนล่ะ เราเลือกแค่ราคาถูกสุดไม่ดีกว่าเหรอ จากการพบลูกค้าและดูจากรายงานจำนวนมาก user experience เป็นอะไรที่สำคญสุดๆเลยครับ เพราะมันจะเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายว่าคุณจะสามารถนำโปรแกรม CRM เข้ามาใช้งานได้สำเร็จหรือไม่ครับ

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่ 
Blogwww.veniocrm.com/blog 
Facebookwww.facebook.com/veniocrm 

Cloud กับความปลอดภัยบนระบบ CRM

บริษัททั้งหลายมักจะมีข้อกังวลมากมายเมื่อจะเริ่มใช้ระบบ CRM ที่ตั้งอยู่บนคลาวด์ และสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกกังวลมากขึ้นก็คือเรื่องการเก็บข้อมูลลูกค้าที่แสนจะสำคัญไว้บนระบบออนไลน์ คำถามสำคัญคือจะมั่นใจได้แค่ไหนในเรื่องระบบความปลอดภัยของข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากอินเตอร์เน็ต เพราะข้อมูลลูกค้านั้นเป็นอะไรที่มีค่ามากๆในยุคปัจจุบันยิ่งกับการบริหารงานขายยิ่งแล้วใหญ่ วันนี้ Venio เราก็จะมาไขข้อข้องใจทั้งหมดทีเกี่ยวกับระบบ CRM บน cloud ให้ฟังกันครับ

Cloud-Based CRM คืออะไร

ก็คือระบบ CRM ที่ถูกโฮสอยู่บนระบบคลาวด์นั่นเองครับ ซึ่งนั่นทำให้มีข้อดีอย่างยิ่งยวดคือ สามารถเข้าถึงข้อมูลและระบบได้อย่างง่ายดายผ่านทางอินเตอร์เน็ตนั่นเองครับ ซึ่งนั่นช่วยอย่างยิ่งในเรื่องของการบริหารทีมขายและดูแลลูกค้า ซึ่งทุกอย่างนั้นแข่งกับเวลา และปัจจุบันนี้เองแม้ว่าบริษัทบางแห่งจะมีระบบ CRM แล้วก็ตามแต่ก็เริ่มหันมามองระบบ CRM ที่ตั้งอยู่บนระบบคลาวด์แทน เพราะมันทำให้การทำงานของคนในทีมคล่องตัวมากขึ้น เพราะคนในทีมไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็เรียกดูข้อมูลได้ทันที ทำให้การตัดสินใจในหลายๆเรื่องเป็นไปได้อย่างฉับไว แต่นั่นก็ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าแล้วจะเจอปัญหาในเรื่องข้อมูลรั่วไหลไหม ความปลอดภัยข้อมูลจะเป็นอย่างไรล่ะ

ความปลอดภัยบน cloud

โดยทั่วไปแล้วอาจจะพูดได้ว่าระบบความปลอดภัยบนคลาวด์นั้นถือว่าสูงกว่าระบบที่ตั้งอยู่ในองค์กรของตัวเอง เพราะโดยทั่วไปแล้วพื้นที่จัดเก็บบนคลาวด์นั้นจะมีหน่วยที่เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยคอยดูแลและมอนิเตอร์ข้อมูลอยู่ พวกเขาจะมีการอัพเดทข่าวสารเกี่ยวกับความปลอดภัย บัคและการโจมตีทางไซเบอร์ตลอดเวลา และข้อมูลในคลาวด์เองนั้นก็มักมีการเข้ารหัสข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ยิ่งกับ cloud ที่เปิดให้บริการกับเจ้าใหญ่ๆเช่น Microsoft, google ผู้ที่คอยดูแลระบบนั้นจะรู้ว่าจะทำอย่างไรให้ข้อมูลปลอดภัยที่สุด และที่สำคัญหากคุณอยากให้ข้อมูลเข้าถึงได้ผ่านออนไลน์ แม้ว่าคุณจะใช้ระบบที่ตั้งอยู่ในบริษัทคุณเองแล้วก็ตาม แต่สุดท้ายก็ต้องมีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตอยู่ดี นั่นก็ไม่ได้ทำให้ระบบของคุณปลอดภัยจากการจู่โจมเอาข้อมูลสักเท่าไรนัก

Cloud ระบบที่มีดีมากกว่า

นอกจากในเรื่องความปลอดภัยที่โดดเด่นแล้ว Cloud ยังมักมาพร้อมกับการแบ็คอัพเก็บรักษาข้อมูลให้เราอีกด้วย ระบบคลาวด์โดยท่วไปจะมีการทำ schedule เพื่อทำการแบ็คอัพข้อมูลให้เราเป็นประจำ เพราะฉะนั้นแล้วคุณจึงมั่นใจได้ว่าข้อมูลลูกค้าที่มีค่าของคุณจะไม่สูญหายไป แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าระบบ cloud จะมีความปลอดภัยที่สูง แต่คุณควรจะระมัดระวังในเรื่องของการตั้งพาสเวิร์ดที่ไม่เดาง่ายจนเกินไป ไม่แชร์พาสเวิร์ดให้กับคนอื่นๆ ก็จะทำให้ระบบของคุณมีความปลอดภัยยิ่งกว่าเดิมครับ


ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่

Blog: www.veniocrm.com/blog

Facebook: www.facebook.com/veniocrm

Lead คืออะไร และทำไมคุณถึงต้องรู้?

เคยได้ยินคำนี้กันมาก่อนไหมครับ “Lead” หลายๆคนอาจเข้าใจไปในความหมายพวก Leader อะไรประเภทนั้น แต่วันนี้เราจะมาพูดกันถึง Lead ในความหมายที่เกี่ยวข้องกับการตลาดครับ และในโลกธุรกิจนั้นหากเราเข้าใจความสำคัญของ Lead แล้วล่ะก็มันก็จะช่วยมากๆเลยครับในการวางกลยุทธ์การขาย หรือการบริหารทีมขาย และแน่นอนว่าเมื่ออ่านจบแล้ว คุณก็จะเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าจะเอาไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไรครับ

Lead คืออะไร

คำถามนี้เป็นคำถามที่ทางทีมเรามักจะถูกลูกค้าถามบ่อยๆครับ เพราะว่า Lead management เป็นฟีเจอร์ใหญ่ที่อยู่ในโปรแกรม Venio เรา Lead นั้นถ้าจะให้นิยามนี่ก็ค่อนข้างลำบากทีเดียวครับ ในหลายๆที่ก็มักจะบอกว่า Lead คือผู้มุ่งหวัง มันก็จะเกิดคำถามตามมาต่อว่าแล้วผู้มุ่งหวังมันคืออะไรล่ะ ทำให้โดยปกติแล้วทีมเราเลยมักจะชอบทับศัพท์กันไปตรงๆเลยว่า Lead ครับ

ทีนี้ถ้าจะให้นิยามว่า Lead คืออะไร ก็ง่ายๆครับคือ “ผู้ที่สนใจในสินค้าของบริการเรา และมีการติดต่อแต่เป็นการติดต่อแบบทางเดียวครับ” คีย์สำคัญนั่นคือเรามีข้อมูลที่จะใช้ติดต่อกลับได้ หากคุณไม่รู้จักคำว่า Lead มาก่อนเมื่อเห็นยอด like บน facebook หรือยอดแชร์แล้วบอกว่าสนใจๆก็คงเข้าใจว่ากลุ่มนี้นี่แหละคือ Lead แต่ตอนนี้คุณคงจะตอบได้อย่างเต็มปากแล้วครับว่าไม่ใช่

ตัวเว็บหลายๆเว็บก็จะมีการให้กรอกเพื่อขอ Lead ไม่ว่าจะเป็นการทำอีเมล์เพื่อรับข่าวสาร การกรอกข้อมูลเพื่อดาวโหลดไฟล์บนเว็บ จะเห็นได้ว่า Lead เป็นสเตปที่อยู่ก่อนหน้าการเป็นลูกค้านั่นเองครับ

Lead สำคัญกับธุรกิจอย่างไร

แน่นอนครับว่า Lead สำคัญกับธุรกิจค่อนข้างมากเพราะเป็นหน้าด่านสู่การเป็นลูกค้าใหม่นั่นเอง และที่สำคัญ Lead นั้นมีความโอเคกับสินค้าคุณในระดับหนึ่งแล้วทำให้เค้ากล้าทิ้งข้อมูลติดต่อไว้ให้กับคุน ซึ่งหากคุณไม่ให้ความสนใจกับ Lead มากเท่าที่ควรแล้วละก็จะทำให้งบที่คุณใช้จ่ายไปกับการหาลุกค้าใหม่ๆนั้นสูญเปล่าไปอย่างไร้ประโยชน์ครับ

 เราเองก็มีเลขสถิติเล็กๆน้อยที่จะมาโชว์เกี่ยวกับกับ Lead เหมือนกันครับ

  • 80% ของ Lead ที่เข้ามาถูกละเลย ข้อมูลถูกปล่อยจนสูญหาย
  • 73% ของบริษัทไม่มีการจัดการ Lead (ข้อมูลจากต่างประเทศ ตัวเลขในไทยคาดว่าจะสูงกว่านี้ครับ)
  • 75% ที่มีการติดตามขายงานให้ Lead เมื่อมีระบบจัดการ Lead management

ดังน้นแล้วการจัดการ Lead จะช่วยให้บริษัทเติบโต ความ้ทาทายที่มีคือการ convert จาก Lead ให้กลายเป็นลูกค้านั่นเองครับ และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมคุณถึงต้องรู้ว่า Lead คืออะไรเพื่อจะได้ไม่สับสนในการทำกลยุทธ์ Lead ที่เข้ามาในแต่ละรายก็มีความพร้อมในการซื้อไม่เท่ากัน นั่นทำให้จำเป็นอย่างมากที่คุณจะต้องรู้ว่า Lead เข้ามาจากช่องทางไหน แล้วในแต่ละช่องทางนั้นเราจะมีวิธีจัดการกับ Lead ที่เข้ามาเพื่อให้ปิดดีลการขายได้อย่างไร

ตัวอย่าง ถ้าบริษัทคุณขายสินค้าเกี่ยวกับกอล์ฟ และคุณมีหน้าเว็บเพื่อให้ลงทะเบียนรับส่วนลด 20% และรอการคอนเฟริมกลับ ในกรณีนี้นี่คือ Lead ที่ดีมากๆ คุณจะไม่ต้องเสียเวลาทำการ follow up หลายครั้ง เพราะลูกค้าตั้งใจจะซื้ออยู่แล้ว ในทางกลับกันหากเป็น Lead ที่เข้ามาจากการลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารเกี่ยวกับกอล์ฟ นี่คือ Lead ที่สนใจในกีฬากอล์ฟ แต่เค้าอาจจะยังไม่พร้อมที่จะซื้อสินค้าคุณ ณ ตอนนี้ สิ่งที่คุณทำได้คือการส่งอีเมล์เพื่อแจ้งข่าวสารเป็นครั้งคราว ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชั่น บทความเกี่ยวกับกอล์ฟ รีวิวสินค้าใหม่ๆ

หวังว่าวันนี้ทุกท่านก็คงจะพอเข้าใจเกี่ยวกับ Lead มากขึ้นนะครับว่าจะช่วยในธุรกิจของคุณได้อย่างไร สุดท้ายแล้วมีสิ่งที่อยากเตือนอยู่เรื่องหนึ่งคือคำว่า Lead จะเป็นอะไรที่ต้องตามมาด้วยคำว่า follow up เสมอ หากคุณมี Lead เข้ามามากมายแต่ไม่มีการตามลูกค้าอย่างต่อเนื่อง Lead ที่เข้ามาก็ไม่มีประโยชน์อะไรครับ ดังนั้นแล้วอย่าลืมเลือกกลยุทธ์ให้ถูกในการบริหารจัดการงานขายนะครับ หรืออาจจะมองหาโปรแกรม CRM ที่จะมาช่วยจัดการในส่วนนี้ ลอง Venio เราดูก็เป็นทางเลือกที่ดีมากๆเช่นกันครับ

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่ 
Blogwww.veniocrm.com/blog 
Facebookwww.facebook.com/veniocrm 

5 ข้อเท็จจริงทำไมการติดตามงานขายคุณถึงมีแต่ Fail

เคยแปลกใจไหมครับว่าทำไมการติดตามงานขายของเซลล์ในทีมนั้นถึงได้ยากเย็นซะเหลือเกิน แล้วสุดท้ายก็ไม่พ้นกับผลลัพท์ที่มีแต่ความ fail ตัวผมเองนั้นได้เห็นเซลล์จำนวนน้อยมากที่จะติดตามสถานะการขายอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ได้มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์กับลูกค้าไปในครั้งแรกแล้ว ลองคิดตามผมนะครับว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานี้ คุณได้รับการเสนอขายสินค้า หรือมีการติดต่อซื้อสินค้าไปกี่แห่ง แล้วมีสักกี่ที่ที่จะคอยกลับมาติดตามว่าคุณยังสนใจในสินค้าบริษัทอยู่หรือเปล่า จนบางทีก็ทำให้คุณอดคิดไม่ได้ว่าบริษัทเหล่านี้มีการบริหารงานขายกันอย่างไร แล้วอะไรล่ะที่เป็นสาเหตุที่ทำให้การติดตามงานขายถึงแย่ได้ขนาดนี้ วันนี้ Venio ก็จะมาไขข้องใจที่เกิดขึ้นครับ

1.คุณไม่อยากให้ลูกค้ามองว่าถูกรุกมากเกินไป

แน่นอนว่าถ้าติดตามงานขายถี่มากเกินไปก็จะมีแต่ทำให้ลูกค้ารู้สึกอึดอัด สำหรับเซลล์มืออาชีพแล้วนั้นการติดตามอัพเดทสถานะกันอยู่เรื่อยๆจนกว่าลูกค้าจะซื้อสินค้าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ แล้วจะทำยังไงดีล่ะให้การติดตามงานขายไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกถูกรุกมากจนเกินไป นั่นก็เป็นเรื่องของการบาลานซ์ซึ่งมันก็จะแตกต่างไปในแต่ละธุรกิจ แต่สำหรับคำแนะนำของผมคือการโทรหาเพื่ออัพเดทกันหนึ่งครั้งต่ออาทิตย์เป็นอะไรที่โอเคมากๆแล้วครับ ที่สำคัญคือการโทรไปต้องตรงประเด็น ได้ใจความ และโทนเสียงที่ใช้นั้นก็สำคัญไม่แพ้กันครับ

2.คุณลืมติดตาม

อ่านไม่ผิดหรอกครับ ใครจะไปเชื่อใช่ไหมครับว่าพนักงานขายจะลืมติดตามลูกค้า แต่นี่เป็นปัญหาที่เป็นเรื่องปกติมากๆครับสำหรับเซลล์เกือบจะทั้งหมด ด้วยหลายๆอย่างที่เซลล์นั้นต้องทำไม่ว่าจะเป็นปํญหาหน้างานต่างๆ การประชุมที่แสนยืดยาว รถติดบนท้องถนนระหว่างไปหาลูกค้า ล้วนเป็นสาเหตุทำให้ลืมติดตามลูกค้า แต่ปัญหานี้แก้ได้ง่ายมากๆครับ แค่คุณจัดทำแผนสำหรับการติดตามลูกค้า และคอยอัพเดทอยู่เรื่อยๆก็จะทำให้คุณไม่ลืมแล้วครับ หรือถ้าดีไปกว่านั้นคือ CRM ที่จะมาช่วยจัดการในเรื่องการติดตาม lead

3.คุณบอกลูกค้าว่าจะติดต่อ แต่คุณไม่ได้ทำ

หลังจากการคุยกันในครั้งแรกเสร็จเรียบร้อย คุณก็รับปากลูกค้าเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าวันนั้นวันนี้คุณจะส่งใบเสนอราคา หรืออาจจะเป็นการโทรหา แต่สุดท้ายแล้วในวันนั้นคุณอาจจะติดพันจากอะไรสักอย่างหนึ่ง ทำให้คุณไม่ได้ทำในสิ่งที่คุณพูดไป หลังจากนั้นเวลาล่วงเลยไปหลายวัน คุณก็ได้แต่คิดว่าจะทำยังไงดีจะโทรหาดีไหม สุดท้ายแล้วก็เงียบกริบ สิ่งที่คุณต้องทำก็แค่

ขอโทษลูกค้าอย่างจริงใจ แต่ถ้าเป็นไปได้คือการทำตามที่บอกไว้กับลูกค้า เพื่อไม่ให้เค้ารู้สึกว่านี่ขนาดยังไม่ซื้อของด้วยเลย เซลล์ยังเป็นแบบนี้แล้วหลังจากซื้อไปจะไม่ยิ่งกว่านี้เหรอ

4.คุณคิดไปเองว่าลูกค้าจะติดต่อกลับ

ข้อนี้ก็เป็นข้อผิดพลาดที่เซลล์มักจะตกหลุมพลางกัน ส่วนใหญ่แล้วมักจะคิดว่าถ้าการพรีเซ็นงานเป็นไปได้ด้วยดีนั่นหมายความว่าลูกค้าจะติดต่อกับมาเมื่อพร้อมจะซื้อสินค้า แต่นั่นเป็นความผิดที่ใหญ่หลวงเลยครับ ในฐานะเซลล์แล้วคุณไม่อาจจะละเลยการติดตาม ติดต่อลูกค้าได้ เพราะลูกค้าของคุณอาจยุ่งได้เสมอและคุณก็มีหน้าที่ในการเตือนให้ลูกค้าคุณรู้ว่ายังมีคุณพร้อมให้บริการอยู่เสมอ

5.คุณไม่เคยถูกสอนเรื่องการตามลูกค้า

เชื่อหรือไม่ครับคนที่ทำอาชีพงานขายจำนวนมาก กลับไม่เคยได้รับการเทรนงานขาย ว่าทำไมถึงต้องมีการตามลูกค้าและจะตามได้อย่างไร แต่ข้อนี้สามารถแก้ได้ง่ายมากครับ การที่คุณอ่านบทความนี้ก็ช่วยให้รู้แล้วถึงความสำคัญของการตามงานขายและเมื่อต้องบริหารทีมขายคุณก็สามารถเอาทริคที่ได้จากบทความนี้ไปปรับใช้ได้

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่ 
Blogwww.veniocrm.com/blog 
Facebookwww.facebook.com/veniocrm 

มาทำความรู้จักกับ Venio กันเถอะ

หลังจากที่ Venio เรามี Blog ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับ CRM ผมก็เริ่มนึกได้ว่าเรายังไม่ได้เขียน Blog เกี่ยวกับ Venio เลยนี่นา หลายๆท่านที่เข้ามาอ่านก็มักจะสงสัยแล้ว Venio นี่มันคืออะไร แล้วเกี่ยวยังไงกับการขาย ทำไม Blog เน้นให้ความรู้ด้านการขาย, CRM, customer experience จังเลย วันนี้ผมก็เลยจะมาเขียนบทความสั้นๆเพื่อที่จะให้ทุกท่านได้รู้จักกับ Venio มากขึ้นครับ

Venio คืออะไร อ่านว่าอะไรกันแน่นะ

คำถามที่เรามักจะเจอบ่อยๆเลยก็คือ Venio อ่านออกเสียงว่ายังไงกันแน่ ง่ายๆเลยครับ “วีนิโอ” สำหรับ Venio ก็จะเป็นโปรแกรม CRM ที่จะช่วยในเรื่องการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าครับ ช่วยในเรื่องการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า รวมไปถึงการบริหารทีมขายด้วย ถ้ายังนึกภาพไม่ออกให้ลองนึกไปถึงโปรแกรมอันโด่งดังจำพวก Salesforce ดูครับ พวกนี้ก็จะเป็นโปรแกรมที่เน้นในด้าน CRM เป็นหลัก

แล้ว Venio จะช่วยธุรกิจได้อย่างไรบ้าง?

โปรแกรม Venio CRM เรานั้นจะช่วยธุรกิจได้หลายๆทางไม่ว่าจะเป็นกับทางลูกค้าของคุณ ไปจนถึงการบริหารงานขายภายในบริษัทครับ เริ่มจากการบริหารงานขายในบริษัทตั้งแต่ขั้นตอนที่มีผู้สนใจในสินค้าของคุณ ทุกอย่างจะถูกเก็บข้อมูลไว้อยู่บนระบบ มอบหมายเซลล์ในการติดตามลูกค้า มีการส่งรายละเอียดการเข้าพบใน Venio รวมไปถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้บริหารก็สามารถเห็นภาพรวมของลูกค้าแต่ละรายและภาพรวมของธุรกิจ สำหรับลูกค้าก็จะได้รับประสบการณ์ที่ดีในการดูแลลูกค้าจากพนักงานขายส่งผลให้ลูกค้าเกิดความผูกพันธ์ในแบรนด์และมีใช้สินค้าอย่างต่อเนื่อง

บริษัทเราจะเหมาะกับโปรแกรม Venio ไหมนะ

ถ้าบริษัทของคุณมีเซลล์ที่ต้องคอยติดต่อพบลูกค้าอย่างเป็นประจำ Venio ก็เป็นโปรแกรมที่ตอบโจทย์กับกระบวนการทำงานเป็นอย่างมากครับ เพราะนอกจากจะช่วยส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าแล้ว  ยังมาพร้อมกับ tools ที่จะช่วยให้พนักงานขายทำงานได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น และเราก็มีลูกค้าที่ใช้โปรแกรมวีนิโอจากหลากหลายประเภทธุรกิจ และขนาดด้วยครับ ตรงนี้ก็เป็นหลักประกันอย่างหนึ่งว่า Venio เราออกแบบให้ใช้งานได้กับทุกธุรกิจครับ

อะไรที่ทำให้ Venio แตกต่าง

Venio สามารถใช้งานได้จริง ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องหลักๆที่ทุกคนกังวลว่าจะใช้งานได้จริงไหม เรายินดีคืนเงินภายใน 30 วัน หากคุณพบว่าธุรกิจคนไม่ได้ประโยชน์จาก Venio CRM และที่สำคัญ Venio มีการจัดอบรมให้จนกว่าจะใช้งานเป็น นอกจากนี้เรายังเป็น Google cloud partner

ก่อนที่จะจบบทความนี้ ผมอยากจะให้ผู้อ่านทุกท่านรู้ถึงสิ่งที่วีนิโอเรามุ่งเน้นที่สุดคือการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ระบบ Venio ของเราดีขึ้นทุกวันเพราะเรามีการเก็บฟีดแบ็คจากลูกค้าและนำไปปรับปรุงพัฒนาเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด เราใส่ใจรายละเอียดแม้กระทั่งในส่วนเล็กน้อยอย่างโทนสีในโปรแกรม การออกแบบต่างๆ เพราะเราเชื่อว่าก่อนที่เราจะทำให้คุณส่งมอบประสบการณ์การดูแลลูกค้าที่ดีให้กับคุณได้นั้น เราต้องเริ่มทำจากตัว Venio เราก่อนครับ

มีข้อเสนอแนะอะไรเพิ่มเติม มีปัญหาอยากจะถามเราหรือต้องการแชร์ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ CRM ติดต่อเราได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเบอร์ 088 905 9055 อีเมล์ info@gofive.co.th หรือ LINE ID: @gofive ทางทีมงานเรายินดีอย่างยิ่งที่จะได้รู้จักกับทุกท่านมากขึ้นครับ

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM  ได้ที่
Blog: www.veniocrm.com/blog
Facebook: www.facebook.com/VenioCRM

3 ข้อดีของการทำ report งานขายที่คุณก็พึ่งรู้

Report ที่ดีจะช่วยตอบโจทย์กลยุทธ์ทางธุรกิจ 
และ เพิ่มโอกาสในการครอบครองส่วนแบ่งทางการตลาด ผ่านแดชบอร์ดสำหรับผู้บริหาร ที่สามารถช่วยให้เข้าถึงข้อมูลที่สำคัญของธุรกิจ เพื่อกำหนดกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำ และตัดสินใจได้ทันต่อทุกสถานการณ์

3 ข้อดีของการทำ report งานขายที่คุณก็พึ่งรู้
หนึ่งใน task ที่น่าเบื่อที่สุดของพนักงานขายก็คงไม่พ้นการทำรายงานจากการเข้าพบลูกค้า โดยปกติเซลล์จำนวนมากใช้เวลาแทบจะทั้งหมดโฟกัสไปกับการพบลูกค้า ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่างไรก็ตามสำหรับเซลล์ที่สุดยอดแล้วนั้นจะมีการมองย้อนกลับมาที่กระบวนการภายในก่อนการพบลูกค้าด้วย เช่นข้อมูลของลูกค้าต่างๆ ซึ่งจะทำให้การเข้าพบนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้การปิดยอดขายทำได้ง่ายกว่า และนี่ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ซอพต์แวร์จำพวก CRM เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น

ลองมาดู 3 เหตุผลดีๆที่จะทำให้คุณรู้ว่าการทำ report ไม่ได้ทำให้ชีวิตคุณยุ่งยาก แต่กลับทำให้งานขายเป็นไปได้อย่างง่ายดายขึ้น

1️. การทำ report ทำให้คุณเข้าใจลูกค้ามากขึ้น

คุณจะมีการจดบันทึกว่าการเข้าพบมีเนื้อหาอย่างไรบ้าง มีการไปพบครั้งล่าสุดเมื่อไร ลูกค้ามาจากช่องทางไหน ใช้ระยะเวลาเท่าไรในการปิดการขายแต่ละรอบ ทำให้คุณมีข้อมูลเพื่อที่จะนำไปใช้ในการทำความเข้าใจลูกค้าแต่ละรายมากขึ้น

2️. การทำ report ทำให้คุณรู้จักวางแผน

เพราะคุณจะมีการวางแผนเริ่มไปตั้งแต่เส้นทางการเข้าพบลูกค้า มีลูกค้ารายไหนสามารถเข้าพบในเส้นทางเดียวกันได้ไหม เนื้อหาที่จะเข้าพบลูกค้าในครั้งนี้ มีอะไรเป็นประเด็นเพิ่มเติมไหม รวมถึงยอดขายที่เป็นไปได้ ซึ่งนั่นจะส่งผลทำให้คุณบริหารเวลาในการเข้าพบลูกค้าแต่ละอาทิตย์ได้ดีขึ้น

3️. ข้อดีของการทำ report งานขายที่คุณก็พึ่งรู้

หากทุกๆการเข้าพบนั้นไม่มีการทำรายงานแล้ว หลังจากการพบลูกค้าไม่กี่วัน คุณก็คงลืมข้อมูลต่างๆไปจนแทบหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นเซลล์ที่ต้องพบลูกค้าจำนวนมากในแต่ละวัน การทำ report จะเป็นการช่วยทวนความจำและคุณยังสามารถนำเอาข้อมูลที่เคยทำไว้ มาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้อีก

*ในปัจจุบันระบบCRMก็มีการเก็บข้อมูลทุกอย่างอยู่บนคลาวด์ทำให้เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา

หากบริษัทคุณยังไม่มีการทำ report หรือเซลล์มักจะมองว่าการทำเป็นเรื่องยุ่งยาก ก็ได้เวลาที่จะหันมาทบทวนในเรื่องการจัดสรรเวลาในแต่ละอาทิตย์เพื่อมาทำรายงานเกี่ยวกับการขาย และนั่นจะทำให้คุณพบว่าการวางแผนที่ดีนั้นมันส่งผลลัพท์มากกว่าเวลาที่เราเสียไปในส่วนนี้มากเลยทีเดียว

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM ได้ที่
Blog: https://www.veniocrm.com/blog
Facebook: www.facebook.com/VenioCRM

อีกหนึ่งการพัฒนา SME กับ CRM

คุณเคยแปลกใจไหมครับว่าทำไม SME หรือองค์กรบางรายถึงเติบโตได้เร็วมากๆ ภายในระยะเวลาไม่กี่ปีหลังจากที่เราได้เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริม SME จากภาครัฐและพบกับลูกค้ามากมาย ก็พบว่าสิ่งเล็กน้อยที่ช่วยส่งเสริมให้พวกเขาเติบโตในด้านยอดขายได้อย่างรวดเร็วและแตกต่างจากผู้เล่นคนอื่นๆในตลาด คือการนำเอาซอพต์แวร์มาประยุกต์ใช้งานในองค์กรการทำ digital transformation ช่วยให้การจัดเก็บข้อมูลทุกอย่างเป็นระบบมากขึ้นข้อมูลถูกนำไปใช้ต่อในการวิเคราะห์ตลาด และแอพพลิเคชั่นที่มีบทบาทมากสำหรับการบริหารจัดการการขายก็คือโปรแกรมจำพวก  CRM ครับ

CRM คืออะไร?

CRM ย่อมาจาก Customer Relationship Management หรือคือการบริหารลูกค้าสัมพันธ์หลักๆแล้วใช้เพื่อจัดการติดตามงานขายและทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกที่เป็นบวกในขั้นตอนการนำเสนอขายสินค้าไปจนถึงเมื่อเป็นลูกค้าแล้วนอกจากในเรื่องการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าแล้วนั้น CRM ก็ยังมุ่งเน้นในการเก็บข้อมูลของลูกค้าเพื่อนำมาวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการการขายอีกด้วย

CRM ทำให้องค์กรคุณ

  • สามารถเข้าถึงข้อมูลลุกค้าได้ทุกที่ทุกเวลา ข้อมูลเป็นปัจจุบันเสมอ
  • มีการวางแผนการเข้าพบลูกค้าอย่างเป็นระบบเชื่อถือได้
  • การติดตามผลลัพท์กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
  • มีการจัดเก็บ Leads หรือผู้สนใจในระบบ ทำให้มีการ follow upไม่มีตกหล่น
  • มีข้อมูลในการวิเคราะห์ยอดขาย

และจากประโยชน์ต่างๆที่กล่าวมาเหล่านี้ล้วนส่งผลให้

  • ยอดขายคุณโตอย่างต่อเนื่อง
  • ลดการทำงานเอกสารของพนักงานลงทำให้มีเวลามากขึ้น
  • รู้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกค้าในแต่ละราย
  • ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM  ได้ที่
Blog: www.veniocrm.com/blog
Facebook: www.facebook.com/VenioCRM