Omni-channel คืออะไร? แล้วจะช่วยเรื่อง customer centric ได้อย่างไร?

ปัจจุบันนี้จะสังเกตเห็นได้ว่าธุรกิจต่างๆเริ่มหันมาสนใจในเทรนด์ของ customer experience กันมากขึ้น และนั่นทำให้ omni-channel กลายมาเป็นสิ่งที่แบรนด์ต่างๆให้ความสนใจกัน ตัว Omni channel นั้นช่วยเรื่องของ CRM โดยตรง และจากการที่ผู้บริโภคในปัจจุบันมีการเข้าถึงร้านค้าได้ผ่านทางหลายช่องทาง ทำให้เส้นแบ่งระหว่างโลกออนไลน์และช่องทางออฟไลน์เลือนลางลงเรื่อยๆ

ทำความรู้จักกับ Omni-channel

Omni-channel experience คือการเชื่อมโยงช่องทางต่างๆที่ลูกค้ามีการเข้าถึงร้านค้า โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นช่องทางออนไลน์ หรือการขายหน้าร้าน ซึ่ง Omni-channel จะช่วยส่งเสริมในเรื่อง Customer experience ที่ดี ไม่ว่าลูกค้าจะเข้าผ่านทางช่องทางไหน ทางแบรนด์ก็สามารถอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า นอกจากในส่วนของลูกค้าแล้วนั้น การทำ omni-channel ยังมีส่วนช่วยในการบริหารทีมขาย ทำให้การทำการขายทำได้ง่ายมากขึ้น เพราะทางร้านค้าจะรู้ถึงช่องทางและข้อมูลของลูกค้าที่ติดต่อมา

ตัวอย่างของการทำ omni-channel ซึ่งมาช่วยเรื่อง customer centric

สำหรับต่างประเทศแล้วนั้นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็เช่น Disney ที่มีการขายตั๋วผ่านทางหลายช่องทาง แต่การไปรับตั๋วนั้นระบบจะ connect เชื่อมต่อกันหมด แต่ยังไม่หมดแค่นั้นถ้าหากเรามองเจาะลึกลงไป Disney มีการวางแผนการทำอย่างแยบยล ตั้งแต่การ design website ให้รองรับ mobile-responsive มีการทำ app และการการจอง fast pass รวมไปถึงเส้นทางการเดินทางต่างๆใน Disney land และในส่วนของ Offline เองนั้นก็มีการตกแต่งและทุกอย่างที่เชื่อมโยงถึงกันหมด ทำให้ผู้คนที่มายัง Disney ได้รับประสบการณ์ที่ดีกลับไป

สำหรับตัวอย่างในไทยที่เห็นได้ชัดเลยคือการที่ลูกค้ากรอกข้อมูลผ่านทาง website, LINE หรือ FB เพื่อเอาคูปองมาใช้กับหน้าร้าน โดยร้านเองก็จะมีการสื่อสารกลับไปยังลูกค้าผ่านทางช่องทางต่างๆ ซึ่งตรงนี้จะเป็นส่วนที่ส่งเสริมการทำ CRM โดยตรง และการที่จะทำเช่นนี้ได้นั้น ข้อมูลที่อยู่ในแต่ละช่องทางจะต้องเชื่อมหากันหมด จุดสำคัญของการทำ omni-channel คือการเชื่อมโยงของข้อมูลที่ไร้รอยต่อไม่ทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่แย่ เช่นจากตัวอย่างข้างบนหากมีการรับคูปองจากช่องทางออนไลน์ แต่เมื่อไปใช้หน้าร้านแล้วใช้ไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ต้องระวังในการเริ่มใช้ omni-channel

แน่นอนว่าแม้ในตอนนี้การทำ omni-channel ยังไม่ได้ถึงขั้นที่จำเป็นจะต้องมี แต่ในอนาคตอันใกล้นี้แบรนด์ทั้งหลายมีแนวโน้มที่จะทำในเรื่อง omni-channel และให้ความสำคัญกันมากขึ้น ในโอกาสหน้า Venio เราก็จะมาเจาะลึกในเรื่องกลยุทธ์การทำ omni-channel ที่ละเอียดมากขึ้น หวังว่าตอนนี้ทุกคนคงได้ไอเดียในการทำ omni-channel

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM ได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

Sales enablement คำที่นักขายยุค 2019 ต้องรู้จัก

ถ้าคุณอยู่ในแวดวงงานขาย หรือต้องบริหารทีมขายคำว่า sales enablement น่าจะเป็นคำที่ได้ยินค่อนข้างบ่อยในปีนี้ คำนี้อาจจะเป็นคำที่ค่อนข้างใหม่ในประเทศไทย แต่จริงๆแล้วมีการใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศมาสักช่วงเวลานึงแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการพัฒนาทีมและบริหารงานขาย และวันนี้ Venio เราก็จะมาแนะนำให้รู้จักกับ sales enablement ให้ดียิ่งขึ้น

Sales enablement คืออะไร?

Sales enablement หากจะให้พูดในเรื่องความหมายก็คือกระบวนการในการจัดการและตระเตรียมข้อมูล เนื้อหา และเครื่องมือต่างๆให้กับพนักงานขาย ด้วยจุดประสงค์เพื่อช่วยให้การขายทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าอ่านแล้วยังงงๆอยู่นึกภาพตามนี้ครับถ้าคุณให้ task พนักงานสักอย่างหนึ่ง และก็จัดเตรียมให้ข้อมูล และสิ่งต่างๆที่จำเป็นสำหรับงานนั้นๆ  ก็คงพูดได้อย่างเต็มปากว่าพนักงานคนนี้จะสามารถทำงานได้สำเร็จราบรื่นกว่าคนที่ไม่ได้รับอะไรเพิ่มเติมเลย ซึ่งมันก็เป็นจริงสำหรับทีมขายด้วยเช่นกันครับ และนี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่า sales enablement นั่นเอง

ทำไมถึงสำคัญ?

ความสำคัญของ sales enablement นั้นอยู่ที่ประโยชน์ที่พนักงานขายของคุณจะได้รับ ซึ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือการจัดการงานขายที่เป็นระบบมากขึน และทุกคนสามารถปิดยอดขายได้ตามเป้า ผ่านกระบวนการของ sales enablement ที่จะช่วยทำให้พวกเขารู้ว่าจะทำอย่างไร นั่นหมายความว่าบริษัทของคุณจะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเซลล์ซุปเปอร์ฮีโร่ไม่กี่คนที่ทำยอดได้เยอะๆอีกต่อไป

Sales enablement จะทำได้อย่างไร

ตรงนี้เราก็จะมาสรุปคร่าวๆในเรื่องของการทำ sales enablement ว่าจะทำได้อย่างไร แต่ทั้งนี้เราต้องเข้าใจก่อนว่ากระบวนการทำ sales enablement นั้นจะไม่ได้เป็นแบบขั้นตอน ให้มองในลักษณะของกลยุทธ์หรือหลักการที่จะช่วยให้พนักงานขายทำงานได้ดีขึ้นจะทำให้เห็นภาพได้ชัดกว่า

  1. ต้องกำหนดเป้าหมายและเงื่อนไขของโปรแกรมที่จะจัดทำขึ้น ที่สำคัญโปรแกรมที่จะรีนนั้นต้องช่วยให้การขายทำได้ดีขึ้น เริ่มจากสิ่งต่างๆที่ทีมขายคุณต้องการ สิ่งที่ต้องโฟกัส ทักษะที่จำเป็นสำหรับพนักงานขาย เช่นการพรีเซ็น
  2. ทำให้แน่ใจว่าพนักงานขายของคุณรู้จักลูกค้าที่อยู่ในธุรกิจคุณ และที่สำคัญต้องรู้ว่าคนซื้อจะมีกระบวนการซื้ออย่างไร หลังจากนั้นก็เริ่มดูสิ่งที่พนักงานขายจะทำได้ในแต่ละส่วนของ buyer’s experience ที่เกิดขึ้น
  3. สร้าง content คุณภาพ เริ่มจากการมีสื่อในการนำเสนอผลงานที่เข้าใจง่าย และเพิ่มเติมในส่วนต่างๆผ่านทางชิ่งทางเช่น Blog, สัมมนา และตัวเนื้อ content พวกนี้จะช่วยเซลล์ในการนำเสนอและปิดการขายในตัวมันเอง
  4. มั่นใจว่าการเทรนนิ่งจะเป็นงานต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่โปรเจคชั่วคราวที่เกิดขึ้นมาแล้วจบไป อย่างน้อยมีการจัดเทรนเดือนละครั้งและใช้เครื่องมือต่างๆที่จะช่วยให้การทำ sales enablement เป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง
  5. และสิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือแม้ว่าคุณจะเตรียมสิ่งที่ช่วยพนักงานขายไว้มากมาย แต่โปรแกรมที่ดีเหล่านั้นสุดท้ายก็จะเป็นหมันไปถ้าไม่มีใครใช้ ดังนั้นแล้วต้องอย่าลืมผลักดันให้ทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วมในการใช้งาน sales enablement

หลังจากอ่านบทความนี้จบไปก็หวังว่าทุกคนจะเข้าใจในเรื่องของ sales enablement มากขึ้น ปัจจุบันก็มีโปรแกรมที่เข้ามาช่วยในการทำต่างๆมากมายเช่น โปรแกรม CRM โปรแกรมเก็บข้อมูลลูกค้า โปรแกรมช่วยบริหารงานขาย ซึ่งล้วนแต่มีส่วนช่วยให้การบริหารงานขายเป็นไปได้อย่างราบรื่น

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM ได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

5 พฤติกรรมที่คุณต้องเลิกทำใน Excel

ก่อนหน้านี้เคยเขียนบทความเกี่ยวกับ Excel ไปบทความหนึ่งที่เกี่ยวกับ Excel ไม่ได้เหมาะกับทุกงาน วันนี้ผมอยากจะมาเล่าเรื่องที่ผมได้พบกับนักขายมืออาชีพมากมายที่เคลมว่าตัวเองเป็นเทพ Excel แต่รู้อะไรไหมครับ ว่ายังมีพฤติกรรมที่ผมพบเห็นหลายอย่างใน Excel ที่ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือเก่า ต่างก็ทำผิดพลาดหรือใช้ไปโดยความเคยชิน วันนี้ผมจะมาลิสท์ให้ฟังว่ามีอะไรบ้าง ลองสังเกตตัวเองกันดูนะครับว่าเรานั้นเผลอทำข้อไหนไปบ้างรึเปล่า

1.ชอบคลิกที่ Cell

อย่างแรกเลยที่มักเจอคือคุณกำลังพิมพ์อะไรสักอย่างใน Cell แล้วหลังจากนั้นก็คลิกที่ cell อื่นเมื่อพิมพ์เสร็จ ฟังดูก็ไม่มีอะไรแปลกถูกไหมครับ แต่เมื่อก็ตามที่คุณกำลังพิมพ์สูตรอยู่  Excel จะเข้าใจว่าคุณ ref ไปที่ cell นั้นครับ แก้ด่วน!

2.ลบด้วย space

ลบ data ใน cell ด้วยการกด SPACE Bar รู้ไหมครับว่านั่นหมายถึงว่าคุณแทนที่ค่านั้นด้วย SPACE เซลล์นั้นไม่ถุกลบไปจริงๆ

3.ไม่ใช้ Cell reference

สำหรับคนที่ต้องบริหารทีมขาย คงเจอการใช้สูตรแบบนี้บ่อยๆเช่น =c1*b2-e7+d5 ถ้าดูผลลัพท์อย่างเดียวก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อไรก็ตามที่สูตรมีปัญหาแล้วต้องดูย้อนกลับไป ก็ต้องเสียเวลาไล่หาว่าแต่ละช่องมันคือค่าอะไร ลองกำหนดชื่อให้เซลล์ดู โดยการใส่ชื่อที่ช่องข้าง cell แทนเช่น rate, discount, cost

4.ใช้สีในการอธิบายค่า

จริงๆแล้วมันก็เป็นไอเดียที่ดีนะครับในการเอาสีมาแทนค่า แต่นั่นหมายถึงว่าคุณใช้ Excel นั้นคนเดียว ถ้าแชร์ Excel นั้นให้คนอื่นก็ต้องมามีส่วนอธิบายอีกว่าแต่ละสีนั้นหมายถึงอะไร และมันทำให้ spreadsheet ของคุณนั้นดูน่าเกลียดพิลึกเลยทีเดียว

5.Bad formatting 

Excel โดยปกตินั้นเก่งเรื่อง data format โดยอัตโนมัติมาก คุณสามารถทดลองใส่ 1-1 แทนที่จะเป็น 0 แต่ Excel จะรู้ทันทีว่าคุณหมายถึงวันที่ 1 มกรา แต่ก็มีบางกรณีที่ Excel อาจจะทำผิดได้เช่น หากคุณใส่ September 20th, 2019 กรณีแบบนี้คุณจะไม่สามารถนำค่าไปใช้ได้ต่อได้ง่ายๆ ดังนั้นแล้วการรู้ formatting จึงเป็นสิ่งที่ดี

แถมอีกข้อนึงสำหรับทีมขาย หากคุณต้องบริหารทีมขาย ดูแลเรื่องลูกค้าเป็นประจำโดยใช้ Excel แล้วก็ล่ะก็ ลองเรียกข้อมูลดูผ่าน Pivot table ดูสิ ถึงแม้ว่าคุณจะคิดว่ามันมี formula มากมากที่สามารถใช้งานได้ แต่ถ้าเทียบกับ pivot table แล้ว ตัว pivot table นั้นทรงพลังกว่าเยอะมากๆครับ

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM ได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

Social media ช่วยเรื่องการสื่อสารในองค์กรได้จริงหรือ?

บริษัทเพื่อนๆผู้อ่านเป็นแบบนี้รึเปล่าครับที่ยังใช้ facebook หรือ LINE เป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร ที่แย่กว่านั้นก็คือมักจะมีการแจ้งเรื่องสำคัญผ่านไลน์และคาดหวังว่าทุกคนจะรับรู้ในสิ่งที่ต้องการสื่อ แน่นอนครับว่าทุกวันนี้คนมากกว่า 90% ใช้ไลน์หรือเฟสบุ๊คแน่นอน ลูกค้าต่างก็ใช้กัน ตรงนี้เองเลยทำให้ดูเหมือนว่า Social media เป็นสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องการติดต่อพูดคุย แต่แท้จริงแล้วเมื่อนำมาใช้ในองค์กรมันกลับทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี

Cognitive Overload

พวกโซเชียลมีเดียนั้นถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานเพื่อความบันเทิงเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับกลุ่มเพื่อน การเสนอข่าวสารที่ตรงกับความสนใจเราและแน่นอนว่าเมื่อเราเอามันมาใช้เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารในองค์กรนั่นทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของข้อมูลที่มากเกินไป

เสียสมาธิในการทำงาน

เนื่องจากการเอาแชลแนลในการพูดคุยส่วนตัวมาใช้กับการสื่อสารคุยงานในองค์กรทำให้ในระหว่างวันเราจะถูกรบกวนจากเรื่องส่วนตัวต่างๆ โปรโมชั่นข่าวสารที่ถูกส่งมา และนอกจากนั้นโซเชียลมีเดียยังมีบางฟีเจอร์ที่ทำให้เราเสียสมาธิในการทำงาน เช่นสติ๊กเกอร์ กรุ๊ปแชทต่างๆซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องงาน

ไม่มีความเป็นส่วนตัว

ตรงนี้หลายๆคนอาจจะคิดว่าแต่ยังไงลูกค้าก็ยังใช้ไลน์อยู่ มันก็ไม่มีความเป็นส่วนตัวอยู่ดี อยากให้ลองมองภาพในลักษณะนี้แทนครับ หากมีการใช้ social media ในการบริหารทีมขาย แน่นอนว่าต้องมีการสร้างกรุ๊ปต่างๆขึ้น แค่ทีมเดียวอาจมีกรุ๊ปมากมาย ยังไม่นับ user ที่เราต้องแอดเพื่อพูดคุยกันในองค์กร จะเห็นได้ว่าแค่องค์กรลดการใช้งานโซเชียลในการคุยงานภายใน ก็ช่วยลดภาระไปได้มากพอสมควรแล้วครับ  ซึ่งจุดนี้หากองค์กรเลือกที่จะปรับเปลี่ยนหาโปรแกรมบริหารงานขายมาใช้แทน ก็จะช่วยเรื่องความเป็นส่วนตัวได้เยอะมากขึ้นครับ

ไม่ใช่ช่องทางหลักในการสื่อสาร

เมื่อมีการใช้โซเชียลมีเดียมาใช้ในการทำงาน ทำให้คนส่วนใหญ่เกิดความเคยชินและติดนิสัยในการใช้ช่องทางนี้ในการคุยงานแทน และลืมเรื่องความสำคัญของงานไป เช่นการต้องให้คนในทีมคอนเฟริมราคาสินค้าอย่างเร่งด่วน แต่กลับใช้ไลน์ในการถามและคาดหวังว่าจะได้รับคำตอบโดยทันที คาดว่าผู้อ่านหลายๆท่านคงเจอเรื่องราวแบบนี้กันบ่อย ก็หวังว่าหลังจากอ่านบทความนี้จบก็คงถึงเวลาที่จะลองมองย้อนดูว่าประสิทธิภาพภายในทีมต่ำกว่าความคาดหวัง เกิดขึ้นจากสาเหตุนี้ด้วยรึเปล่า

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่ 
Blogwww.veniocrm.com/blog 
Facebookwww.facebook.com/veniocrm 

7 สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนเลือก CRM มาใช้งาน

เมื่อการทำธุรกิจต้องการการเติบโตอีกขึ้นหนึ่ง ระบบ CRM ที่ดีก็จะมามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่ง (สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่า CRM คืออะไร? ลองอ่านดูได้ตรงนี้ครับ) เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจคือ “ลูกค้า” การบริหารทีมขายที่ดีจะนำไปสู่ประสบการณ์ที่ดีกับลูกค้า ถ้าเราสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้ โอกาสที่ธุรกิจจะเติบโตอย่างยั่งยืนก็มีมากขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเท่าไรที่องค์กรทุกๆขนาดต่างก็มองหาโปรแกรม CRM เพื่อมาช่วยในหลายๆเรื่องเช่น

  • การวางแผนงานขายอย่างเป็นระบบ
  • การติดตามสถานะของลูกค้าที่เกิดขึน
  • เพิ่มโอกาสปิดดีล และรู้ดีลที่เกิดขึ้น
  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ดูแลอย่างทั่วถึง

ฟังดูดีใช่ไหมครับ? อ่านเสร็จแล้วก็อยากจะรีบหา CRM มาใช้งานเลย แต่อันที่จริงการเลือก CRM มันไม่ได้ง่ายแบบนั้นครับ ความยากของมันไม่ใช่แค่จากระบบที่มีมากมาย จนไม่รู้ว่าจะเลือกตัวไหนดี แต่ยังต้องพิจารณาไปถึงหลายๆเรื่องเช่น ราคา ฟังก์ชั่นการใช้งาน ปรับเปลี่ยนได้ไหม จะเข้ามาช่วยธุรกิจเราได้จริงรึเปล่า บริหารทีมขายได้ตอบโจทย์ไหม อะไรเป็นต้น พออ่านถึงตรงนี้แล้วรู้สึกเลยใช่ไหมครับว่าเอ๊ะ มันก็ไม่ง่ายแบบที่คิดเลย แล้วจะเลือกอย่างไรดีล่ะ Venio เราก็เลยช่วยแนะนำถึง 7 ข้อที่จะช่วยให้คุณได้เลือกระบบ CRM ที่ใช่สำหรับองค์กรคุณ

1.Cloud vs On-premise

ทั้งสองโซลูชั่นต่างก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน สำหรับ Cloud CRM โซลูชั่นก็จะไม่ต้องมีการลงทุนด้านเซิฟเวอร์ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุนและดูแลรักษา นอกจากนั้นยังไม่ต้องมีทีม IT  สิ่งที่คุณต้องทำก็แค่ล็อคอินใช้งานบนระบบผ่านทาง app หรือ web ที่ทางผู้พัฒนาให้มา ข้อเสียสำหรับ cloud ก็คงจะเป็นเรื่องที่ต้องออนไลน์ในการเข้าถึงข้อมูลทุกอย่าง

สำหรับ On-premise นั้น แน่นอนว่าตัว CRM จะเป็นของคุณเลย แต่คุณก็ต้องมาเสียค่าใช้จ่ายในการพัฒนาโปรแกรม รวมไปถึงระยะเวลาพัฒนาที่ยาวนาน และยังต้องวางเซิฟเวอร์ รวมไปถึงจ้าง IT ในการดูแล แต่คุณก็ไม่ต้องเสียเงินในการจ่ายรายเดือน และสามารถ access เข้าเซิฟเวอร์ได้โดยตรง

ถ้าถามว่าแบบไหนดีกว่ากัน Venio เราคงต้องตอบว่าเป็นรูปแบบ cloud ครับเพราะถึงแม้จะมีค่าใช้จ่ายรายเดือน แต่ทุกอย่างก็ครบจบหมดไม่ต้องเสียค่าเซิฟเวอร์ ไม่ต้องมีไอทีคอยดูแลครับ และตอนนี้เรื่องอินเตอร์เน็ตก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปแล้วครับ

2.รู้ว่าตัวเองต้องการฟีเจอร์อะไร

เพราะความต้องการในแต่ละธุรกิจนั้นไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระบวนการทำงาน ลูกค้า หรือสิ่งอื่นๆ ดังนั้นแล้วการเลือก CRM จึงต้องคำนึงถึงธุรกิจเราเป็นหลัก ว่าฟีเจอร์ที่จะใช้งานตอบโจทย์กับการทำงานเรารึเปล่า แล้วนอกจากนั้นก็ต้องคำนึงถึงกรณีที่เมื่อธุรกิจเราโตขึ้นนั้น CRM ที่เราเลือกก็ต้องมีฟีเจอร์ที่รอบรับการเติบโตเราได้ด้วย

และอีกกรณีที่สำคัญมากๆคือ Software CRM ในตลาดส่วนใหญ่มักจะเน้นการใส่ฟีเจอร์มาเยอะๆ ซึ่งดูเผินๆเหมือนจะดีถูกไหมครับ แต่หากพิจารณากันจริงๆแล้วเราอาจจะใช้เพียงไม่กี่ฟีเจอร์เอง ดังนั้นแล้วจะจ่ายเพื่อฟีเจอร์ที่ไม่ได้ใช้ไปทำไมครับ

3.ขอดูเดโมก่อนที่จะซื้อจริง

แน่นอนว่าก่อนที่เราจะลงทุนกับระบบอะไรสักอย่างก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น ERP, โปรแกรมบริหารงานขาย, โปรแกรมบัญชี สำหรับระบบ CRM นั้นก็เหมือนกันครับ สิ่งที่เราต้องทำก็คือการเดโมดูก่อน เพราะถ้าหากเราไม่ทำแล้วล่ะก็ คุณอาจจะต้องเสียเงินลงทุนไปกับระบบที่ไม่มีคนใช้แบบฟรีๆเลยก็ได้ครับ หลักสำคัญเลยคือเรื่องของความง่ายในการใช้งาน การจะนำระบบใหม่เข้ามาใช้ถ้าสุดท้ายแล้วไม่มีคนใช้งานก็ไม่มีประโยชน์อะไรครับ

4.สามารถ customize ได้ไหม

โปรแกรม CRM นั้นจะไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่หากไม่มีการปรับให้เข้ากับความต้องการในการใช้งาน ซึ่งในเรื่องของการ customization ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องพิจารณา และต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนว่าราคาสำหรับการปรับโปรแกรม หรือเพิ่มเติมเหมาะสมกับราคาที่ต้องจ่ายหรือไม่ โปรแกรม CRM ที่ดีนั้นต้องตอบโจทย์ในเรื่องการบริหารทีมขาย และช่วยในเรื่องการดูแลลูกค้า และนั่นก็เป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมระบบที่ง่ายต่อการคอนฟิคจึงเป็นสิ่งจำเป็น

5.มีการจัดเทรนนิ่งให้ไหม

ถ้าเกิดคนในทีมของคุณไม่สามารถใช้งาน CRM ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วล่ะก็ การนำเอาระบบ CRM มาใช้กลับจะทำให้งานในทีมของคุณยุ่งยากกว่าเดิม ดังนั้นแล้วโปรแกรม CRM ที่ดีนอกจากจะมีหน้าจอการใช้งานที่เข้าใจได้ง่ายแล้ว การที่มีการเทรนนิ่งให้กับลูกค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากจะช่วยให้ทีมของคุณเข้าใจในฟีเจอร์การใช้งานแล้ว ยังทำให้คุณเข้าใจถึงระบวนการขายที่ระบบเข้ามาช่วยเติมเต็มอีกด้วย

6.Mobile native

ดูว่าโปรแกรม CRM ที่คุณจะใช้นั้นถูกพัฒนาเพื่อการใช้งานบนมือถือเป็นหลักหรือไม่ เหตุผลที่ต้องบอกเช่นนี้ก็เพราะว่าในปัจจุบันแล้วนั้น พบว่าคนเราใช้เวลาอยู่กับอุปกรณ์มือถือมากกว่าคอมพิวเตอร์ และโลกในยุคนี้ก็เรียกได้ว่าขับเคลื่อนบนระบบโมบายแบบเต็มรุปแบบ เพราะฉะนั้นแล้ว โปรแกรม CRM ที่ถูกพัฒนาให้แบบ Mobile native จะทำให้คุรมีประสบการณ์การใช้งานที่ยอดเยี่ยม ไม่เหมือนกับโปรแกรมที่ถูกพัฒนาบน web based แล้วมีการทำ mobile ทีหลังซึ่งมักจะเป็นการเอาฟีเจอร์ มาวางบนโมบาย โดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องของความน่าใช้งานครับ

7.ใส่ใจในเรื่อง user experience

นอกจากข้ออื่นๆที่กล่าวมาทั้งหมดแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับการใช้ CRM สักระบบนั้นคือคุณรู้สึกแฮปปี้กับมันไหมในยามใช้งาน วิธีง่ายๆในการดูก็คือลองให้บริษัทที่ขาย CRM ลองทำ task ที่คุณอาจจะต้องใช้งานบ่อยๆให้คุณดู ว่ามีความซับซ้อนใช้งานยากมากน้อยแค่ไหน ตำแหน่งการวางปุ่ม สีสันในโปรแกรมเป็นอย่างไร หลังจากนั้นลองถามตัวเองดูว่าถ้าฉันต้องใช้ซอฟต์แวร์ตัวนี้ ชั้นจะชอบ User Interface มันไหม แล้วคนในทีมจะรู้สึกอย่างไรเมื่อต้องใช้มันดู

คุณอาจจะมีคำถามในใจว่าแล้ว user experience นี้มันสำคัญแค่ไหนล่ะ เราเลือกแค่ราคาถูกสุดไม่ดีกว่าเหรอ จากการพบลูกค้าและดูจากรายงานจำนวนมาก user experience เป็นอะไรที่สำคญสุดๆเลยครับ เพราะมันจะเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายว่าคุณจะสามารถนำโปรแกรม CRM เข้ามาใช้งานได้สำเร็จหรือไม่ครับ

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่ 
Blogwww.veniocrm.com/blog 
Facebookwww.facebook.com/veniocrm 

10 ทิปการใช้งาน Excel แบบโปร

Excel ถ้าให้พูดแล้วก็น่าจะนับว่าเป็นโปรแกรมที่ต้องมีในทุกบริษัท ผมเชื่อว่าเกือบจะแทบทุกคนอย่างน้อยๆต้องเคยใช้งาน Excel มาแล้ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นกับงานขาย หากบริษัทไม่มีโปรแกรม CRM ใช้งานแล้วล่ะก็ Excel ก็เป็นอะไรที่ขาดไม่ได้เลย แต่นั่นก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ทีมขายต้องปวดหัวกับมันมาก และจากผลสำรวจก็พบว่าพนักงานส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้ด้วยซ้ำว่า Excel สามารถทำอะไรได้บ้าง วันนี้ Venio เราก็จะมาแนะนำทิปทั้ง 10 ข้อที่จะช่วยให้คุณสามารถเอามาใช้บริหารทีมขาย เก็บข้อมูลลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นครับ

มาเริ่มกันเลยดีกว่า 

1.รู้จักกับ Conditional Formatting

โดยปกติแล้วเรามักจะคุ้นชินกับการใช้ filter ในการกรองข้อมูล แต่รู้ไหมครับว่า Conditional formatting ก็เป็นอะไรที่ช่วยในการจัดการข้อมูลที่ดีเยี่ยม และทรงพลังมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากคุณมีการเก็บข้อมูลลูกค้า ข้อมูลเซลล์ที่ซับซ้อน เพียงแค่กดใช้ไม่กี่คลิกแล้วเลือกเงื่อนไขลงไป คุณก็จะรู้ได้แล้วว่าพนักงานคนไหนที่อยู่ในกลุ่ม top 10%

2.ดูข้อมูลง่ายๆผ่านสเตตัสบาร์

เมื่อใดก็ตามที่คุณอยากจะรู้ข้อมูลอะไรเร็วๆ เช่นค่าเฉลี่ย ผลรวม ก็สามารถทำไฮไลท์ที่ช่องที่ต้องการได้แล้วก็เพียงแค่ดูข้อมูลตรงช่องด้านขวาล่าง เราก็จะรู้ข้อมูลได้ง่ายๆไม่ต้องทำการใส่สูตรทุกครั้ง นอกจากนี้เราสามารถเปลี่ยนค่าที่แสดงได้โดยการคลิกขวาที่ status bar แล้วติ๊กปรับครับ เท่านี้คุณก็สามารถบริหารทีมขาย ประชุมทีมได้ไวขึ้นอีกเป็นกอง

3.Transpose ข้อมูลง่ายๆ

transpose หลายๆคนคงเคยมีปัญหาเมื่อต้องใช้ใช้ข้อมูลเดิมไปใช้ในแนวนอนแทน รู้ไหมครับว่าเราสามารถกลับข้อมูลแนวตอนแนวตั้งได้ง่ายๆด้วยการ paste แบบ transpose ครับ

4.Flash Fill

อีกหนึ่งฟีเจอร์ใน excel ที่สะดวกและทำให้ทำงานได้รวดเร็วมากๆเลยก็คือ Flash fill ครับ ยกตัวอย่างเช่นเราใส่ชื่อเต็มในคอลัมน์ A และ B ต้องการใส่แค่ชื่อ ส่วน C ต้องการใส่นามสกุล แค่เราทำเสร็จในแถวแรก Excel ก็จะรู้แล้วว่าเราต้องการทำอะไรครับ แต่หากไม่ทำให้โดยอัตโนมัติเราก็แค่เข้าที่ Data > Flash Fill

5.Filter

Filter ข้อมูลที่ต้องการง่ายๆเพียงแค่กดเลือกที่ column ที่ต้องการทำการ filter เลือกเงื่อนไขได้ตามต้องการเพื่อกรองข้อมูลที่ไม่ต้องการใช้งานออกไป ฟังก์ชั่นนี้มีประโยชน์มากๆสำหรับทีมขาย เพราะต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลยอดขายกันอยู่เสมอ ดังนั้นต้องหัดเล่นฟังก์ชั่นนี้ให้คล่องๆนะครับ

6.คีย์ลัดช่วยในการเข้าถึงข้อมูล

ใช้คีย์ลัดเพื่อช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น เพราะธรรมชาติของนักขายมืออาชีพเวลานั้นคือเงิน สำหรับคีย์ลัดหลักๆที่จำเป็นต้องจำเลยคือ

Ctrl + C : Copy

Ctrl + X : Cut

Alt + = : Auto Sum

Ctrl + PgDn, Ctrl + PgUp : ข้ามแผ่นงาน

Ctrl + Arrow key : ข้ามข้อมูลในแถวตามทิศทางลูกศร

Ctrl + Shift + Arrow key : เลือกข้อความที่ต้องการ


7.Lock ตารางซะ

บางครั้งการนำเสนอข้อมูลผ่านทาง Excel ก็มีข้อมูลเยอะมากทำให้เราไม่รู้ว่าตัวเลขนี้มีความหมายว่าอย่างไร วิธีนี้ก็แก้ได้ง่ายโดยการทำการ Freeze Panes ก็จะทำให้เราดูข้อมูลได้ง่ายขึ้นอีกเยอะครับ

8.LEFT, RIGHT และ LEN สารพัดประโยชน์

Right (text, จำนวนอักษร) เพื่อตัดคำนับจากด้านขวา

Left (text, จำนวนอักษร) เพื่อตัดคำนับจากด้านซ้าย

LEN นับจำนวนคำ 

ก็เป็นอีกฟังก์ชั่นหนึ่งใน Excel ที่ช่วยพนักงานขายได้เยอะมากครับ เพราะบางครั้งไฟล์ที่ได้จากลูกค้าอาจจะมี format ที่ไม่เหมือนกับไฟล์ต้นฉบับเรา และเมื่อต้องการเทียบสินค้าสองตัวการใช้ฟังก์ชั่นนี้เพื่อตัดคำจนได้เฉพาะชื่อรุ่นที่ต้องการก็จะทำให้การเทียบเป็นไปได้อย่างรวดเร็วครับ

9.Vlookup

Vlookup ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งสำหรับการหาข้อมูลที่เราต้องการ เป็นฟังก์ชั่นหลักที่ผมแนะนำว่าเซลล์ทุกคนควรจะใช้เป็น เพราะถ้าใช้ไม่เป็นแล้วล่ะก็จะลำบากมากๆเลยครับในกรณีที่บริษัทไม่มีระบบ CRM แล้วต้องใช้ Excel ในการทำ report

จากตัวอย่างข้างต้น

= Vlookup (value, table, col_index, [range_lookup])

Value ในสูตรคือ E3 ก็คือไอดี 601 ที่เราใส่เพื่อหาแผนก

table คือ A4:F10 นั่นก็คือทั้งตารางด้านล่างในภาพครับ

col_index คือต้องการให้แสดงผลจาก column ไหน ในที่นี้คือแผนกก็เป็นเลข 6 ครับ

range_lookup อันนี้เราอาจจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ เมื่อใส่เป็น false คือต้องเป็น exact match เท่านั้นครับ


10.Pivot table สุดทรงพลัง

สำหรับอันนี้อาจจะไม่ได้มีตัวอย่างให้ดูครับ เนื่องจากว่า pivot table ถือเป็นเรื่องใหญ่เรื่องนึงเลยทีเดียว จริงๆแล้ว pivot table สำหรับเซลล์มืออาชีพนั้นเป็นอะไรที่ต้องทำให้เป็นเลยก็ว่าได้ครับ เพราะข้อมูลดิบที่เราได้รับมาไม่ว่าจะเป็นจากในบริษัทเราเอง จากบริษัทคู่ค้าที่ให้เรามา มักจะเป็นข้อมูลที่ยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายๆ ดังนั้นแล้วเซลล์มืออาชีพเมื่อได้ข้อมูลพวกนี้มาก็จะเรียกดูผ่านทาง pivot table ซึ่งเจ้าตัว pivot table นี้ก็มีความสามารถหลากหลายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข้อมูลมีจำนวนมากๆเจ้า pivot table ตัวนี้ก็จะยิ่งมีประโยชน์ครับ เพราะเราสามารถเรียกดูข้อมูลปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการได้

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่ 
Blogwww.veniocrm.com/blog 
Facebookwww.facebook.com/veniocrm 


Lead คืออะไร และทำไมคุณถึงต้องรู้?

เคยได้ยินคำนี้กันมาก่อนไหมครับ “Lead” หลายๆคนอาจเข้าใจไปในความหมายพวก Leader อะไรประเภทนั้น แต่วันนี้เราจะมาพูดกันถึง Lead ในความหมายที่เกี่ยวข้องกับการตลาดครับ และในโลกธุรกิจนั้นหากเราเข้าใจความสำคัญของ Lead แล้วล่ะก็มันก็จะช่วยมากๆเลยครับในการวางกลยุทธ์การขาย หรือการบริหารทีมขาย และแน่นอนว่าเมื่ออ่านจบแล้ว คุณก็จะเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าจะเอาไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไรครับ

Lead คืออะไร

คำถามนี้เป็นคำถามที่ทางทีมเรามักจะถูกลูกค้าถามบ่อยๆครับ เพราะว่า Lead management เป็นฟีเจอร์ใหญ่ที่อยู่ในโปรแกรม Venio เรา Lead นั้นถ้าจะให้นิยามนี่ก็ค่อนข้างลำบากทีเดียวครับ ในหลายๆที่ก็มักจะบอกว่า Lead คือผู้มุ่งหวัง มันก็จะเกิดคำถามตามมาต่อว่าแล้วผู้มุ่งหวังมันคืออะไรล่ะ ทำให้โดยปกติแล้วทีมเราเลยมักจะชอบทับศัพท์กันไปตรงๆเลยว่า Lead ครับ

ทีนี้ถ้าจะให้นิยามว่า Lead คืออะไร ก็ง่ายๆครับคือ “ผู้ที่สนใจในสินค้าของบริการเรา และมีการติดต่อแต่เป็นการติดต่อแบบทางเดียวครับ” คีย์สำคัญนั่นคือเรามีข้อมูลที่จะใช้ติดต่อกลับได้ หากคุณไม่รู้จักคำว่า Lead มาก่อนเมื่อเห็นยอด like บน facebook หรือยอดแชร์แล้วบอกว่าสนใจๆก็คงเข้าใจว่ากลุ่มนี้นี่แหละคือ Lead แต่ตอนนี้คุณคงจะตอบได้อย่างเต็มปากแล้วครับว่าไม่ใช่

ตัวเว็บหลายๆเว็บก็จะมีการให้กรอกเพื่อขอ Lead ไม่ว่าจะเป็นการทำอีเมล์เพื่อรับข่าวสาร การกรอกข้อมูลเพื่อดาวโหลดไฟล์บนเว็บ จะเห็นได้ว่า Lead เป็นสเตปที่อยู่ก่อนหน้าการเป็นลูกค้านั่นเองครับ

Lead สำคัญกับธุรกิจอย่างไร

แน่นอนครับว่า Lead สำคัญกับธุรกิจค่อนข้างมากเพราะเป็นหน้าด่านสู่การเป็นลูกค้าใหม่นั่นเอง และที่สำคัญ Lead นั้นมีความโอเคกับสินค้าคุณในระดับหนึ่งแล้วทำให้เค้ากล้าทิ้งข้อมูลติดต่อไว้ให้กับคุน ซึ่งหากคุณไม่ให้ความสนใจกับ Lead มากเท่าที่ควรแล้วละก็จะทำให้งบที่คุณใช้จ่ายไปกับการหาลุกค้าใหม่ๆนั้นสูญเปล่าไปอย่างไร้ประโยชน์ครับ

 เราเองก็มีเลขสถิติเล็กๆน้อยที่จะมาโชว์เกี่ยวกับกับ Lead เหมือนกันครับ

  • 80% ของ Lead ที่เข้ามาถูกละเลย ข้อมูลถูกปล่อยจนสูญหาย
  • 73% ของบริษัทไม่มีการจัดการ Lead (ข้อมูลจากต่างประเทศ ตัวเลขในไทยคาดว่าจะสูงกว่านี้ครับ)
  • 75% ที่มีการติดตามขายงานให้ Lead เมื่อมีระบบจัดการ Lead management

ดังน้นแล้วการจัดการ Lead จะช่วยให้บริษัทเติบโต ความ้ทาทายที่มีคือการ convert จาก Lead ให้กลายเป็นลูกค้านั่นเองครับ และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมคุณถึงต้องรู้ว่า Lead คืออะไรเพื่อจะได้ไม่สับสนในการทำกลยุทธ์ Lead ที่เข้ามาในแต่ละรายก็มีความพร้อมในการซื้อไม่เท่ากัน นั่นทำให้จำเป็นอย่างมากที่คุณจะต้องรู้ว่า Lead เข้ามาจากช่องทางไหน แล้วในแต่ละช่องทางนั้นเราจะมีวิธีจัดการกับ Lead ที่เข้ามาเพื่อให้ปิดดีลการขายได้อย่างไร

ตัวอย่าง ถ้าบริษัทคุณขายสินค้าเกี่ยวกับกอล์ฟ และคุณมีหน้าเว็บเพื่อให้ลงทะเบียนรับส่วนลด 20% และรอการคอนเฟริมกลับ ในกรณีนี้นี่คือ Lead ที่ดีมากๆ คุณจะไม่ต้องเสียเวลาทำการ follow up หลายครั้ง เพราะลูกค้าตั้งใจจะซื้ออยู่แล้ว ในทางกลับกันหากเป็น Lead ที่เข้ามาจากการลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารเกี่ยวกับกอล์ฟ นี่คือ Lead ที่สนใจในกีฬากอล์ฟ แต่เค้าอาจจะยังไม่พร้อมที่จะซื้อสินค้าคุณ ณ ตอนนี้ สิ่งที่คุณทำได้คือการส่งอีเมล์เพื่อแจ้งข่าวสารเป็นครั้งคราว ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชั่น บทความเกี่ยวกับกอล์ฟ รีวิวสินค้าใหม่ๆ

หวังว่าวันนี้ทุกท่านก็คงจะพอเข้าใจเกี่ยวกับ Lead มากขึ้นนะครับว่าจะช่วยในธุรกิจของคุณได้อย่างไร สุดท้ายแล้วมีสิ่งที่อยากเตือนอยู่เรื่องหนึ่งคือคำว่า Lead จะเป็นอะไรที่ต้องตามมาด้วยคำว่า follow up เสมอ หากคุณมี Lead เข้ามามากมายแต่ไม่มีการตามลูกค้าอย่างต่อเนื่อง Lead ที่เข้ามาก็ไม่มีประโยชน์อะไรครับ ดังนั้นแล้วอย่าลืมเลือกกลยุทธ์ให้ถูกในการบริหารจัดการงานขายนะครับ หรืออาจจะมองหาโปรแกรม CRM ที่จะมาช่วยจัดการในส่วนนี้ ลอง Venio เราดูก็เป็นทางเลือกที่ดีมากๆเช่นกันครับ

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่ 
Blogwww.veniocrm.com/blog 
Facebookwww.facebook.com/veniocrm 

CRM คืออะไร? และประโยชน์ของ CRM ที่มีต่อธุรกิจ

เชื่อได้ว่าคุณผู้อ่านหลายๆท่านคงเคยได้ยินกับคำว่า CRM มาก่อน คำว่า CRM นั้นก็ย่อมาจาก Customer Relationship Management และสำหรับหลักการของ CRM นั้นก็คือลูกค้ามาเป็นอันดับหนึ่ง เหมือนกันกับตัวย่อที่ C มาเป็นตัวแรกครับ ธุรกิจเกือบจะแทบทุกธุรกิจสิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุดและสำคัญที่สุดนั้นก็คือลูกค้า แต่เชื่อหรือไม่ครับว่าข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการติดต่อ ข้อมูลการเข้าพบ ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทเค้า กลับกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปหมด อยู่ที่ผู้บริหารหน่อยนึง อยู่ที่พนักงานขายหน้างานอีกหน่อยนึง อยู่ที่อีเมล์ อยู่ที่ Excel ทำให้การบริหารงานขาย และดูแลลูกค้าผลลัพท์ออกมาไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น 

เมื่อตอนที่ธุรกิจยังมีขนาดเล็กอยู่ข้อมูลกระจัดกระจายอาจจะยังไม่ส่งผลอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อธุรกิจมีการเติบโตมากขึ้น มันก็เป็นเรื่องที่จำเป็นมากๆที่จะมีระบบมาจัดการให้ข้อมูลลูกค้าที่จำเป็นในการขาย มาอยู่บนที่เดียวกันและเข้าถึงได้ตลอดเวลา  

เมื่อไม่มีระบบจัดการที่ดีนั่นหมายความว่าทีมขายของคุณจะช้ากว่าคู่แข่งที่มีการใช้ CRM อยู่หนึ่งก้าวในการตอบคำถามสำคัญๆ เช่นลูกค้าฉันเป็นใคร จะเข้าถึงเขาได้อย่างไร แล้วลูกค้ามี feedback อย่างไร เคยซื้อของอะไรไปบ้าง หรือกำลังสนใจในผลิตภัณฑ์ใด และนั่นหมายความว่าลูกค้าของคุณก็จะรู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อทีมขายคุณไม่ได้มีการอัพเดทข้อมูลกัน แล้วต้องมาอธิบายเริ่มคุยกันใหม่ทุกครั้ง  เพราะในสายตาของลูกค้าเค้าจะมองว่าเขาซื้อของจากบริษัท ไม่ใช่จากตัวบุคคลครับ ดังนั้นแล้วเมื่อมีประสบการณ์ไม่ดีเกิดขึ้น ภาพแง่ลบก็จะถูกส่งตรงมายังบริษัท หรือที่เลวร้ายกว่านั้นคือลูกค้าเลือกตัดสินใจซื้อกับเจ้าอื่นที่มีระบบการจัดการที่ดีกว่าคุณแทนนั่นเอง 

CRM ก็คือโซลูชั่นที่เกิดมาเพื่อช่วยจัดการปัญหางานขายและปัญหาลูกค้าที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆในธุรกิจ เริมตั้งแต่การเก็บข้อมูลลูกค้าอย่างเป็นระบบบนที่เดียว การปรับปรุงกระบวนการขายผ่าน sales funnel ที่ถูกออกแบบมา การติดตามงานขาย การดูแลเคสปัญหาที่เกิดขึ้น และสุดท้ายทุกอย่างที่ทำผ่านโปรแกรม CRM ก็จะส่งผลให้ลูกค้าได้รับความรู้สึกที่ดี  

CRM เหมาะกับใคร 

โดยปกติแล้ว CRM นั้นเหมาะกับทุกบริษัท และทุกอตสาหกรรมการขาย เพราะทุกธุรกิจต่างต้องมีการพึ่งพาอาศัยทีมขายในการติดต่อลูกค้า แต่ถ้าจะให้ระบุเจาะจงลงไป อาจจะแยกได้เป็นสองประเภท ดังนี้ครับ 

  • ธุรกิจแบบ B2B เพราะว่ามักจะต้องมีการิดตามการขายกันหลายครั้ง ผ่าน sales cycle ที่ยาวนาน 
  • ธุรกิจแบบ B2C เน้นที่ธุรกิจที่ต้องมีการตัดสินใจนา 

หรืออาจะลองถามตัวเองดูครับว่าเรามีปัญหาข้อใดข้อหนึงจากลิสท์ข้างล่างนี้รึเปล่า ถ้ามีสักหนึ่งข้อนั่นหมายความว่าธุรกิจคุณควรที่จะเริ่มใช้ CRM อย่างเร่งด่วน 

  • มีข้อมูลสำหรับลูกค้าเยอะแยะมากมาย และที่สำคัญไม่มีการเก็บอยู่บนระบบกลาง 
  • ข้อมูลต้องถูกเข้าถึงจากคนในทีมหลายคน แต่ยังใช้ Excel เก็บข้อมูล 
  • ไม่แน่ใจว่าพนักงานขายมีการติดต่อลูกค้าอย่างต่อเนื่องหรือไม่ 
  • เริ่มรู้สึกว่าสูญเสียลูกค้า สูญเสียโอกาสการขายจากปัจจัยที่เกิดจากทีมขาย 

ประโยชน์หลักที่ได้จาก CRM  

จัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ

ด้วย CRM การบริหารข้อมูลลูกค้าจะทำได้อย่างง่ายดายมากขึ้น ลูกค้ารายใดที่มีไปพบมาแล้ว ลูกค้ารายใดต้องการอะไร นอกจากนั้นยังสามารถใส่โน้ตบอกเกี่ยวกับลูกค้าได้อีกด้วย นั่นทำให้เมื่อใดก็ตามที่มีคนอยากเรียกดูข้อมูลลูกค้าตรงนี้ก็สามารถตามเรื่องต่อได้เลย 

รายงานการขาย 

สิ่งหนึ่งที่ระบบซีอาร์เอ็มเข้ามาช่วยได้คือ รายงานการขายที่สามารถเรียกดูได้ทุกเวลา และข้อมูลอัพเดทเป็นปัจจุบันเสทอ ทำให้การจัดการ pipeline และดูว่าต้องติดตามลูกค้าคนไหนเป็นไปได้อย่างง่ายดายมากขึ้น นอกจากนั้นยังสามารถมองเหนดีลและภาพรวมว่าทุกอย่างของธุรกิจเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าไม่มีระบบ CRM การจะดูข้อมูลต่างๆเหล่านี้จะเป็นไปได้ยากหรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย 

ปรับปรุงกระบวนการขาย 

โปรแกรม CRM จะช่วยปรับปรุงกระบวนการให้คุณโดยที่คุณไม่จำเป็นต้องคิดหาวิธีไรเพิ่มเติม เพราะ CRM จะมีการปรับผ่าน sales funnel ทำให้กระบวนการขายของคุณเป็นระบบแบบที่บริษัทที่มีการจัดการใช้กัน เริ่มจาก lead จนถึงขั้นตอนการเปลี่ยนเป็นลูกค้า 

เพิ่มประสิทธิภาพการติดต่อในทีม 

ด้วยระบบ CRM ที่มีการใส่รายชื่อผู้รับผิดชอบลูกค้าในแต่ละรายได้ ทำให้คุณรู้ว่าใครควรทำอะไร ที่ไหนอย่างไร และการติดตามงานสามารถทำได้บน application เดียว ทำให้การประสานงานขอข้อมูล ค้นหาข้อมูลอะไรต่างๆก้เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว 

ประหยัดเวลา

สิ่งสำคัญอีกส่วนสำหรับองค์กรธุรกิจต่างๆคือเวลา CRM ช่วยทำให้คุณประหยัดเวลาจากการค้นหาข้อมูลที่กระจัดกระจายไปทั่ว ประหยัดเวลาในการต่องาน และที่สำคัญคือรู้ทุกข้อมูลที่ต้องใช้ในการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว การดูรายงานก็ไม่ต้องเสียเวลาไปรวบรวมข้อมูลจากหลายหน่วยงานทำให้มีเวลาไปดูแลลูกค้าได้มากขึ้นกว่าเดิม 

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่ 
Blog: www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm 

รู้ไว้ไม่ตกเทรนด์ อัพเดท!! 4 เทรนด์การขายมาแรงปี 2019

เผลอแปปเดียวเวลาครึ่งปีก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วนะครับ วันนี้ Venio เราก็ตั้งใจจะมาสรุปเทรนด์การขายที่มาแรงในปี 2019 โลกของงานขายก็เป็นอะไรที่ปรับเปลี่ยนหมุนเวียนได้เร็วมากๆ เหมือนกับที่เราจะเห็นได้ว่ามีหลายๆธุรกิจที่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรง เดี่ยวเราจะได้รู้กันแล้วครับว่าเทรนด์อะไรที่มาแรง และสิ่งที่คุณควรจะต้องรู้ไว้เพื่อปรับปรุงการบริหารงานขายคุณ 

1.โฟกัสที่กลุ่ม Generation Z 
อย่างที่เรารู้กันนะครับว่าตอนนี้กระแสเจน Z ก็เป็นอะไรที่มาแรงอยู่พอสมควร กลุ่มคนเจน ก็จะเป็นคนในช่วงอายุราวๆ 10 กลางๆไปจนถึง 20 กลางๆ แต่สิ่งที่สำคัญคือคนยุคเจน Z จะกลายมาเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้ออย่างมากในเร็วๆนี้ ทำไมผมถึงยกกลุ่มนี้มาพูดก็เพราะว่าการขายของให้กับคนกลุ่มนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายสักเท่าใดนัก สำหรับผู้ประกอบการจำนวนมากเรียกได้ว่าอาจจะต้องปรับตัวขนานใหญ่กันเลยทีเดียวเชียวครับ เพราะว่าคนกลุ่มนี้จะมีการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ค่อนข้างสูง เติบโตมาในยุคที่มีโซเชียลมีเดีย การซื้อสินค้าออนไลน์ที่เป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเขา เพราะฉะนั้นแล้วก็อาจจะเป็นเวลาที่ควรเริ่มทำการศึกษาว่าจะทำการเจาะตลาดคนกลุ่มนี้อย่างไร และจะใช้เทคโนโลยีใดเข้ามาช่วยในการทำ CRM คนกลุ่มนี้ครับ 

2.Ommi-channel 
Omni-channel อีกแล้ว เคยแปลกใจไหมครับทำไมช่วงนี้ได้ยินศัพท์คำนี้บ่อยเหลือเกิน ผมจะอธิบายให้ฟังครับ จากการที่เจน Z เริ่มเข้ามามีบทบาทในตลาดคอนซูเมอร์มากขึ้น คนกลุ่มนี้มีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น การตัดสินใจซื้อจะไม่ได้จำกัดอยู่ที่ช่องทางเดียวอีกต่อไป พวกเค้าอาจจะมีการดูข้อมูลจากออนไลน์ก่อน จากนั้นไปดูที่ช่องทางการขายอื่น แล้วอาจจะกลับมาซื้อที่หน้าร้าน ซึ่งสิ่งสำคัญคือในเรื่องประสบการณ์การดูแลลูกค้าที่พวกเค้าคาดหวังว่ามันจะต้องเชื่อมต่อกันในทุกช่องทาง และนี่ทำให้การบริหารงานขายเป็นเรื่องที่ยากขึ้น หลายๆบริษัทก็เริ่มปรับตัวโดยการนำโปรแกรมเก็บข้อมูลลูกค้าหรือโปรแกรม CRM ที่เชื่อมต่อข้อมูลจากช่องทางต่างๆให้เป็นหนึ่งเดียว  

3.การขายมีการใช้กลยุทธ์มากขึ้น
การขายในยุคก่อนๆนั้นจะไม่ได้มีการห้ำหั่นกันเช่นเดียวกับในปัจจุบัน ทำให้การวางแผนงานขายยังไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นมาก บางครั้งอาจจะถูกจัดการง่ายๆเพียงแค่การบอกเป้ายอดขายให้กับทีมขายแล้วทีมขายก็แค่ทำให้ถึงเป้า แต่การขาย ณ ปัจจุบันนี้มีการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้อย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นการบริหารดูแลความสัมพันธ์ลูกค้า โปรแกรมบริหารงานขาย และปัจจุบันการนำเอาซอพต์แวร์เอามาบริหารงานขายก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทใหญ่เท่านั้น แม้กระทั่ง sme ที่ต้องการเติบโตและมองในเรื่องการบริหารภาพรวมก็มีการเอาเทคโนโลยีมาจัดการอย่างแพร่หลาย สิ่งสำคัญที่นอกเหนือจากการนำซอพต์แวร์มาใช้ กลยุทธ์ต่างๆยังรวมไปถึง การโฟกัสในการพัฒนาทีมขาย แผนงานขายที่มีการวิเคราะห์ผ่านข้อมูลลุกค้า การต่องานได้ทันทีสำหรับเซลล์ใหม่ การพัฒนากระบวนการขายจากเทคโนโลยี ล้วนแต่เป็นส่วนที่ทำให้งานขายในปัจจุบันพัฒนาไปมากกว่าที่เคย 

4.Machine learning
AI กลายมาเป็นสิ่งหลักๆที่เข้าไปเกี่ยวกับทุกอุตสาหกรรม ไม่เว้นแม้แต่งานขาย สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับโลกยุคปัจจุบันนี้คือเรื่องข้อมูล เหมือนกับที่เราจะเห็นบรษัทเริ่มให้ความตื่นตัวกับเรื่อง Big data ข้อมูลในปัจจุบันนี้มีเยอะแยะมากมายไปหมด ทำให้ยากต่อการวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจ สำหรับ AI ก็จะมามีส่วนช่วยให้พนักงานขายมีประสิทธิภาพทำงานมากขึ้น 

  • ช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า แม้จะมีเป็นจำนวนมากแต่สามารถทำได้เร็วและมีประสิทธิภาพต่อยอดไปยังการวางกลยุทธ์บริหารงานขาย 

  • ระบบจะมีการช่วยแนะนำโดยเรียนรู้จากดีลต่างๆที่เกิดขึ้นภายในทีมขาย ทำให้รู้ว่าจะจัดแบ่งระดับความสำคัญอย่างไร 

  • การทำ sales forecast จะเป็นไปได้ง่ายขึ้นเพราะว่าข้อมูลทุกอย่างถูกประมวลผลด้วย AI ทำให้รู้ได้คร่าวๆว่ายอดขายในไตรมาสหน้าจะเป็นอย่างไร และควรจะปรับปรุงอย่างไรเพื่อให้ได้เป้าที่ต้องการ 

วันนี้ก็หวังว่าผู้อ่านจะได้รู้ถึงเทรนด์การขายที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกคร่าวๆแล้วนะครับ และก็เป็นแนวโน้มที่น่าจะเป็นเทรนด์ไปยาวๆ ถ้ามีอะไรน่าสนใจอัพเดทเกี่ยวกับการบริหารงานขาย จะเอามาเขียนลงกันให้อ่านอีกครับ ขอบคุณครับ

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่ 
Blogwww.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm 

แนะนำ!! ประเภทโปรแกรมธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่

สำหรับผู้ประกอบการแล้ว เมื่อเริ่มคิดตัดสินใจที่จะนำซอพต์แวร์เข้ามาช่วยในการพัฒนาระบบงานในบริษัทแล้วนั้น ปัญหาต่อมาที่มักจะเจอก็คือเรื่องปวดหัวจากระบบต่างๆ ซึ่งมีเยอะแยะมากมายไปหมด ทำให้ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นที่ระบบไหนจึงจะดีที่สุด นอกจากนั้นแล้วหากไม่ใช่คนที่อยู่ในสายเทคโนโลยีก็ยิ่งทำให้ยากต่อการเข้าใจ ว่าแต่ละระบบมีข้อแตกต่างกันอย่างไรบ้าง วันนี้ Venio ก็จะมาแนะนำคร่าวๆให้ผู้อ่านรู้จักกับโปรแกรมระบบต่างๆครับ

โปรแกรม HR

สำหรับ HR ชื่อโปรแกรมนั้นก็บอกตรงๆอยู่แล้วว่าเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ฟีเจอร์หลักๆที่จะมีมาใน Application จำพวก HR ก็จะเป็นเรื่องของการเก็บข้อมูลพนักงาน จะเน้นในเรื่องการบริหารงานบุคคลภายในบริษัทเท่านั้น นอกจากนั้นก็ยังมีในเรื่องของการ track เวลาเข้าออกงาน หรืออาจมีการทำ check-in/checkout ง่ายๆได้

โปรแกรม ERP

สำหรับโปรแกรม ERP นั้นจะเป็นอะไรที่ค่อนข้างซับซ้อนขึ้นมา ERP นั้นย่อมาจากก Enterprise Resource Planning หลักๆแล้วก็เป็นการวางแผนการใช้ทรัพยากรทางธรกิจให้เกิดประโยชน์มากที่สุดนั่นเองครับ โดยจะเป็นการรวมงานหลักต่างๆในบริษัทให้มีความสัมพันธ์กัน

โปรแกรม CRM

โปรแกรม CRM ในยุคใหม่นั้นจะเป็นโปรแกรมที่เน้นในเรื่องการบริหารจัดการความสัมพันธืกับลูกค้า ซึ่งโดยหลักๆแล้วสิ่งที่ CRM มุ่งเน้นให้ความสนใจมากๆเลยคือกระบวนการจัดการบริหารงานขาย เพราะว่าสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจคือลูกค้า CRM จะช่วยให้การบริหารจัดลูกค้าเป็นไปได้อย่างดีเยี่ยมตั้งแต่ลูกค้าเริ่มสนใจผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการติดตามลูกค้า

Venio

Venio เป็นระบบ CRM ระบบหนึ่งเช่นกัน แต่ความพิเศษคือ Venio มีการรวมเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการขายมาให้ด้วย และนอกจากนี้ยังมีการรันบนมือถือแบบ Mobile native สิ่งที่มุ่งเน้นเป็นอย่างมากสำหรับ venio คือต้องเป็น CRM ที่ใช้งานได้จริง ใช้งานได้ง่ายเนื่องจากระบบ CRM ในปัจจุบันมักจะมีข้อจำกัดจากหน้าจอการใช้งานที่ยุ่งยาก เรียกได้ว่ามอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทั้งผู้ใช้งานและลูกค้าไปพร้อมๆกันครับ

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM ได้ที่ 
Blog: www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm