5 เหตุผลที่ Venio จะเป็นผู้ช่วยชั้นยอดในการบริหารทีมขาย ช่วงวิกฤต Covid-19

อย่างที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันสถานการณ์ปัจจุบันสำหรับ Covid-19 นั้นยังหาความแน่นอนไม่ได้ แม้ว่าจะอยู่ในภาวะที่วิกฤตแต่สำหรับการบริหารทีมขายก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป เพียงแต่เป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการขาย ซึ่งพอเป็นแบบนี้แล้วการที่มีเครื่องมือช่วยในการบริหารทีมขายนั้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่งขึ้น โปรแกรม Venio CRM เราที่อยู่บนระบบคลาวด์จึงกลายมาเป็นส่วนช่วยให้การบริหารทีมขายและการดูแลลูกค้าเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นแม้จะอยู่ในภาวะวิกฤต Covid-19 เรามาดูกันเลยดีกว่าว่า Venio จะช่วยอะไรคุณในบ้างในวิกฤตโควิดนี้

1.Venio อยู่บนระบบคลาวน์คุณจึงเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่

โดยปกติแล้วหากคุณไม่ได้ใช้การเก็บข้อมูลลูกค้าบนระบบออนไลน์แล้วล่ะก็ เมื่อทีมขายต้องการข้อมูลลูกค้าเพื่อติดต่อ ถึงแม้ว่าจะไม่สะดวกเท่าไรแต่ก็ยังสามารถโทรหาใครที่ออฟฟิศได้ เพื่อให้ช่วยค้นหาเบอร์เอกสารที่กระจัดกระจายเต็มโต๊ะทำงาน แต่ ณ ตอนนี้ด้วยวิกฤตโควิด19 ทำให้หลายๆบริษัทเริ่มมีการ work from home กันมากขึ้น การที่จะทำเช่นนั้นคงเป็นไปไม่ได้แล้ว Venio เป็น cloud based crm ที่คุณสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านทางระบบของ Venio เองเพียงเท่านี้ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน คุณก็มั่นใจได้ว่างานของคุณจะไม่สะดุดเด็ดขาด

2.ระบบแจ้งเตือน Follow up ผ่านทางมือถือ

นอกจากนั้นแล้ว Venio เองก็ยังมีระบบแจ้งเตือนลูกค้าที่ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ เช่นเราอาจจะมีการบอกลูกค้าไว้ว่าช่วงเวลานี้เราจะโทรติดต่อกลับไปหรือมี next action อะไรที่ต้องทำ ยิ่งในภาวะแบบนี้ทำให้บางครั้งเรื่อง follow up อาจจะกลายเป็นเรื่องที่สำคัญน้อยลงไป จนคุณอาจจะลืมติดต่อลูกค้าไปเลยก็ได้  แต่ Venio จะมีการแจ้งเตือนถึงเรื่องที่ต้องทำส่งตรงให้คุณบนหน้าจอมือถือเลยทีเดียว เท่านี้คุณก็ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าลูกค้าจะรู้สึกแย่กับการขายของเราอีกต่อไป

3.ใช้งานง่ายผ่านมือถือ ไม่จำเป็นต้องมีคอมพิวเตอร์

แน่นอนสำหรับทีมขายบางท่านอาจจะไม่ได้มีโน้ตบุคไว้ใช้งาน หากโปรแกรมใช้งานได้ผ่านทางคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวก็อาจจะทำให้การทำงานของทีมขายช่วงนี้ไม่ค่อยสะดวกนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้เข้าออฟฟิศไม่ได้ Venio เป็นโปรแกรม CRM แบบ mobile native ทำให้คุณสามารถใช้งานได้อย่างง่ายดายผ่านทั้งทาง Android และ iOS เท่านี้คุณก็จะไม่พลาดทุกสถานะการขายของทีมอีกต่อไปแม้ว่าจะต้อง WFH ก็ตาม

4.รายงานการขายแบบเรียลไทม์

และสิ่งที่ทีมขายหลายๆท่านกดดันกันมากที่สุดเลยก็คือเรื่องของยอดขาย ยิ่งเฉพาะในภาวะที่ไม่ปกติเช่นตอนนี้ การติดตามดูยอดขายซึ่งปกติแล้วสามารถรู้จากการประชุมยอดในทีมก็อาจจะต้องถูกเลื่อนไปอีก ทำให้ผู้จัดการก็ไม่อาจวางแผนรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย Venio คุณก็จะไม่ต้องกังวลอีกต่อไป เพราะทุกสถานะการขาย การเข้าพบลูกค้าที่มีมาก่อนหน้านั้น ดีลที่เกิดขึ้น ลูกค้าที่ต้องตาม คุณสามารถเข้าถึงและดูรายละเอียดของทุกคนในทีมได้ผ่านระบบแบบเรียลไทม์

5.แม้จะวิกฤตแต่ลูกค้าก็ยังต้องการคนดูแล

เป็นอีกทางหนึ่งที่คุณจะบอกกับลูกค้าให้รู้ว่าคุณแคร์พวกเขามากเพียงใด ยิ่งโดยเฉพาะกับช่วงนี้ ซึ่งการติดต่อธรรมดาก็ทำได้ลำบากมากอยู่แล้ว ถ้าหากลูกค้ามีปัญหาและต้องการติดต่อบริษัทแต่กลับไม่มีคนสนใจ ลูกค้าย่อมรู้สึกแย่มากๆแน่นอน  Venio รองรับระบบ Case management ที่จะช่วยให้ทีมขายของคุณทั้งทีมบันทึกทุกปัญหาที่เกิดขึ้น จนคุณมั่นใจได้ว่าไม่ว่าเคสลูกค้าเข้ามาจะเป็นอย่างไรมันก็ไม่มีวันตกหล่น และคุณก็จะรู้สถานะตลอดเวลา ไม่ว่าวิกฤตจะเป็นอย่างไร แต่ทีมขายของคุณก็จะยังดูแลลุกค้าได้อย่างยอดเยี่ยมด้วย Venio

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog www.veniocrm.com/blog 
Facebook www.facebook.com/veniocrm
Twitter:  www.twitter.com/veniocrm
Youtube:  www.youtube.com/veniocrm

4 สิ่งที่ Excel ไม่ตอบโจทย์สำหรับทีมขายของคุณ

มีธุรกิจมากกว่า 90 % ที่เลือกใช้โปรแกรมมาตรฐานอย่าง Excel ในการทำข้อมูล แต่ก็เชื่อว่าหลายคนยังคงสับสนกับระบบ Excel ที่ต้องใช้สูตรมากมายในการคำนวณอยู่ดี แม้ Excel จะมีราคาถูก เมื่อเทียบกับซอฟแวร์ที่เกิดมาเพื่อการใช้งานเฉพาะเช่นพวก CRM แต่โปรแกรม Excel ก็ยังมีจุดบอดอีกหลายจุดที่ไม่สามารถใช้งานได้อย่างที่ควรจะเป็น แถมสร้างปัญหามากมายโดยเฉพาะกลุ่ม SME หรือองค์กรขนาดเล็กที่มีเรื่องต่าง ๆ ให้จัดการมากมาย จะมีปัญหาอะไรบ้างที่ Excel ไม่สามารถช่วยทีมขายได้ วันนี้เรามีคำตอบ

1.การติดตามยอดขาย

เหตุผลที่สำคัญที่สุดสำหรับบริษัท คือ ลูกค้าและคนที่สนใจใน product ของคุณ แต่การที่จะเอา Excel เข้ามามีส่วนช่วยในการเก็บข้อมูลเพื่อ follow ลูกค้าอาจจะทำให้เกิดความลำบากตามมาในกรณีที่ในทีมขายมีจำนวนหลายคน การที่จะต้องมาอัพเดทติดตามยอดใน Excel ทุกวันต้องยุ่งยากเป็นที่สุด และท้ายที่สุดแล้วลูกค้าที่สนใจในผลิตภัณฑ์จริง ๆ ของเราอาจจะไม่มีใครคอยติดต่อกลับไปเลยก็เป็นได้ พลาดโอกาสในการขายไปอย่างสิ้นเชิง

2.ข้อมูลเยอะจนทำให้ตาลาย

เมื่อการกรอกข้อมูลเป็นเรื่องที่ยุ่งยากแล้ว สิ่งที่ยากกว่าคือการดูข้อมูลใน Excel โดยเฉพาะผู้บริหารที่ต้องตัดสินใจตลอดเวลา บวกกับข้อมูลตัวเลขที่เยอะไปหมด แต่รู้หรือไม่ว่าปัจจุบันโปรแกรม CRM อีกมากมายสามารถสร้างและแสดงผลลัพธ์ของข้อมูลได้ทันทีที่มีการขอเรียกดู และสิ่งที่ตอบโจทย์ได้ในข้อนี้ คือ Venio CRM ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นมิตรกับผู้บริหารโดยเฉพาะเมื่อต้องใช้ข้อมูลมากมายในการตัดสินใจ

3.การอัพเดตของข้อมูลที่เยอะจนไม่มีวันสิ้นสุด

อีกหนึ่งปัญหาที่หลายบริษัทพบเจอคงเลี่ยงไม่พ้น การตั้งชื่อไฟล์อัพเดตข้อมูลที่ไม่มีวันสิ้นสุด กว่าจะจบการขายจริง ๆ ชื่อไฟล์คงยาวไปถึงเชียงใหม่ เมื่อกลับมาเปิดดูอีกทีก็อาจจะเพิ่มความสับสนได้อีกว่าไฟล์ไหนกันแน่ที่เป็นตัวไฟนอล และแน่นอนค่ะว่าทุกเรากล่าวมาทั้งหมดเป็นเรื่องปกติของ Excel โดยเฉพาะไฟล์ที่ต้องมีการทำงานร่วมกันหลายคน กว่าจะอัพเดตกันเสร็จเรียบร้อย ยาพาราคงหมดไปหลายกระปุก

4.ความปลอดภัยอันน้อยนิด

ไม่ใช่ข้อมูลทุกอย่างที่อยู่บน Excel จะเหมาะกับทุกคน โปรแกรมจำพวก CRM จะมีการจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลที่เรียกดูได้ผ่านทาง account แต่สำหรับ Excel นั้นจะถูกจำกัดที่ระดับไฟล์เท่านั้น ซึ่งหมายถึงการใช้รหัสผ่านเพื่อเปิดไฟล์เท่านั้น ถ้าเกิดดูได้ก็จะดูได้ทั้งไฟล์ หรือไม่ก็ดูไม่ได้เลย แต่มันจะดีกว่าไหม หากเรามีโปรแกรมที่ช่วยในการดูข้อมูลต่าง ๆ ในระดับการเข้าถึงที่ต่างกัน ผลเสียที่จะไม่ตามมาหากมีโปรแกรมแบบนี้คงหนีไม่พ้น การแบ่งไฟล์และแยกส่งให้ยุ่งยาก งานหลายขั้นตอนแบบนี้ดูท่าจะไม่สนุกเอาซะเลยนะ

เมื่อ Excel ไม่สามารถทำงานดังกล่าวข้างต้นได้ดี อีกหนึ่งตัวช่วยที่สามารถตอบโจทย์ทุกปัญหาของงาน Excel ได้คงต้องยกให้ เทคโนโลยี CRM ไม่ว่าจะองค์กรเล็กใหญ่ก็สามารถใช้งานได้ แถมช่วยให้การทำงานเป็นระบบมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งในปัจจุบัน เทคโนโลยีนี้ราคาถูกแบบที่จับต้องมีเยอะไป โดยเฉพาะ Venio CRM โปรแกรมที่จะช่วยให้งานขายของคุณง่ายขึ้นจนลืม Excel แบบเก่า ๆ ไปได้เลย

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog www.veniocrm.com/blog 
Facebook www.facebook.com/veniocrm
Twitter:  www.twitter.com/veniocrm
Youtube:  www.youtube.com/veniocrm

5 เหตุผลคุณควรให้ทีมเริ่มใช้ CRM ได้แล้ว

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มองว่าระบบ CRM ยังเป็นอะไรที่ห่างไกลอยู่ เพราะทุกวันนี้ทีมเราก็มีการจัดการทีมขายอย่างดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Excel ในการเก็บและติดตามอัพเดทข้อมูลลูกค้า การใช้ LINE ในการอัพเดทงานและสื่อสารกับทีมเป็นประจำอยู่แล้ว โปรแกรมบริหารงานขายดูแล้วเป็นอะไรที่ไม่ได้มีประโยชน์เลย ลองอ่านบทความนี้ดูที่จะช่วยให้คุณเข้าใจในแง่มุมที่โปรแกรม CRM จะช่วยให้การทำงานของทีมขายคุณที่ดีอยู่แล้วยิ่งดีมากขึ้นไปอีก และสำหรับใครที่ยังไม่ทราบว่า CRM คืออะไร? ลองอ่านบทความเก่าของเราดูได้ที่นี่

1.ข้อมูลกระจัดกระจาย เชื่อถือไม่ได้

แม้ว่าคุณจะมีการการเก็บข้อมูลไว้ในไฟล์อย่างดี มีการเรียบเรียงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ถ้าในกรณีที่ทีมขายของคุณมีแค่คนเดียวก็คงไม่เกิดปัญหาอะไรขึ้น แต่เมื่อใดก็ตามที่ทีมขายของคุณมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ข้อมูลต่างๆที่อัพเดทบนไฟล์แต่ละอันอาจจะไม่เหมือนกัน และแม้ว่าคุณจะแก้ปัญหาโดยให้มีการวางไฟล์ไว้ที่ส่วนกลางและให้อัพเดทที่ไฟล์นั้นไฟล์เดียว การจัดการอนุญาตสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลก็เป็นไปได้ยาก และเมื่อมีการแก้ไขคุณก็รู้ได้ยากว่าใครเป็นคนแก้ไข ทำให้ข้อมูลดีลในระบบอาจจะลดลง forecast ที่เคยทำไว้อาจจะเปลี่ยนไป ระบบจัดการข้อมูลลูกค้าไม่มีประสิทธิภาพสุดท้ายก็ส่งผลโดยตรงกับการวางแผนจัดการทีมขาย

2.มองเห็นแต่ผลลัพท์

เพราะโดยปกติบริษัทมักจะเก็บข้อมูลการเข้าพบลูกค้าในรูปแบบที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ทำให้มักที่จะขาดรายละเอียดต่างๆที่จำเป็นต่อการวิเคราะห์ลูกค้า เช่น รายละเอียดในการเข้าพบลูกค้า และมักจะเก็บแค่สถานะของลูกค้ารายนั้นๆทำให้สุดท้ายแล้วไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะทำให้เกิด Customer experience ที่ดี และถึงแม้ว่าคุณจะเพิ่มฟิลด์ต่างๆเข้ามามากมาย แต่ด้วยตัว Excel หรือโปรแกรมอื่นๆที่ไม่ได้สร้างมาเพื่อรองรับการจัดการข้อมูลกิจกรรม สุดท้ายแม้คุณจะได้ผลลัพธ์จากการพบลูกค้า แต่ก็จะขาดข้อมูลในส่วนดำเนินการไปอยู่ดี

3.รายงานรวบรวมได้ยาก

สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับองค์กรทั่วๆไปสำหรับการทำรายงานการขายเลยนั่นคือ จะมีคนๆนึงที่คอยรวบรวมข้อมูลจากพนักงานขายหลายๆคน เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมารวมเป็นไฟล์เดียวกัน และนำเสนอในที่ประชุมทีมขายกันต่อไป แต่ปัญหาที่เจอหลักๆเลยก็จะเริ่มตั้งแต่การรวบรวมข้อมูลที่เซลล์แต่ละคนกว่าจะส่งไฟล์มาให้ก็ใช้เวลานาน และ format ที่ส่งมาก็อาจจะไม่เหมือนกัน 100% ทำให้การรวมไฟล์ยิ่งกินเวลาเข้าไปใหญ่ สุดท้ายก็ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะได้ไฟล์รายงานการขายมา ข้อมูลก็เป็นข้อมูลเก่าไปเรียบร้อยแล้ว โปรแกรม CRM บริหารงานขายปัจจุบันสามารถเข้าดูรายงานได้ทันที ทำให้ประหยัดเวลาและมีข้อมูลในการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว

4.การแจ้งเตือนและทำงานเป็นทีมลำบาก

อีกเรื่องที่สำคัญและพบว่าแม้แต่คนที่บริหารทีมขายเก่งๆยังอาจจะละเลยเรื่องนี้ไปคือการติดตามลูกค้า เพราะสุดท้ายแล้วข้อมูลที่ได้มาก็เป็นข้อมูลที่รายงานมาจากคนในทีม ซึ่งบางครั้งเค้าอาจจะลืมตามลูกค้าแต่แจ้งในทีมว่าติดตามเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นแล้ว CRM จึงเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากเพราะ นอกจากจะต้องบันทึกกิจกรรมลงในระบบแล้ว ระบบยังมีการแจ้งเตือนเรื่องการติดตามลูกค้าผ่านมือถืออีกด้วย ช่วยป้องกันและลดปัญหาการลืมตามลูกค้า และที่สำคัญเพราะทุกคนอยู่บนระบบเดียวกันและเป็นระบบเรื่องงานโดยเฉพาะทำให้การสื่อสารเป็นทีมทำได้อย่างง่ายดายมากขึ้น

5.ยากต่อการปรับปรุงกระบวนการขาย

และสิ่งที่สำคัญมากๆเลยก็คือด้วยระบบการจัดการลูกค้าแบบเก่าๆ ข้อมูลทุกอย่างจะถูกผูกติดกับเซลล์และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือข้อมูลลูกค้าทั้งหมดหายตามไปด้วย และแม้ว่าจะมีข้อมูลหลงเหลืออยู่เซลล์คนใหม่ที่เข้ามาก็ต่อไม่ติด ไม่รู้ว่าการเจรจาไปถึงขั้นตอนไหนแล้วบ้าง CRM จึงเข้ามามีส่วนช่วยอย่างมาก และนอกจากนั้นยังทำให้บริษัทมีการสร้างมาตรฐานในการติดต่อลุกค้า เพราะเซลล์แต่ละคนมีพื้นฐานในการจัดการการขายไม่เหมือนกัน โปรแกรม CRM จะช่วยตั้งแต่ให้การทำงานเป็นไปตามขั้นตอนมาตรฐาน เช่น การเก็บ Lead ติดตาม สร้างดีล สร้างแผนงานขาย ช่วยลดระยะเวลาในการเทรนเซลล์ใหม่ลง และมีการทำงานที่อยู่ในกรอบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog: www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

สรุปความรู้จากงาน Marketing Oops! Summit 2020

เมื่อวาน Venio เราก็ได้มีโอกาสไปออกบูธที่งาน Marketing Oops! Summit 2020 โดยงานนี้มุ่งเน้นที่ธีมงานหลัก 2 เรื่องด้วยกันคือ Martech และ Customer experience จะเห็นได้ว่า Customer experience ในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงเรื่อยๆ และในฐานะที่ Venio มุ่งเน้นในเรื่องการเป็นโปรแกรม CRM โปรแกรมบริหารทีมขายที่ต้องการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด แน่นอนว่าเราย่อมไม่พลาดที่จะมานั่งฟังข้อคิดดีๆจากงานนี้

Opening: CX ในวันนี้และวันข้างหน้า

แค่เริ่มเปิดมาหัวข้อก็น่าสนใจมากๆ Today and the Future of CX: New Mindsets, New Capabilities, and New Opportunities หัวข้อนี้คุณ Andreas Holmer ก็ได้พูดถึง Customer experience ไว้อย่างน่าสนใจมากเลยทีเดียว และเค้าก็เชื่อว่าในเวลาไม่กี่ปีข้างหน้านั้น CX จะกลายมาเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนแบรนด์ ปัญหาที่น่าขบคิดคือทุกวันนี้ความเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้น และเราจะทำอย่างไรล่ะกับการทำ Customer experience ในเมื่อทุกสิ่งมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทางคุณ Andreas ก็ได้ให้หลักการไว้ 3 ข้อด้วยกันคือ

1.Think in systems

หลักการนั้นเข้าใจง่ายมากๆคือการจะทำ CX นั้นต้องเกิดจากกระบวนการความเข้าใจลูกค้า ว่าเมื่อเราทำสิ่งนี้จะเชื่อมโยงไปยังสิ่งต่อไปได้อย่างไร ทุกอย่างต้องชัดเจนไม่ใช่แค่การทำขึ้นมาลอยๆและเมื่อเรามองเห็นภาพของระบบได้อย่างชัดเจนแล้ว เราก็จะสามารถทำเรื่อง Customer experience ได้อย่างง่ายขึ้นครับ

2.Validate with experiments

บริษัทที่จะประสบความสำเร็จในการทำ Customer experience นั้นต้องมีการหมั่นทำการทดลองอยู่เสมอๆ ทดสอบเพื่อเรียนรู้ความต้องการของผู้บริโภค ยกตัวอย่างเช่นบริษัทอย่าง booking.com หรือ Netflix ก็มีการทำอยู่เรื่อย เช่น Netflix ก่อนที่จะตัดสินใจให้เป็นแบบ Sign up ก่อนถึงดู content ได้ก็ผ่านการทำการทดลองมาก่อนแล้วเช่นกัน

3.Organize for agility

คือการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของทีมจากแบบรวมทุกอย่างไว้ที่ศูนย์กลาง ให้นึกภาพของผังองค์กรที่มีเป็นลำดับชั้น สุดท้ายก็มีคนกำหนดทิศทางอยู่เพียงแค่ 2-3 คน มาเป็นแบบ SLAM ทีมแทนที่เน้นการทำงานร่วมกัน และเพิ่มความคล่องตัวในการทดลองต่างๆ

ซึ่งหลังจากได้ฟังจบเรียกได้ว่าการทำ Customer experience ที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น เริ่มต้นจากการเปลี่ยน mindset และเทคโนโลยีเป็นแค่ส่วนช่วยเสริม นอกจากนี้ยังมีหลายๆ session ที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลยุทธ์การทำ Customer experience ที่แบรนด์ต้องเข้าถึงลูกค้าแบบ personalize โดยทางคุณ Steven จาก Ogilvy ก็ได้สรุปสามสิ่งหลักๆไว้ดังนี้ ลูกค้าจะเข้าสู่ยุคที่ต้องทำ personalize มากขึ้นในการเข้าถึงพวกเขา, แบรนด์ต่างๆต้องเข้าใจเรื่อง customer journey และ data เพื่อที่จะเข้าถึงลูกค้าได้ผ่านทางแชนแนลหรือ content ที่เหมาะสม และท้ายที่สุดคือเรายังไม่จำเป็นต้องทำ Customer experience ผ่านทาง omni-channel แบบเต็มตัว แต่ค่อยๆทำจะเป็นแนวทางที่ดียิ่งกว่า

และในช่วงท้ายๆของวันก็มีอีก session ที่น่าสนใจจาก GQ ในการ transform องค์กรที่ทำให้ตอนนี้กลายเป็นแบรนด์ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์โดยคุณ George Hartel ได้ให้แง่คิดที่น่าสนใจไว้ว่า สิ่งที่ทุกแบรนด์จะต้องคิดคือต้องเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้ อย่าหยุดที่จะเรียนรู้และทดลองในสิ่งต่างๆที่จะช่วยพัฒนาแบรนด์ให้ดีขึ้น ซึ่ง GQ เองแม้จะมีการสร้างนวัตกรรมให้กับตัวผลิตภัณฑ์แต่ตัวแบรนด์เองก็มีการทำในสิ่งต่างๆที่ช่วยเสริมให้แบรนด์ GQ ดีขึ้น นวัตกรรมในผลิตภัณฑ์ต้องอยู่ในทุก Touchpoint และนั่นทำให้เสื้อขาวของ GQ กลายมาเป็นแบรนด์เสื้อที่ใครๆก็พูดถึงในช่วงที่ผ่านมานี้

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog: www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

Customer experience คืออะไร แล้วทำไมถึงสำคัญนัก?

ถ้าหากตอนนี้เราถามคุณว่าครั้งล่าสุดที่คุณได้รับการบริการแย่ๆจากบริษัทนั้นคือตอนไหน เชื่อได้เลยว่าคุณคงจะนึกได้อย่างรวดเร็วสำหรับเหตุการณ์นั้นๆที่เกิดขึ้น รวมไปถึงความรู้สึกแย่ๆและแน่นอนว่าคุณคงตั้งมั่นว่าจะไม่ใช้บริการจากบริษัทนี้อีก เผลอๆแล้วคุณคงจะเที่ยวไล่บอกคนรอบข้างว่าถึงประสบการณ์แย่ๆเหล่านั้น และนั่นก็เช่นเดียวกันกับเมื่อคุณได้รับการบริการลูกค้าที่น่าประทับใจ เชื่อหรือไม่ว่าการที่ลูกค้ารู้สึกดีกับการบริการแล้ว ยังส่งผลให้ยอดการสั่งซื้อมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นได้อีกด้วย ดังนั้นแล้วการแข่งขันในปัจจุบันนอกจากในเรื่องสินค้าแล้ว Customer experience ก็กลายมามีบทบาทสำคัญมากๆในโลกธุรกิจทุกวันนี้ บริษัททั้งหลายต่างมองหาวิธีที่จะทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์บริการที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรม CRM การตั้ง KPI ทีมขายและทีมบริการ

Customer Experience คืออะไรกันแน่?

อันที่จริงแล้ว Customer experience นั้นไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรเลย หากจะพูดเป็นภาษาง่ายๆก็คือความประทับใจที่ได้จากบริษัท และทำให้ลูกค้าของบริษัทนึกถึงแบรนด์ นึกถึงความรู้สึกดีๆที่เกิดขึ้นระหว่างการซื้อไปจนถึงใช้ผลิตภัณฑ์เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการที่ลูกค้าจะได้รับความประทับใจจากบริษัทเราได้นั้นต้องเกิดจากความร่วมใจของ 2 ส่วนด้วยกัน คือผลิตภัณฑ์ และผู้ให้บริการ แต่บริษัทมักจะเข้าใจผิดว่า Customer experience เกิดจากการบริการเพียงฝั่งเดียวเท่านั้น

แน่นอนสำหรับผลิตภัณฑ์นั้นถ้าเป็นของใช้ที่ต้องใช้ เราก็จะมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเรารู้สึกอย่างไรกับของชิ้นนั้น แต่สำหรับประสบการณ์แย่ๆในเคสของผลิตภัณฑ์ที่จับต้องไม่ได้อย่างซอฟต์แวร์นั้น อยากให้ลองนึกภาพถึงโปรแกรมบนมือถือ หากโปรแกรมไม่ได้มีการออกแบบเรื่อง Customer journey อย่างดี คุณก็จะพบเรื่องที่ทำให้รู้สึกแย่ๆได้ตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานที่ยากลำบาก เมนูที่วางแล้วแล้วรู้สึกกดใช้งานได้ไม่ถนัด คำพูดหรือสีไอคอนต่างๆที่ไม่สื่อ หรือแม้กระทั่งปัญหาเล็กๆน้อยๆอย่างเช่นเรื่องของระบบการลืมรหัสผ่าน หรือการลบ Account ที่ทำได้ยาก

ความสำคัญของ Customer Experience

Customer experience นั้นสำคัญมากๆสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท  ถ้าลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีจากแบรนด์ นั่นก็ไม่อยากที่จะเปลี่ยนจากลูกค้าธรรมดาจนกลายเป็นลูกค้าที่จงรักภักดีในแบรนด์ ที่จะส่งผลให้ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้นอีกมาก และที่เหนือสิ่งอื่นใดการบอกต่อเป็นพลังการขายที่สำคัญมากในยุคนี้

ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมานี้ยังมีอีกปัจจัยที่ทำให้ Customer experience มามีอิทธิพลอย่างมาก และความควบคุมอยู่ในมือของผู้ซื้อมากกว่าคนขาย และนั่นก็คือการทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ ที่ทำให้ลูกค้ามีตัวเลือกมากขึ้นกว่าที่เคย และนอกจากนั้นยังสามารถแชร์และรีวิวธุรกิจคุณได้เพียงแค่ปลายนิ้ว และนั่นเองทำให้ถ้าหากคุณเก่งในเรื่อง Customer experience แล้วล่ะก็ธุรกิจคุณจะเติบโตไปได้ไวมาก ๆ Brand ใหญ่ๆจึงเริ่มหันมาทำระบบ Customer relationship management กันอย่างมากมาย โปรแกรม CRM เลยยิ่งมามีบทบาทสำคัญในยุคนี้มากๆ เพราะคุรจะดูได้ทันทีว่าพนักงานขายไปพบลูกค้าจริงหรือไม่ มีรายละเอียดการเข้าพบอย่างไรบ้าง มีการติดตามลูกค้าบ้างรึเปล่า จัดการแก้ไขปัญหาได้เรียบร้อยดีหรือไม่

ในบทบาทของคนทำธุรกิจก็ถึงเวลาแล้วที่ต้องลองถามตัวเองดูว่ามีประสบกาณ์อะไรที่แย่ๆที่เราเคยได้รับจากตัวสินค้า หรือจากการบริหารทีมขายของบริษัทคู่ค้าบ้าง และเริ่มประเมินว่าจะจัดการตรงนี้ได้อย่างไร – สุดท้ายสิ่งเหล่านี้จะตอบแทนคุณด้วยการเติบโตของธุรกิจนั่นเอง

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog: www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

เคล็ดไม่ลับสำหรับปิดดีล

ทักษะการเจรจาเป็นเทคนิคที่สำคัญมากที่จะช่วยให้งานด้านการขายเป็นไปได้อย่างที่ใจหวัง การเจรจาที่ดีย่อมเป็นบ่อเกิดแห่งความ "น่าเชื่อถือ"และ "ปิดการขาย"มาลองปรับเปลี่ยนมุมมองของทีมขายและจัดระบบทีมขายให้มั่นใจว่าทีมขายของคุณมีทักษะเหล่านี้ เพื่อเป็นนักเจรจาที่สามารถปิดการขายได้ทุกดีลอย่างมืออาชีพ  

การเอาชนะ  

ความล้มเหลวในการเจรจาอาจเกิดขึ้นได้หากทั้งสองฝ่ายคิดว่าการเจรจาเป็นการเกมการต่อสู้ที่ไม่มีบทสรุปร่วมกัน มีแต่ผู้ชนะและผู้แพ้ การเจรจาระหว่างลูกค้านั้นควรถือเป็นโอกาสสำหรับการแก้ไขปัญหาร่วมกัน เปลี่ยนการต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามให้เป็นการร่วมแก้ไขปัญหาไปด้วยกัน การต่อรองจึงเป็นการทำงานร่วมกันของหลายฝ่ายในการแก้ปัญหาเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดต่อทุกฝ่ายนั่นเอง 

อย่าปล่อยอารมณ์อยู่เหนือเหตุผล 

เป็นเรื่องง่ายการเจรจาที่ยาวนานที่มองไม่เห็นเป้าหมาย ทำให้อารมณ์เริ่มร้อนและไม่มีเหตุผล หากคุณเริ่มได้ยินเสียงการเต้นของชีพจรที่หู บางครั้งการพักเจรจาเป็นเรื่องที่ดี เวลาประมาน 15 นาทีอาจเป็นเปิดโอกาสที่ดีสำหรับทั้งสองฝ่ายในการปรับเปลี่ยนอารมณ์และความคิดใหม่ว่าที่แท้จริงแล้วพวกเขากำลังต้องการสิ่งไหนกันแน่  

เป็นนักฟังที่ดี  

สำหรับทีมขายหรือนักเจรจาไม่ใช่แค่เพียงทักษะการพูดที่จำเป็นต้องมี แต่ยังต้องมีทักษะการฟังที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ทีมขายบรรลุเป้าหมายได้ ทักษะการฟังที่ดีนั้นต้องเป็นผู้ฟังที่เข้าใจถึงความหมายที่ผู้พูดสื่อออกมาได้อย่างแท้จริง การสังเกตลักษณะท่าทาง การใช้คำพูดและโทนเสียง ก็เช่นกัน ดังสุภาษิตว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง  

รู้จุดแข็งของตัวเอง 

คุณต้องรู้จักตัวเองหรือสินค้ามากพอที่จะมองเห็นประโยชน์ของมันในปรับใช้ในการเจรจา ของแต่ละอย่างหรือคนแต่ละคนมีจุดแข็งที่แตกต่างกันไป เมื่อเราเป็นนักฟังที่ดี เข้าใจถึงปัญาอย่างแท้จริงแล้ว การนำจุดแข็งมาปรับใช้กับปัญหาในการจรจาจึงส่งมีผลกระทบต่อผลของการเจรจาของแต่ละคนออกมาแตกต่างกันนั่นเอง  

มีเป้าหมาย  

สิ่งสำคัญสิ่งสุดท้ายในการเจรจาก็คือ เป้าหมาย บางครั้งการเจรจาที่ยาวนานอาจจะทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนเทคนิคหรือแผนเพื่อรองรับปัญหาที่เกิดขึ้นและจุดแข็งของเรา  ส่งผลให้เป้าหมายที่ตั้งไว้ของคุณของคุณคลาดเคลื่อนโดยไม่รู้ตัว เพื่อให้ผลเจรจาใกล้เคียงกับสิ่งที่ตัวคุณต้องการมากที่สุด ในระหว่างการเจรจาต้องคำนึงถึงเป้าหมายของเราอยู่เสมอ  


ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

5 วิธีก้าวข้ามอุปสรรคในงานขาย

สำหรับนักขายหลายๆท่านเมื่อพูดถึงเรื่องอุปสรรคสำหรับการขายที่เคยเจอมา เชื่อได้เลยว่าคงไม่พ้นเรื่องการบริหารจัดการเวลาอย่างแน่นอน วันนี้เราได้รวบรวมฟีดแบ็คจากเซลล์หลายๆท่านที่เราไปเจอ และบทความในอาทิตย์นี้เราก็จะมาคุยในเรื่องของอุปสรรคที่นักขายมักจะต้องเจอ และวิธีที่จะช่วยก้าวข้ามผ่านมันและทำให้เรากลายเป็นสุดยอดนักขาย 

การจัดการเวลา

ปัญหาที่นักขายจำนวนมากเจอเลยคือการจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ แนะนำอย่างนี้ครับให้คิดเสมอว่ายิ่งเราทุ่มเทให้กับการขายมากเท่าไรนั่นคือโอกาสที่มามากขึ้น และนั่นหมายถึงการต้องทำการบ้านก่อน เช่นก่อนไปพบลูกค้า หลังพบลูกค้า จะติดตามดีลกันอย่างไร ซึ่งตรงจุดนี้โปรแกรม CRM จะเข้ามามีบทบาทเป็นผู้ช่วยที่สำคัญมากๆ แต่หากยังไม่มีงบตรงส่วนนี้ก็อาจจะเริ่มใช้ Excel ไปก่อนก็ได้

การถูกปฎิเสธ

เซลล์ร้อยทั้งร้อยรับรองว่าต้องเคยถูกปฎิเสธกันมาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการไปตกลงสั่งซื้อกับเจ้าอื่นแทนทั้งๆที่เหมือนจะปิดดีลได้แล้ว หรือบางครั้งโดนปฎิเสธตั้งแต่ขั้นตอนการขอเข้าพบลูกค้าเลยทีเดียว ซึ่งสำหรับนักขายแล้วจะเป็นอะไรที่เฟลสุดๆ แต่อย่างไรก็ตามเราสามารถแก้ปัญหานี้ได้ง่ายๆด้วยการทำนัดหมายเยอะๆ พยายามเข้าพบเสนอขายลูกค้าบ่อยๆ เป็นเหมือนการฝึกให้เราชินกับการขายนั่นเอง

บางครั้งคุณรู้มากเกินไป

คำว่ารู้มากในที่นี้คือคุณรู้โปรดัคส์ตัวเองอย่างท่องแท้ทั้งในทั้งนอก คุณรู้ทุกผลิตภัณฑ์ที่มีบนท้องตลาด คุณรู้ถึงข้อดีข้อเสียของผลิตภัณฑ์ตนเอง ซึ่งจริงๆแล้วต้องบอกว่านี่เป็นสิ่งที่ดีมากๆ แต่สำหรับพนักงานขายบางคนกลับกลายมาเป็นหอกที่ทิ่มแทงตัวเอง เพราะเมื่อมีการพูดคุยกับลูกค้าแล้วรู้ว่าเค้ากำลังเปรียบเทียบกับเจ้าไหนอยู่ ทำให้เกิด Mindset ที่ว่าเราต้องสู้ไม่ได้แล้วแน่ๆเลย อันที่จริงแล้วการขายในปัจจุบันนี้ไม่ได้แพ้ชนะกันที่โปรดัคส์ทั้งหมดอีกต่อไป เพราะ Customer centric มากขึ้น และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมคุณควรใช้โปรแกรม CRM เพื่อการดูแลลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

ายไม่ได้สักที

เซลล์จำนวนมากไม่อาจประสบความสำเร็จในงานขายได้ เพราะทำตัวเองเป็นแค่เซลล์ที่มีหน้าที่ขายปิดยอดแล้วก็จบงานกลับบ้าน แต่จากเทรนด์ในปัจจุบันลูกค้าต้องการมากกว่านั้น นั่นหมายความว่าคุณนอกจากจะขายของแล้ว ยังต้องให้บริการการขายที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย หากมีเคสหรือปัญหาอะไรก็ไม่ควรจะปล่อยให้ตกหล่น และถ้าจะให้คำแนะนำอาจจะกำปั้นทุบดินไปนิดนึงแต่พนักงานขายในปัจจุบันจำเป็นต้องเรียนรู้ตลอดเวลา ทั้งตลาดในปัจจุบัน ข้อมูลข่าวสารรอบตัว เพื่อต่อยอดในการพูดคุยกับลูกค้า และช่วงชิงความได้เปรี่ยบในการขาย

ไม่รู้จะจัดการดีลอย่างไรดี

ปัญหาคลาสสิคอีกอันที่เซลล์หลายๆท่านพบเจอคือมีลูกค้าเข้ามามากเกินไป และมันก็กลายมาเป็นอุปสรรคเพราะสุดท้ายแล้วการตามงานทำได้ไม่มีประสิทธิภาพ ตรงนี้สามารถแก้ได้ง่ายๆด้วยการลิสท์ลูกค้าทั้งหมดออกมาและทำการจัดลำดับความสำคัญตามมูลค่าดีล ตามโอกาสในการปิดการขาย ซึ่งตรงนี้อาจจะเป็นงานที่น่าปวดหัวมากพอตัวหากทำผ่านระบบ manual เราจึงแนะนำให้หาโปรแกรมบริหารงานขายดีๆสักตัวมาใช้ และการจัดการดีลก็จะง่ายขึ้นเป็นเท่าตัว


ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

4 เหตุผลทำไมบริษัทไม่กล้าใช้ CRM

คุณก็เป็นคนหนึ่งใช่ไหมที่กำลังลังเลอยู่ว่าจะเริ่มใช้ระบบ CRM ดีไหม ทั้งๆที่ก็รู้ว่า CRM มีประโยชน์มากแต่เมื่อคิดๆแล้วก็เกิดความกังวลในหลายๆเรื่องว่าโปรแกรมบริหารงานขาย CRM ที่เราจะเอาเข้ามาใช้จะทำให้ธุรกิจเราเติบโตได้จริงหรือ Venio เราก็ได้รวบรวมเหตุผลหลักๆที่ทำให้บริษัทต่างๆไม่กล้าใช้ CRM พร้อมทั้งวิธีรับมือกับปัญหาเรานั้น หวังว่าบทความเราจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายมากขึ้น

เซลล์ไม่อยากใช้งาน

เป็นอันรู้กันว่าระบบไม่ว่าจะดีแค่ไหนแต่หากไม่มีคนใช้งาน ระบบนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไร โดยมากแล้วมักเกิดจากความกลัวที่เรากลัวการเปลี่ยนแปลง โดยเซลล์มักจะยึดติดกับการทำงานแบบเดิมเช่น การเก็บข้อมูลลูกค้าผ่านทาง Excel และไม่ต้องการเรียนรู้ระบบใหม่ๆ

Solution: หาระบบที่ตอบโจทย์การทำงานสำหรับทุกฝ่าย ระบบ CRM ที่เลือกใช้ควรเน้นที่การใช้งานง่าย และใช้งานได้จริง ไม่มองแต่ฟีเจอร์เยอะๆที่คุณอาจจะไม่ได้ใช้งาน ซึ่งเมื่อทีมขายรู้สึกว่าระบบมันช่วยเค้าได้จริงและไม่ต้องเรียนรู้มาก เมื่อนั้นการต่อต้านในการใช้งานก็จะลดลง

การ Implement ระบบมันยุ่งยากซับซ้อน ค่าใช้จ่ายสูง

ระบบ CRM โดยทั่วไปตามที่เราเข้าใจมักมีราคาสูงเช่นพวก SAP, Salesforce ทำให้แม้ว่าเราจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่การหางบประมาณมาใช้งานในส่วนนี้ก็เป็นไปได้ยาก ซ้ำร้ายเมื่อต้องการ implement ระบบ CRM การขึ้นระบบก็มีขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน การคุย requirement ต่างๆก็เป็นไปได้ยาก สุดท้ายทำให้คุณคิดว่าระบบดีๆมันไม่ง่ายเลยในการเอามาใช้งาน

Solution: จริงๆแล้วสำหรับระบบ CRM เราอาจจะไม่ต้องมองหาแต่ซอฟต์แวร์เมืองนอกอย่างเดียว เพราะในปัจจุบันก็มีบริษัทไทยที่ทำซอฟต์แวร์อยู่มาก และข้อดีคือการคุยเรื่อง requirement ทำได้ง่ายกว่า เพราะบริษัทไทยจะมีความยืดหยุ่นตรงนี้มากกว่า เรื่องการขึ้นระบบก็ทำได้รวดเร็วกว่า ค่าใช้จ่ายก็สามารถเลือกได้ตาม package ราคาที่มีราคาเริ่มต้นถูกกว่ามากๆ

มองไม่เห็น Value ว่าจะช่วยงานได้จริง

โดยทั่วไปองค์กรมักจะคิดว่าสิ่งที่เป็นอยู่มันดีอยู่แล้ว เช่นการใช้ระบบ Excel จัดเก็บข้อมูลลูกค้า ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาตรงไหน ทางองค์กรบริษัทก็มียอดขายเข้ามาทุกๆเดือน แต่อันที่จริงเราลืมมองในส่วนของสิ่งที่เสียไปเช่น รายได้ที่ควรจะมีเข้ามามากขึ้นหากมีการตามลูกค้าอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง การทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา การเก็บข้อมูลลูกค้าอย่างเป็นระเบียบ ทุกอย่างล้วนแต่เป็นประโยชน์ที่คุณจะได้รับจาก CRM

Solution: ลองประเมินถึงการจัดการในบริษัทว่าถ้าเรามีตัวช่วยเข้ามาจะทำให้งานเราราบรื่นและกระบวนการดีขึ้นมากแค่ไหน ซึ่งปัจจุบันซอฟต์แวร์ CRM ก็มีราคาไม่แพงมาก เช่น Venio เริ่มที่ 990 ต่อ account หากการจ่ายเงินเพิ่ม 990 ต่อคนทำให้คุณปิดดีลและการตามลูกค้าได้มากขึ้นต่อเดือนมันก็เป็นอะไรที่คุ้มค่ากว่ามาก

CRM ไม่ตอบโจทย์ในด้านการขาย

ฟีเจอร์ที่ใส่มาให้เยอะๆ สุดท้ายกับใช้งานไม่ได้จริง เพราะองค์กรเรามีวิธีการขายที่ไม่แมทกับตัวซอฟต์แวร์ CRM ทำให้กลายเป็นว่าแทนที่ตัวโปรแกรมบริหารทีมขาย จะปรับให้ใช้กับตัวบริษัทเราได้ กลับเป็นตัวบริษัทเราต้องปรับให้เข้ากับ CRM แทน

Solution: มองหา CRM ที่พัฒนาภายในประเทศและมีความเชี่ยวชาญทางธุรกิจคุณโดยเฉพาะ เช่น Venio เราตอบโจทย์สำหรับธุรกิจ B2B และเนื่องจากเราพัฒนา Application บนแนวคิดของการขายในประเทศทำให้ฟีเจอร์ที่มีต่างๆตรงกับธุรกิจในประเทศไทยมากกว่า

หวังว่าหลังจากที่คุณอาจบทความนี้จบ ปัญหาที่คุณกลัวในการนำเอา CRM มาใช้งานจะหมดไป เพราะธุรกิจทุกวันนี้การแข่งขันไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป บริษัทจำนวนมากพร้อมที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อให้ทุกอย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด คำถามที่เหลือก็คงจะเป็นแค่องค์กรคุณพร้อมที่จะเริ่มหรือยัง

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

Omni-channel คืออะไร? แล้วจะช่วยเรื่อง customer centric ได้อย่างไร?

ปัจจุบันนี้จะสังเกตเห็นได้ว่าธุรกิจต่างๆเริ่มหันมาสนใจในเทรนด์ของ customer experience กันมากขึ้น และนั่นทำให้ omni-channel กลายมาเป็นสิ่งที่แบรนด์ต่างๆให้ความสนใจกัน ตัว Omni channel นั้นช่วยเรื่องของ CRM โดยตรง และจากการที่ผู้บริโภคในปัจจุบันมีการเข้าถึงร้านค้าได้ผ่านทางหลายช่องทาง ทำให้เส้นแบ่งระหว่างโลกออนไลน์และช่องทางออฟไลน์เลือนลางลงเรื่อยๆ

ทำความรู้จักกับ Omni-channel

Omni-channel experience คือการเชื่อมโยงช่องทางต่างๆที่ลูกค้ามีการเข้าถึงร้านค้า โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นช่องทางออนไลน์ หรือการขายหน้าร้าน ซึ่ง Omni-channel จะช่วยส่งเสริมในเรื่อง Customer experience ที่ดี ไม่ว่าลูกค้าจะเข้าผ่านทางช่องทางไหน ทางแบรนด์ก็สามารถอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า นอกจากในส่วนของลูกค้าแล้วนั้น การทำ omni-channel ยังมีส่วนช่วยในการบริหารทีมขาย ทำให้การทำการขายทำได้ง่ายมากขึ้น เพราะทางร้านค้าจะรู้ถึงช่องทางและข้อมูลของลูกค้าที่ติดต่อมา

ตัวอย่างของการทำ omni-channel ซึ่งมาช่วยเรื่อง customer centric

สำหรับต่างประเทศแล้วนั้นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็เช่น Disney ที่มีการขายตั๋วผ่านทางหลายช่องทาง แต่การไปรับตั๋วนั้นระบบจะ connect เชื่อมต่อกันหมด แต่ยังไม่หมดแค่นั้นถ้าหากเรามองเจาะลึกลงไป Disney มีการวางแผนการทำอย่างแยบยล ตั้งแต่การ design website ให้รองรับ mobile-responsive มีการทำ app และการการจอง fast pass รวมไปถึงเส้นทางการเดินทางต่างๆใน Disney land และในส่วนของ Offline เองนั้นก็มีการตกแต่งและทุกอย่างที่เชื่อมโยงถึงกันหมด ทำให้ผู้คนที่มายัง Disney ได้รับประสบการณ์ที่ดีกลับไป

สำหรับตัวอย่างในไทยที่เห็นได้ชัดเลยคือการที่ลูกค้ากรอกข้อมูลผ่านทาง website, LINE หรือ FB เพื่อเอาคูปองมาใช้กับหน้าร้าน โดยร้านเองก็จะมีการสื่อสารกลับไปยังลูกค้าผ่านทางช่องทางต่างๆ ซึ่งตรงนี้จะเป็นส่วนที่ส่งเสริมการทำ CRM โดยตรง และการที่จะทำเช่นนี้ได้นั้น ข้อมูลที่อยู่ในแต่ละช่องทางจะต้องเชื่อมหากันหมด จุดสำคัญของการทำ omni-channel คือการเชื่อมโยงของข้อมูลที่ไร้รอยต่อไม่ทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่แย่ เช่นจากตัวอย่างข้างบนหากมีการรับคูปองจากช่องทางออนไลน์ แต่เมื่อไปใช้หน้าร้านแล้วใช้ไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ต้องระวังในการเริ่มใช้ omni-channel

แน่นอนว่าแม้ในตอนนี้การทำ omni-channel ยังไม่ได้ถึงขั้นที่จำเป็นจะต้องมี แต่ในอนาคตอันใกล้นี้แบรนด์ทั้งหลายมีแนวโน้มที่จะทำในเรื่อง omni-channel และให้ความสำคัญกันมากขึ้น ในโอกาสหน้า Venio เราก็จะมาเจาะลึกในเรื่องกลยุทธ์การทำ omni-channel ที่ละเอียดมากขึ้น หวังว่าตอนนี้ทุกคนคงได้ไอเดียในการทำ omni-channel

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM ได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

Sales enablement คำที่นักขายยุค 2019 ต้องรู้จัก

ถ้าคุณอยู่ในแวดวงงานขาย หรือต้องบริหารทีมขายคำว่า sales enablement น่าจะเป็นคำที่ได้ยินค่อนข้างบ่อยในปีนี้ คำนี้อาจจะเป็นคำที่ค่อนข้างใหม่ในประเทศไทย แต่จริงๆแล้วมีการใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศมาสักช่วงเวลานึงแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการพัฒนาทีมและบริหารงานขาย และวันนี้ Venio เราก็จะมาแนะนำให้รู้จักกับ sales enablement ให้ดียิ่งขึ้น

Sales enablement คืออะไร?

Sales enablement หากจะให้พูดในเรื่องความหมายก็คือกระบวนการในการจัดการและตระเตรียมข้อมูล เนื้อหา และเครื่องมือต่างๆให้กับพนักงานขาย ด้วยจุดประสงค์เพื่อช่วยให้การขายทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าอ่านแล้วยังงงๆอยู่นึกภาพตามนี้ครับถ้าคุณให้ task พนักงานสักอย่างหนึ่ง และก็จัดเตรียมให้ข้อมูล และสิ่งต่างๆที่จำเป็นสำหรับงานนั้นๆ  ก็คงพูดได้อย่างเต็มปากว่าพนักงานคนนี้จะสามารถทำงานได้สำเร็จราบรื่นกว่าคนที่ไม่ได้รับอะไรเพิ่มเติมเลย ซึ่งมันก็เป็นจริงสำหรับทีมขายด้วยเช่นกันครับ และนี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่า sales enablement นั่นเอง

ทำไมถึงสำคัญ?

ความสำคัญของ sales enablement นั้นอยู่ที่ประโยชน์ที่พนักงานขายของคุณจะได้รับ ซึ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือการจัดการงานขายที่เป็นระบบมากขึน และทุกคนสามารถปิดยอดขายได้ตามเป้า ผ่านกระบวนการของ sales enablement ที่จะช่วยทำให้พวกเขารู้ว่าจะทำอย่างไร นั่นหมายความว่าบริษัทของคุณจะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเซลล์ซุปเปอร์ฮีโร่ไม่กี่คนที่ทำยอดได้เยอะๆอีกต่อไป

Sales enablement จะทำได้อย่างไร

ตรงนี้เราก็จะมาสรุปคร่าวๆในเรื่องของการทำ sales enablement ว่าจะทำได้อย่างไร แต่ทั้งนี้เราต้องเข้าใจก่อนว่ากระบวนการทำ sales enablement นั้นจะไม่ได้เป็นแบบขั้นตอน ให้มองในลักษณะของกลยุทธ์หรือหลักการที่จะช่วยให้พนักงานขายทำงานได้ดีขึ้นจะทำให้เห็นภาพได้ชัดกว่า

  1. ต้องกำหนดเป้าหมายและเงื่อนไขของโปรแกรมที่จะจัดทำขึ้น ที่สำคัญโปรแกรมที่จะรีนนั้นต้องช่วยให้การขายทำได้ดีขึ้น เริ่มจากสิ่งต่างๆที่ทีมขายคุณต้องการ สิ่งที่ต้องโฟกัส ทักษะที่จำเป็นสำหรับพนักงานขาย เช่นการพรีเซ็น
  2. ทำให้แน่ใจว่าพนักงานขายของคุณรู้จักลูกค้าที่อยู่ในธุรกิจคุณ และที่สำคัญต้องรู้ว่าคนซื้อจะมีกระบวนการซื้ออย่างไร หลังจากนั้นก็เริ่มดูสิ่งที่พนักงานขายจะทำได้ในแต่ละส่วนของ buyer’s experience ที่เกิดขึ้น
  3. สร้าง content คุณภาพ เริ่มจากการมีสื่อในการนำเสนอผลงานที่เข้าใจง่าย และเพิ่มเติมในส่วนต่างๆผ่านทางชิ่งทางเช่น Blog, สัมมนา และตัวเนื้อ content พวกนี้จะช่วยเซลล์ในการนำเสนอและปิดการขายในตัวมันเอง
  4. มั่นใจว่าการเทรนนิ่งจะเป็นงานต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่โปรเจคชั่วคราวที่เกิดขึ้นมาแล้วจบไป อย่างน้อยมีการจัดเทรนเดือนละครั้งและใช้เครื่องมือต่างๆที่จะช่วยให้การทำ sales enablement เป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง
  5. และสิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือแม้ว่าคุณจะเตรียมสิ่งที่ช่วยพนักงานขายไว้มากมาย แต่โปรแกรมที่ดีเหล่านั้นสุดท้ายก็จะเป็นหมันไปถ้าไม่มีใครใช้ ดังนั้นแล้วต้องอย่าลืมผลักดันให้ทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วมในการใช้งาน sales enablement

หลังจากอ่านบทความนี้จบไปก็หวังว่าทุกคนจะเข้าใจในเรื่องของ sales enablement มากขึ้น ปัจจุบันก็มีโปรแกรมที่เข้ามาช่วยในการทำต่างๆมากมายเช่น โปรแกรม CRM โปรแกรมเก็บข้อมูลลูกค้า โปรแกรมช่วยบริหารงานขาย ซึ่งล้วนแต่มีส่วนช่วยให้การบริหารงานขายเป็นไปได้อย่างราบรื่น

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM ได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm