7 เหตุผลทำไมคุณควรใช้ sales CRM

การขาย ณ ปัจจุบันนี้เราก็คงปฎิเสธไม่ได้ว่ามีความซับซ้อนมากขึ้น แต่ก่อนเรารู้จักแค่คำเดียวคือลูกค้า แต่การขายทุกวันนี้เริ่มวัดกันตั้งแต่ Lead เทคโนโลยีที่ช่วยเกี่ยวกับการขายจึงผุดขึ้นมามากมายเหมือนดอกเห็ด วันนี้ Venio เราก็กลับมาอีกครั้งกับบทความที่จะมาช่วยคุณรู้ถึงข้อดีของโปรแกรม sales CRM ให้มากกว่าเดิม

1. ช่วยเรื่องการดูแลลูกค้า

ด้วยระบบ CRM นอกจากจะช่วยเรื่องการบริหารทีมขายแล้ว ยังมีประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับเลยเต็มๆคือเรื่องของ customer service ที่ดีขึ้นมาก เพราะการติดต่อกับลูกค้าทุกอย่างจะถูกบันทึกลงบนระบบ ยิ่งปัจจุบันการขายถูกเชื่อมโยงกับ customer centric มากขึ้น ทำให้คุณจะก้าวล้ำกว่าคู่แข่งได้อย่างง่ายดาย

2.ปรับปรุงกระบวนการทำงานขายของเซลล์

ทีมขายจะมีเรื่องต่างๆมากมายในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นการนัดพบลูกค้า ตามลูกค้า อัพเดทข่าวสารต่างๆ และอื่นๆอีกมากมาย และนั่นทำให้เซลล์จำนวนมากขาดการตามลูกค้าที่ดี แต่ด้วยการใช้ระบบ CRM เซลล์ในทีมจะรู้ว่าต้องติดต่อลูกค้าเมื่อไร เพราะมีการแจ้งเตือนตลอดเวลา

3.ข้อมูลบนรายงานที่ดีกว่า

ปกติแล้วข้อมูลการขายจะมีความยุ่งยากซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลลืจำนวนมากชอบทำรายงานการขายกันบน excel ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ปัจจุบันระบบ CRM นั้นจะช่วยสรุปข้อมูลและออก report ต่างๆได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำกว่า

4.ยอดขายที่เพิ่มขึ้น

เพราะการใช้ระบบบริหารงานขายพวก CRM จะทำให้เซลล์ของคุณรู้จักลูกค้าดีขึ้น นั่นหมายความว่าการเสนอขายสินค้าและบริการก็จะตรงจุดมากกว่าเดิมและทำให้การทำแคมเปญต่างๆโดนใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น

5.ทำให้การสื่อสารในทีมดีขึ้น

นอกจากเรื่องการดูแลลูกค้าที่เป็นจุดขายหลักแล้ว แต่การสื่อสารในองค์กรก็จะดีขึ้นอย่างมากๆด้วยเมื่อใช้ระบบ CRM เพราะหัวหน้าสามารถรีวิวแผนที่เกิดขึ้น รู้ถึงสถานะงานของเซลล์ในทีมที่ไปพบลูกค้าตลอดเวลา ว่าเกิดอะไรขึ้นทำให้การสื่อสารกันทุกคนได้รับข้อมูลที่อัพเดทใหม่อยู่ตลอดเวลา

6.พนักงานขายแฮปปี้ขึ้น

เพราะโดยปกติแล้วการทำงานของพนักงานขายไม่ใช่แค่การออกไปพบลูกค้า แต่ยังมีงานเอกสารที่ต้องทำอีกมากมายเช่น เบิกค่าใช้จ่าย สรุปการประชุมลูกค้า รายงานยอดขาย แต่ทั้งหมดนี้ตัว CRM ลดเวลาในการทำงานให้เซลล์เยอะมากๆ โดยเฉพาะกับการทำรายงานที่สามารถเรียกดูผ่าน dashboard แบบเรียลไทม์ได้เลย

7.สนับสนุนงานหลังบ้านด้วยแอดมิน

นอกจากนั้นแล้วระบบ CRM ยังทำให้แอดมินช่วยสนับสนุนงานหลังบ้านได้ดียิ่งขึ้น เช่นหากมีเคสจากลูกค้าเข้ามาจากแต่ก่อนที่เซลลืรับเรื่องมาแต่ยังไม่ได้คำตอบของปัญหานั้น สุดท้ายแล้วลืมตอบลูกค้าไป แต่ด้วยโปรแกรม CRM จะทำให้เคสทุกอย่างแอดมินสามารถเข้ามาช่วยดูแลและ assign กลับให้กับพนักงานขายแต่ละคนได้

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

Cloud CRM vs On-premise แบบไหนที่เหมาะกับคุณ

ก่อนหน้านี้เราก้ได้มีบทความแนะนำเกี่ยวกับระบบ CRM ในเรื่องของ cloud กับความปลอดภัยบนระบบ CRM ทำให้รู้มากขึ้นเกี่ยวกับข้อดีของ โปรแกรม CRM ที่อยู่บนระบบคลาวด์ ทีนี้หลายๆท่านอาจจะยังสงสัยว่าโปรแกรม CRM ก็ยังมีแบ่งแยกเป็น on-premise และ  cloud base แล้วเมื่อองค์กรเราถึงเวลาที่จะต้องใช้โปรแกรมบริหารงานขายและดูแลลูกค้า นอกเหนือจากเรื่องความปลอดภัยยังมีสิ่งใดที่ต้องพิจารณาอีกบ้างไหม

ทำความรู้จักกับ CRM ทั้ง 2 ระบบ

ก่อนอื่นเราจะต้องทำความเข้าใจถึงระบบการให้บริการและการเก็บข้อมูลลูกค้าของทั้ง 2 ระบบกันก่อนว่า แต่ละประเภทมีการทำงานอย่างไร

Cloud CRM: จะมีรูปแบบในการให้บริการโดนเป็นการสมัครใช้งานแบบ subscription โดยอาจเป็นรายเดือน หรือรายปี และตัวผู้ใช้งานก็สามารถที่จะเข้าถึงโปรแกรม CRM ได้ผ่านทางอินเตอร์เน็ต ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายทุกอย่างที่เกี่ยวข้องจะถูกเก็บอยู่บนระบบ Cloud และโฮสอยู่ที่เซิฟเวอร์อื่น ไม่ใช่บนบริษัทของผู้ใช้งานเอง

On-premise: รูปแบบนี้ก็จะเป็นรูปแบบที่องค์กรต่างๆคุ้นเคยกับเป็นอย่างดี จะเป็นการซื้อสิทธิ์ขาดและนับตามจำนวน user license บนระบบ และหลังจากนั้นตัวโปรแกรมและข้อมูลต่างๆจะถูกเก็บลงเซิฟเวอร์ของบริษัท โดยปกติแล้วค่าใช้จ่ายจะเป็นแค่ครั้งเดียว แต่จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากๆๆ เพราะเป็นการซื้อทั้งระบบ และนอกจากนั้นหากต้องการโมดูลไรเพิ่มเติมก็จะมีค่าใช้จ่ายในการพัฒนาเพิ่มเติมอีก

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าองค์กรเราเหมาะกับ CRM แบบไหน?

โดยปกติแล้วทั้งสองระบบจะมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าคุณให้ความสำคัญกับเรื่องใด ทีมงานคุณมีความพร้อมแค่ไหน เราก็ได้รวบรวมสิ่งที่บริษัทและองค์กรชั้นนำส่วนใหญ่นำมาพิจารณาในการตัดสินใจใช้ระบบใดระบบนึง

ความปลอดภัย

สำหรับ on-premise CRM ที่ทุกอย่างอยู่บนเซิฟเวอร์ของตนเองนั้นข้อดีหลักๆเลยคุณจะรู้ได้ตลอดเวลาว่าข้อมูลคุณอยู่บนนี้ และหากตองการปรับแต่งหรือมอนิเตอร์อะไรก็ทำได้โดยง่าย แต่นั่นหมายความว่าคุณต้องมีทีม IT ที่ active ตลอดเวลา ในทางกลับกันสำหรับระบบ cloud นั้นเรื่องของความปลอดภัยจะเป็นสิ่งแรกเลยที่ทุกคนให้ความสำคัญ ทีมที่ดูแลเรื่องคลาวด์จึงเป็นคนที่ชำนาญในด้าน network security มากๆ คุณจึงมั่นใจได้ว่าข้อมูลของคุณจะปลอดภัยอย่างแน่นอน

การเข้าถึงระบบ

ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าทีมขายของคุณที่ต้องออกไปดูแลลูกค้านั้น โดยปกติแล้วอยู่ใน office เป็นส่วนใหญ่หรือมีการออกนอกสถานที่บ่อยๆ ซึ่งถ้ามีการออกนอกบ่อยๆนั้น การใช้ cloud CRM ก็ดูจะเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่าเพราะ Cloud CRM ในปัจจุบันก็จะมีความเป็น mobile friendly สูง สามารถล็อคอินผ่านระบบได้อย่างง่ายดาย แต่กลับกัน On-premise นั้นจะมีการเข้าระบบได้ยากกว่าแต่ถ้าไม่จำเป็นต้องใช้นอกสถานที่ก็เป็นตัวเลือกที่ดีตัวหนึ่ง

การ Customize

โดยปกติสำหรับระบบ CRM แบบ On-premise จะมีให้ปรับแต่งได้อยู่แล้วโดยคิดตามโมดูลที่เพิ่มเติม แต่อย่างไรก็ตามสำหรับ Cloud CRM ด้วยฟีเจอร์มาตรฐานก็จะเป็นฟีเจอร์ที่ทำมาให้เหมาะกับงานขายอยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบัน CRM ที่อยู่บนคลาวด์หลายๆเจ้าก็มีการให้ customize ให้เหมาะกับกระบวนการจัดการในแต่ละบริษัทได้เหมือนกัน

ค่าใช้จ่าย

โดยปกติแล้วสำหรับค่าใช้จ่ายของ On-premise มักจะมีราคาแพงมากกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกของการใช้ระบบ เช่นค่า Implementation ข้อดีคือคุณไม่ต้องจ่ายรายเดือน แต่ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในส่วนของไอทีเพิ่มเติมสำหรับการดูแลรักษา แต่ส่วนของ cloud CRM ก็จะตรงข้ามกันคือค่าใช้จ่ายนั้นถูก แต่จะมีค่ารายเดือนที่คุณต้องจ่าย แต่ข้อดีก็คือคุณมั่นใจได้เลยว่าโปรแกรมบริหารงานขายและดูแลลูกค้าของคุณนั้นจะมีการอัพเดทตลอดเวลา

กล่าวโดยสรุปถ้าคุณอ่านมาถึงตอนนี้ก็คงพอเห็นภาพแล้วทั้ง 2 ระบบนั้นมีความแตกต่าง และข้อดีเฉพาะตัวของแต่ละระบบอยู่ สำหรับการตัดสินใจว่าจะใช้ระบบไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าความจำเป็นของคุณอยู่ที่ระดับใดนั่นเอง

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

พบกับ Work-in solution จัดการ PC แบบมืออาชีพ

ปัญหาที่ธุรกิจจำนวนมากพบเจอกันอยู่ก็คือเรื่องของการจัดการพนักงานขายหน้าร้าน เมื่อธุรกิจคุณขยายตัว มีการเปิดสาขาหรือมีการขายหน้าร้านตามสถานที่ต่างๆมากขึ้น ด้วยความที่คุณอาจควบคุมทีมได้ไม่ดีเท่าที่ควร ก็ทำให้การทำ CRM กับลูกค้า ไม่ประสบผลสำเร็จ นอกจากนั้นแล้ว PC ที่ขายของให้คุณก็อาจจะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเพราะการขาดเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณจัดการพวกเขาได้ดีขึ้น วันนี้ Venio โปรแกรม CRM เราก็จะมาแนะนำ Feature work-in ที่จะมาช่วยเติมเต็มการบริหารทีมขาย โดยเฉพาะกับพนักงานหน้าร้านให้เป็นไปได้อย่างยอดเยี่ยม

Work-in คืออะไร?

Work-in คือโซลูชั่นส์สำหรับการจัดการพนักงานขายหน้าร้าน PC / BA / Promoter ซึ่งโดยธรรมชาติของพนักงานขายหน้าร้านนั้น จะต้องมีการประจำไซต์งานข้างนอก ตามแต่สถานที่ที่ได้กำหนดไว้ ทำให้การเช็คเวลาเข้าออกงาน ทำได้ยากไม่เหมือนกับการทำงานในออฟฟิศ Work-in ขึงเข้ามาเพื่อช่วยจัดการ และมาพร้อมกับ Tools ที่ช่วยให้พนักงานขายหน้าร้านปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เพิ่มประสิทธิภาพทุกการทำงาน

Check-in / checkout - PC สามารถเช็คอินเพื่อระบุการเข้าและออกงานที่สาขาที่ประจำอยู่ ทำให้คุณมั่นใจได้ว่า สินค้าของคุณจะมีคนคอยแนะนำอยู่เสมอ

Target - ตั้งเป้ายอดขายสำหรับพนักงานหน้าร้านที่รับผิดชอบสินค้าตามสาขา สนับสนุนทั้งการตั้งเป้าแบบตามจำนวนชิ้น หรือยอดขายรวม และแยกตามผลิตภัณฑ์

Sales report - รายงานยอดขายที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เพื่อที่คุณจะได้รู้ว่ายอดแต่ละสาขาที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร รวมไปถึงยอดขายของสินค้าคู่แข่งที่ PC คุณสามารถเข้าถึงข้อมูลได้

Sales catalog - ในบางครั้งแม้ว่าจะมีการเทรนนิ่งสินค้าให้กับ PC แต่นั่นก็ไม่เพียงพอ อัพโหลดไฟล์สเปคสินค้าและทุกอย่างที่จำเป็นเกี่ยวกับการขายในระบบ เพื่อให้ PC เข้าถึงข้อมูลได้ทุกเมื่อ

Stock request and feedback - เมื่อสินค้าหน้าร้านหมด นั่นหมายถึงโอกาสการขายที่หายไปด้วย PC สามารถสั่งสินค้าเข้าร้าน ส่งฟีดแบ็คต่างๆจากลูกค้าในระบบ และคุณก็จะรู้ถึงสถานการณ์ในสาขานั้น

On shelf photo - อัพโหลดรูปภาพของเชลล์สินค้าเพื่อดูว่าสินค้าของคุณอยู่ ณ ตำแหน่งใด มีจำนวนเท่าใด เปรียบเทียบกับคู่แข่งแล้วเป็นอย่างไรเพื่อที่คุณจะได้ปรับกลยุทธ์ได้อย่างทันท่วงที

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM ได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

Omni-channel คืออะไร? แล้วจะช่วยเรื่อง customer centric ได้อย่างไร?

ปัจจุบันนี้จะสังเกตเห็นได้ว่าธุรกิจต่างๆเริ่มหันมาสนใจในเทรนด์ของ customer experience กันมากขึ้น และนั่นทำให้ omni-channel กลายมาเป็นสิ่งที่แบรนด์ต่างๆให้ความสนใจกัน ตัว Omni channel นั้นช่วยเรื่องของ CRM โดยตรง และจากการที่ผู้บริโภคในปัจจุบันมีการเข้าถึงร้านค้าได้ผ่านทางหลายช่องทาง ทำให้เส้นแบ่งระหว่างโลกออนไลน์และช่องทางออฟไลน์เลือนลางลงเรื่อยๆ

ทำความรู้จักกับ Omni-channel

Omni-channel experience คือการเชื่อมโยงช่องทางต่างๆที่ลูกค้ามีการเข้าถึงร้านค้า โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นช่องทางออนไลน์ หรือการขายหน้าร้าน ซึ่ง Omni-channel จะช่วยส่งเสริมในเรื่อง Customer experience ที่ดี ไม่ว่าลูกค้าจะเข้าผ่านทางช่องทางไหน ทางแบรนด์ก็สามารถอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า นอกจากในส่วนของลูกค้าแล้วนั้น การทำ omni-channel ยังมีส่วนช่วยในการบริหารทีมขาย ทำให้การทำการขายทำได้ง่ายมากขึ้น เพราะทางร้านค้าจะรู้ถึงช่องทางและข้อมูลของลูกค้าที่ติดต่อมา

ตัวอย่างของการทำ omni-channel ซึ่งมาช่วยเรื่อง customer centric

สำหรับต่างประเทศแล้วนั้นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็เช่น Disney ที่มีการขายตั๋วผ่านทางหลายช่องทาง แต่การไปรับตั๋วนั้นระบบจะ connect เชื่อมต่อกันหมด แต่ยังไม่หมดแค่นั้นถ้าหากเรามองเจาะลึกลงไป Disney มีการวางแผนการทำอย่างแยบยล ตั้งแต่การ design website ให้รองรับ mobile-responsive มีการทำ app และการการจอง fast pass รวมไปถึงเส้นทางการเดินทางต่างๆใน Disney land และในส่วนของ Offline เองนั้นก็มีการตกแต่งและทุกอย่างที่เชื่อมโยงถึงกันหมด ทำให้ผู้คนที่มายัง Disney ได้รับประสบการณ์ที่ดีกลับไป

สำหรับตัวอย่างในไทยที่เห็นได้ชัดเลยคือการที่ลูกค้ากรอกข้อมูลผ่านทาง website, LINE หรือ FB เพื่อเอาคูปองมาใช้กับหน้าร้าน โดยร้านเองก็จะมีการสื่อสารกลับไปยังลูกค้าผ่านทางช่องทางต่างๆ ซึ่งตรงนี้จะเป็นส่วนที่ส่งเสริมการทำ CRM โดยตรง และการที่จะทำเช่นนี้ได้นั้น ข้อมูลที่อยู่ในแต่ละช่องทางจะต้องเชื่อมหากันหมด จุดสำคัญของการทำ omni-channel คือการเชื่อมโยงของข้อมูลที่ไร้รอยต่อไม่ทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่แย่ เช่นจากตัวอย่างข้างบนหากมีการรับคูปองจากช่องทางออนไลน์ แต่เมื่อไปใช้หน้าร้านแล้วใช้ไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ต้องระวังในการเริ่มใช้ omni-channel

แน่นอนว่าแม้ในตอนนี้การทำ omni-channel ยังไม่ได้ถึงขั้นที่จำเป็นจะต้องมี แต่ในอนาคตอันใกล้นี้แบรนด์ทั้งหลายมีแนวโน้มที่จะทำในเรื่อง omni-channel และให้ความสำคัญกันมากขึ้น ในโอกาสหน้า Venio เราก็จะมาเจาะลึกในเรื่องกลยุทธ์การทำ omni-channel ที่ละเอียดมากขึ้น หวังว่าตอนนี้ทุกคนคงได้ไอเดียในการทำ omni-channel

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM ได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

Sales enablement คำที่นักขายยุค 2019 ต้องรู้จัก

ถ้าคุณอยู่ในแวดวงงานขาย หรือต้องบริหารทีมขายคำว่า sales enablement น่าจะเป็นคำที่ได้ยินค่อนข้างบ่อยในปีนี้ คำนี้อาจจะเป็นคำที่ค่อนข้างใหม่ในประเทศไทย แต่จริงๆแล้วมีการใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศมาสักช่วงเวลานึงแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการพัฒนาทีมและบริหารงานขาย และวันนี้ Venio เราก็จะมาแนะนำให้รู้จักกับ sales enablement ให้ดียิ่งขึ้น

Sales enablement คืออะไร?

Sales enablement หากจะให้พูดในเรื่องความหมายก็คือกระบวนการในการจัดการและตระเตรียมข้อมูล เนื้อหา และเครื่องมือต่างๆให้กับพนักงานขาย ด้วยจุดประสงค์เพื่อช่วยให้การขายทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าอ่านแล้วยังงงๆอยู่นึกภาพตามนี้ครับถ้าคุณให้ task พนักงานสักอย่างหนึ่ง และก็จัดเตรียมให้ข้อมูล และสิ่งต่างๆที่จำเป็นสำหรับงานนั้นๆ  ก็คงพูดได้อย่างเต็มปากว่าพนักงานคนนี้จะสามารถทำงานได้สำเร็จราบรื่นกว่าคนที่ไม่ได้รับอะไรเพิ่มเติมเลย ซึ่งมันก็เป็นจริงสำหรับทีมขายด้วยเช่นกันครับ และนี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่า sales enablement นั่นเอง

ทำไมถึงสำคัญ?

ความสำคัญของ sales enablement นั้นอยู่ที่ประโยชน์ที่พนักงานขายของคุณจะได้รับ ซึ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือการจัดการงานขายที่เป็นระบบมากขึน และทุกคนสามารถปิดยอดขายได้ตามเป้า ผ่านกระบวนการของ sales enablement ที่จะช่วยทำให้พวกเขารู้ว่าจะทำอย่างไร นั่นหมายความว่าบริษัทของคุณจะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเซลล์ซุปเปอร์ฮีโร่ไม่กี่คนที่ทำยอดได้เยอะๆอีกต่อไป

Sales enablement จะทำได้อย่างไร

ตรงนี้เราก็จะมาสรุปคร่าวๆในเรื่องของการทำ sales enablement ว่าจะทำได้อย่างไร แต่ทั้งนี้เราต้องเข้าใจก่อนว่ากระบวนการทำ sales enablement นั้นจะไม่ได้เป็นแบบขั้นตอน ให้มองในลักษณะของกลยุทธ์หรือหลักการที่จะช่วยให้พนักงานขายทำงานได้ดีขึ้นจะทำให้เห็นภาพได้ชัดกว่า

  1. ต้องกำหนดเป้าหมายและเงื่อนไขของโปรแกรมที่จะจัดทำขึ้น ที่สำคัญโปรแกรมที่จะรีนนั้นต้องช่วยให้การขายทำได้ดีขึ้น เริ่มจากสิ่งต่างๆที่ทีมขายคุณต้องการ สิ่งที่ต้องโฟกัส ทักษะที่จำเป็นสำหรับพนักงานขาย เช่นการพรีเซ็น
  2. ทำให้แน่ใจว่าพนักงานขายของคุณรู้จักลูกค้าที่อยู่ในธุรกิจคุณ และที่สำคัญต้องรู้ว่าคนซื้อจะมีกระบวนการซื้ออย่างไร หลังจากนั้นก็เริ่มดูสิ่งที่พนักงานขายจะทำได้ในแต่ละส่วนของ buyer’s experience ที่เกิดขึ้น
  3. สร้าง content คุณภาพ เริ่มจากการมีสื่อในการนำเสนอผลงานที่เข้าใจง่าย และเพิ่มเติมในส่วนต่างๆผ่านทางชิ่งทางเช่น Blog, สัมมนา และตัวเนื้อ content พวกนี้จะช่วยเซลล์ในการนำเสนอและปิดการขายในตัวมันเอง
  4. มั่นใจว่าการเทรนนิ่งจะเป็นงานต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่โปรเจคชั่วคราวที่เกิดขึ้นมาแล้วจบไป อย่างน้อยมีการจัดเทรนเดือนละครั้งและใช้เครื่องมือต่างๆที่จะช่วยให้การทำ sales enablement เป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง
  5. และสิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือแม้ว่าคุณจะเตรียมสิ่งที่ช่วยพนักงานขายไว้มากมาย แต่โปรแกรมที่ดีเหล่านั้นสุดท้ายก็จะเป็นหมันไปถ้าไม่มีใครใช้ ดังนั้นแล้วต้องอย่าลืมผลักดันให้ทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วมในการใช้งาน sales enablement

หลังจากอ่านบทความนี้จบไปก็หวังว่าทุกคนจะเข้าใจในเรื่องของ sales enablement มากขึ้น ปัจจุบันก็มีโปรแกรมที่เข้ามาช่วยในการทำต่างๆมากมายเช่น โปรแกรม CRM โปรแกรมเก็บข้อมูลลูกค้า โปรแกรมช่วยบริหารงานขาย ซึ่งล้วนแต่มีส่วนช่วยให้การบริหารงานขายเป็นไปได้อย่างราบรื่น

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM ได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

5 พฤติกรรมที่คุณต้องเลิกทำใน Excel

ก่อนหน้านี้เคยเขียนบทความเกี่ยวกับ Excel ไปบทความหนึ่งที่เกี่ยวกับ Excel ไม่ได้เหมาะกับทุกงาน วันนี้ผมอยากจะมาเล่าเรื่องที่ผมได้พบกับนักขายมืออาชีพมากมายที่เคลมว่าตัวเองเป็นเทพ Excel แต่รู้อะไรไหมครับ ว่ายังมีพฤติกรรมที่ผมพบเห็นหลายอย่างใน Excel ที่ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือเก่า ต่างก็ทำผิดพลาดหรือใช้ไปโดยความเคยชิน วันนี้ผมจะมาลิสท์ให้ฟังว่ามีอะไรบ้าง ลองสังเกตตัวเองกันดูนะครับว่าเรานั้นเผลอทำข้อไหนไปบ้างรึเปล่า

1.ชอบคลิกที่ Cell

อย่างแรกเลยที่มักเจอคือคุณกำลังพิมพ์อะไรสักอย่างใน Cell แล้วหลังจากนั้นก็คลิกที่ cell อื่นเมื่อพิมพ์เสร็จ ฟังดูก็ไม่มีอะไรแปลกถูกไหมครับ แต่เมื่อก็ตามที่คุณกำลังพิมพ์สูตรอยู่  Excel จะเข้าใจว่าคุณ ref ไปที่ cell นั้นครับ แก้ด่วน!

2.ลบด้วย space

ลบ data ใน cell ด้วยการกด SPACE Bar รู้ไหมครับว่านั่นหมายถึงว่าคุณแทนที่ค่านั้นด้วย SPACE เซลล์นั้นไม่ถุกลบไปจริงๆ

3.ไม่ใช้ Cell reference

สำหรับคนที่ต้องบริหารทีมขาย คงเจอการใช้สูตรแบบนี้บ่อยๆเช่น =c1*b2-e7+d5 ถ้าดูผลลัพท์อย่างเดียวก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อไรก็ตามที่สูตรมีปัญหาแล้วต้องดูย้อนกลับไป ก็ต้องเสียเวลาไล่หาว่าแต่ละช่องมันคือค่าอะไร ลองกำหนดชื่อให้เซลล์ดู โดยการใส่ชื่อที่ช่องข้าง cell แทนเช่น rate, discount, cost

4.ใช้สีในการอธิบายค่า

จริงๆแล้วมันก็เป็นไอเดียที่ดีนะครับในการเอาสีมาแทนค่า แต่นั่นหมายถึงว่าคุณใช้ Excel นั้นคนเดียว ถ้าแชร์ Excel นั้นให้คนอื่นก็ต้องมามีส่วนอธิบายอีกว่าแต่ละสีนั้นหมายถึงอะไร และมันทำให้ spreadsheet ของคุณนั้นดูน่าเกลียดพิลึกเลยทีเดียว

5.Bad formatting 

Excel โดยปกตินั้นเก่งเรื่อง data format โดยอัตโนมัติมาก คุณสามารถทดลองใส่ 1-1 แทนที่จะเป็น 0 แต่ Excel จะรู้ทันทีว่าคุณหมายถึงวันที่ 1 มกรา แต่ก็มีบางกรณีที่ Excel อาจจะทำผิดได้เช่น หากคุณใส่ September 20th, 2019 กรณีแบบนี้คุณจะไม่สามารถนำค่าไปใช้ได้ต่อได้ง่ายๆ ดังนั้นแล้วการรู้ formatting จึงเป็นสิ่งที่ดี

แถมอีกข้อนึงสำหรับทีมขาย หากคุณต้องบริหารทีมขาย ดูแลเรื่องลูกค้าเป็นประจำโดยใช้ Excel แล้วก็ล่ะก็ ลองเรียกข้อมูลดูผ่าน Pivot table ดูสิ ถึงแม้ว่าคุณจะคิดว่ามันมี formula มากมากที่สามารถใช้งานได้ แต่ถ้าเทียบกับ pivot table แล้ว ตัว pivot table นั้นทรงพลังกว่าเยอะมากๆครับ

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM ได้ที่
Blog: 
www.veniocrm.com/blog 
Facebook: www.facebook.com/veniocrm

Social media ช่วยเรื่องการสื่อสารในองค์กรได้จริงหรือ?

บริษัทเพื่อนๆผู้อ่านเป็นแบบนี้รึเปล่าครับที่ยังใช้ facebook หรือ LINE เป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร ที่แย่กว่านั้นก็คือมักจะมีการแจ้งเรื่องสำคัญผ่านไลน์และคาดหวังว่าทุกคนจะรับรู้ในสิ่งที่ต้องการสื่อ แน่นอนครับว่าทุกวันนี้คนมากกว่า 90% ใช้ไลน์หรือเฟสบุ๊คแน่นอน ลูกค้าต่างก็ใช้กัน ตรงนี้เองเลยทำให้ดูเหมือนว่า Social media เป็นสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องการติดต่อพูดคุย แต่แท้จริงแล้วเมื่อนำมาใช้ในองค์กรมันกลับทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี

Cognitive Overload

พวกโซเชียลมีเดียนั้นถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานเพื่อความบันเทิงเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับกลุ่มเพื่อน การเสนอข่าวสารที่ตรงกับความสนใจเราและแน่นอนว่าเมื่อเราเอามันมาใช้เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารในองค์กรนั่นทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของข้อมูลที่มากเกินไป

เสียสมาธิในการทำงาน

เนื่องจากการเอาแชลแนลในการพูดคุยส่วนตัวมาใช้กับการสื่อสารคุยงานในองค์กรทำให้ในระหว่างวันเราจะถูกรบกวนจากเรื่องส่วนตัวต่างๆ โปรโมชั่นข่าวสารที่ถูกส่งมา และนอกจากนั้นโซเชียลมีเดียยังมีบางฟีเจอร์ที่ทำให้เราเสียสมาธิในการทำงาน เช่นสติ๊กเกอร์ กรุ๊ปแชทต่างๆซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องงาน

ไม่มีความเป็นส่วนตัว

ตรงนี้หลายๆคนอาจจะคิดว่าแต่ยังไงลูกค้าก็ยังใช้ไลน์อยู่ มันก็ไม่มีความเป็นส่วนตัวอยู่ดี อยากให้ลองมองภาพในลักษณะนี้แทนครับ หากมีการใช้ social media ในการบริหารทีมขาย แน่นอนว่าต้องมีการสร้างกรุ๊ปต่างๆขึ้น แค่ทีมเดียวอาจมีกรุ๊ปมากมาย ยังไม่นับ user ที่เราต้องแอดเพื่อพูดคุยกันในองค์กร จะเห็นได้ว่าแค่องค์กรลดการใช้งานโซเชียลในการคุยงานภายใน ก็ช่วยลดภาระไปได้มากพอสมควรแล้วครับ  ซึ่งจุดนี้หากองค์กรเลือกที่จะปรับเปลี่ยนหาโปรแกรมบริหารงานขายมาใช้แทน ก็จะช่วยเรื่องความเป็นส่วนตัวได้เยอะมากขึ้นครับ

ไม่ใช่ช่องทางหลักในการสื่อสาร

เมื่อมีการใช้โซเชียลมีเดียมาใช้ในการทำงาน ทำให้คนส่วนใหญ่เกิดความเคยชินและติดนิสัยในการใช้ช่องทางนี้ในการคุยงานแทน และลืมเรื่องความสำคัญของงานไป เช่นการต้องให้คนในทีมคอนเฟริมราคาสินค้าอย่างเร่งด่วน แต่กลับใช้ไลน์ในการถามและคาดหวังว่าจะได้รับคำตอบโดยทันที คาดว่าผู้อ่านหลายๆท่านคงเจอเรื่องราวแบบนี้กันบ่อย ก็หวังว่าหลังจากอ่านบทความนี้จบก็คงถึงเวลาที่จะลองมองย้อนดูว่าประสิทธิภาพภายในทีมต่ำกว่าความคาดหวัง เกิดขึ้นจากสาเหตุนี้ด้วยรึเปล่า

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่ 
Blogwww.veniocrm.com/blog 
Facebookwww.facebook.com/veniocrm 

7 สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนเลือก CRM มาใช้งาน

เมื่อการทำธุรกิจต้องการการเติบโตอีกขึ้นหนึ่ง ระบบ CRM ที่ดีก็จะมามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่ง (สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่า CRM คืออะไร? ลองอ่านดูได้ตรงนี้ครับ) เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจคือ “ลูกค้า” การบริหารทีมขายที่ดีจะนำไปสู่ประสบการณ์ที่ดีกับลูกค้า ถ้าเราสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้ โอกาสที่ธุรกิจจะเติบโตอย่างยั่งยืนก็มีมากขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเท่าไรที่องค์กรทุกๆขนาดต่างก็มองหาโปรแกรม CRM เพื่อมาช่วยในหลายๆเรื่องเช่น

  • การวางแผนงานขายอย่างเป็นระบบ
  • การติดตามสถานะของลูกค้าที่เกิดขึน
  • เพิ่มโอกาสปิดดีล และรู้ดีลที่เกิดขึ้น
  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ดูแลอย่างทั่วถึง

ฟังดูดีใช่ไหมครับ? อ่านเสร็จแล้วก็อยากจะรีบหา CRM มาใช้งานเลย แต่อันที่จริงการเลือก CRM มันไม่ได้ง่ายแบบนั้นครับ ความยากของมันไม่ใช่แค่จากระบบที่มีมากมาย จนไม่รู้ว่าจะเลือกตัวไหนดี แต่ยังต้องพิจารณาไปถึงหลายๆเรื่องเช่น ราคา ฟังก์ชั่นการใช้งาน ปรับเปลี่ยนได้ไหม จะเข้ามาช่วยธุรกิจเราได้จริงรึเปล่า บริหารทีมขายได้ตอบโจทย์ไหม อะไรเป็นต้น พออ่านถึงตรงนี้แล้วรู้สึกเลยใช่ไหมครับว่าเอ๊ะ มันก็ไม่ง่ายแบบที่คิดเลย แล้วจะเลือกอย่างไรดีล่ะ Venio เราก็เลยช่วยแนะนำถึง 7 ข้อที่จะช่วยให้คุณได้เลือกระบบ CRM ที่ใช่สำหรับองค์กรคุณ

1.Cloud vs On-premise

ทั้งสองโซลูชั่นต่างก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน สำหรับ Cloud CRM โซลูชั่นก็จะไม่ต้องมีการลงทุนด้านเซิฟเวอร์ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุนและดูแลรักษา นอกจากนั้นยังไม่ต้องมีทีม IT  สิ่งที่คุณต้องทำก็แค่ล็อคอินใช้งานบนระบบผ่านทาง app หรือ web ที่ทางผู้พัฒนาให้มา ข้อเสียสำหรับ cloud ก็คงจะเป็นเรื่องที่ต้องออนไลน์ในการเข้าถึงข้อมูลทุกอย่าง

สำหรับ On-premise นั้น แน่นอนว่าตัว CRM จะเป็นของคุณเลย แต่คุณก็ต้องมาเสียค่าใช้จ่ายในการพัฒนาโปรแกรม รวมไปถึงระยะเวลาพัฒนาที่ยาวนาน และยังต้องวางเซิฟเวอร์ รวมไปถึงจ้าง IT ในการดูแล แต่คุณก็ไม่ต้องเสียเงินในการจ่ายรายเดือน และสามารถ access เข้าเซิฟเวอร์ได้โดยตรง

ถ้าถามว่าแบบไหนดีกว่ากัน Venio เราคงต้องตอบว่าเป็นรูปแบบ cloud ครับเพราะถึงแม้จะมีค่าใช้จ่ายรายเดือน แต่ทุกอย่างก็ครบจบหมดไม่ต้องเสียค่าเซิฟเวอร์ ไม่ต้องมีไอทีคอยดูแลครับ และตอนนี้เรื่องอินเตอร์เน็ตก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปแล้วครับ

2.รู้ว่าตัวเองต้องการฟีเจอร์อะไร

เพราะความต้องการในแต่ละธุรกิจนั้นไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระบวนการทำงาน ลูกค้า หรือสิ่งอื่นๆ ดังนั้นแล้วการเลือก CRM จึงต้องคำนึงถึงธุรกิจเราเป็นหลัก ว่าฟีเจอร์ที่จะใช้งานตอบโจทย์กับการทำงานเรารึเปล่า แล้วนอกจากนั้นก็ต้องคำนึงถึงกรณีที่เมื่อธุรกิจเราโตขึ้นนั้น CRM ที่เราเลือกก็ต้องมีฟีเจอร์ที่รอบรับการเติบโตเราได้ด้วย

และอีกกรณีที่สำคัญมากๆคือ Software CRM ในตลาดส่วนใหญ่มักจะเน้นการใส่ฟีเจอร์มาเยอะๆ ซึ่งดูเผินๆเหมือนจะดีถูกไหมครับ แต่หากพิจารณากันจริงๆแล้วเราอาจจะใช้เพียงไม่กี่ฟีเจอร์เอง ดังนั้นแล้วจะจ่ายเพื่อฟีเจอร์ที่ไม่ได้ใช้ไปทำไมครับ

3.ขอดูเดโมก่อนที่จะซื้อจริง

แน่นอนว่าก่อนที่เราจะลงทุนกับระบบอะไรสักอย่างก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น ERP, โปรแกรมบริหารงานขาย, โปรแกรมบัญชี สำหรับระบบ CRM นั้นก็เหมือนกันครับ สิ่งที่เราต้องทำก็คือการเดโมดูก่อน เพราะถ้าหากเราไม่ทำแล้วล่ะก็ คุณอาจจะต้องเสียเงินลงทุนไปกับระบบที่ไม่มีคนใช้แบบฟรีๆเลยก็ได้ครับ หลักสำคัญเลยคือเรื่องของความง่ายในการใช้งาน การจะนำระบบใหม่เข้ามาใช้ถ้าสุดท้ายแล้วไม่มีคนใช้งานก็ไม่มีประโยชน์อะไรครับ

4.สามารถ customize ได้ไหม

โปรแกรม CRM นั้นจะไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่หากไม่มีการปรับให้เข้ากับความต้องการในการใช้งาน ซึ่งในเรื่องของการ customization ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องพิจารณา และต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนว่าราคาสำหรับการปรับโปรแกรม หรือเพิ่มเติมเหมาะสมกับราคาที่ต้องจ่ายหรือไม่ โปรแกรม CRM ที่ดีนั้นต้องตอบโจทย์ในเรื่องการบริหารทีมขาย และช่วยในเรื่องการดูแลลูกค้า และนั่นก็เป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมระบบที่ง่ายต่อการคอนฟิคจึงเป็นสิ่งจำเป็น

5.มีการจัดเทรนนิ่งให้ไหม

ถ้าเกิดคนในทีมของคุณไม่สามารถใช้งาน CRM ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วล่ะก็ การนำเอาระบบ CRM มาใช้กลับจะทำให้งานในทีมของคุณยุ่งยากกว่าเดิม ดังนั้นแล้วโปรแกรม CRM ที่ดีนอกจากจะมีหน้าจอการใช้งานที่เข้าใจได้ง่ายแล้ว การที่มีการเทรนนิ่งให้กับลูกค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากจะช่วยให้ทีมของคุณเข้าใจในฟีเจอร์การใช้งานแล้ว ยังทำให้คุณเข้าใจถึงระบวนการขายที่ระบบเข้ามาช่วยเติมเต็มอีกด้วย

6.Mobile native

ดูว่าโปรแกรม CRM ที่คุณจะใช้นั้นถูกพัฒนาเพื่อการใช้งานบนมือถือเป็นหลักหรือไม่ เหตุผลที่ต้องบอกเช่นนี้ก็เพราะว่าในปัจจุบันแล้วนั้น พบว่าคนเราใช้เวลาอยู่กับอุปกรณ์มือถือมากกว่าคอมพิวเตอร์ และโลกในยุคนี้ก็เรียกได้ว่าขับเคลื่อนบนระบบโมบายแบบเต็มรุปแบบ เพราะฉะนั้นแล้ว โปรแกรม CRM ที่ถูกพัฒนาให้แบบ Mobile native จะทำให้คุรมีประสบการณ์การใช้งานที่ยอดเยี่ยม ไม่เหมือนกับโปรแกรมที่ถูกพัฒนาบน web based แล้วมีการทำ mobile ทีหลังซึ่งมักจะเป็นการเอาฟีเจอร์ มาวางบนโมบาย โดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องของความน่าใช้งานครับ

7.ใส่ใจในเรื่อง user experience

นอกจากข้ออื่นๆที่กล่าวมาทั้งหมดแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับการใช้ CRM สักระบบนั้นคือคุณรู้สึกแฮปปี้กับมันไหมในยามใช้งาน วิธีง่ายๆในการดูก็คือลองให้บริษัทที่ขาย CRM ลองทำ task ที่คุณอาจจะต้องใช้งานบ่อยๆให้คุณดู ว่ามีความซับซ้อนใช้งานยากมากน้อยแค่ไหน ตำแหน่งการวางปุ่ม สีสันในโปรแกรมเป็นอย่างไร หลังจากนั้นลองถามตัวเองดูว่าถ้าฉันต้องใช้ซอฟต์แวร์ตัวนี้ ชั้นจะชอบ User Interface มันไหม แล้วคนในทีมจะรู้สึกอย่างไรเมื่อต้องใช้มันดู

คุณอาจจะมีคำถามในใจว่าแล้ว user experience นี้มันสำคัญแค่ไหนล่ะ เราเลือกแค่ราคาถูกสุดไม่ดีกว่าเหรอ จากการพบลูกค้าและดูจากรายงานจำนวนมาก user experience เป็นอะไรที่สำคญสุดๆเลยครับ เพราะมันจะเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายว่าคุณจะสามารถนำโปรแกรม CRM เข้ามาใช้งานได้สำเร็จหรือไม่ครับ

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่ 
Blogwww.veniocrm.com/blog 
Facebookwww.facebook.com/veniocrm 

Cloud กับความปลอดภัยบนระบบ CRM

บริษัททั้งหลายมักจะมีข้อกังวลมากมายเมื่อจะเริ่มใช้ระบบ CRM ที่ตั้งอยู่บนคลาวด์ และสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกกังวลมากขึ้นก็คือเรื่องการเก็บข้อมูลลูกค้าที่แสนจะสำคัญไว้บนระบบออนไลน์ คำถามสำคัญคือจะมั่นใจได้แค่ไหนในเรื่องระบบความปลอดภัยของข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากอินเตอร์เน็ต เพราะข้อมูลลูกค้านั้นเป็นอะไรที่มีค่ามากๆในยุคปัจจุบันยิ่งกับการบริหารงานขายยิ่งแล้วใหญ่ วันนี้ Venio เราก็จะมาไขข้อข้องใจทั้งหมดทีเกี่ยวกับระบบ CRM บน cloud ให้ฟังกันครับ

Cloud-Based CRM คืออะไร

ก็คือระบบ CRM ที่ถูกโฮสอยู่บนระบบคลาวด์นั่นเองครับ ซึ่งนั่นทำให้มีข้อดีอย่างยิ่งยวดคือ สามารถเข้าถึงข้อมูลและระบบได้อย่างง่ายดายผ่านทางอินเตอร์เน็ตนั่นเองครับ ซึ่งนั่นช่วยอย่างยิ่งในเรื่องของการบริหารทีมขายและดูแลลูกค้า ซึ่งทุกอย่างนั้นแข่งกับเวลา และปัจจุบันนี้เองแม้ว่าบริษัทบางแห่งจะมีระบบ CRM แล้วก็ตามแต่ก็เริ่มหันมามองระบบ CRM ที่ตั้งอยู่บนระบบคลาวด์แทน เพราะมันทำให้การทำงานของคนในทีมคล่องตัวมากขึ้น เพราะคนในทีมไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็เรียกดูข้อมูลได้ทันที ทำให้การตัดสินใจในหลายๆเรื่องเป็นไปได้อย่างฉับไว แต่นั่นก็ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าแล้วจะเจอปัญหาในเรื่องข้อมูลรั่วไหลไหม ความปลอดภัยข้อมูลจะเป็นอย่างไรล่ะ

ความปลอดภัยบน cloud

โดยทั่วไปแล้วอาจจะพูดได้ว่าระบบความปลอดภัยบนคลาวด์นั้นถือว่าสูงกว่าระบบที่ตั้งอยู่ในองค์กรของตัวเอง เพราะโดยทั่วไปแล้วพื้นที่จัดเก็บบนคลาวด์นั้นจะมีหน่วยที่เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยคอยดูแลและมอนิเตอร์ข้อมูลอยู่ พวกเขาจะมีการอัพเดทข่าวสารเกี่ยวกับความปลอดภัย บัคและการโจมตีทางไซเบอร์ตลอดเวลา และข้อมูลในคลาวด์เองนั้นก็มักมีการเข้ารหัสข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ยิ่งกับ cloud ที่เปิดให้บริการกับเจ้าใหญ่ๆเช่น Microsoft, google ผู้ที่คอยดูแลระบบนั้นจะรู้ว่าจะทำอย่างไรให้ข้อมูลปลอดภัยที่สุด และที่สำคัญหากคุณอยากให้ข้อมูลเข้าถึงได้ผ่านออนไลน์ แม้ว่าคุณจะใช้ระบบที่ตั้งอยู่ในบริษัทคุณเองแล้วก็ตาม แต่สุดท้ายก็ต้องมีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตอยู่ดี นั่นก็ไม่ได้ทำให้ระบบของคุณปลอดภัยจากการจู่โจมเอาข้อมูลสักเท่าไรนัก

Cloud ระบบที่มีดีมากกว่า

นอกจากในเรื่องความปลอดภัยที่โดดเด่นแล้ว Cloud ยังมักมาพร้อมกับการแบ็คอัพเก็บรักษาข้อมูลให้เราอีกด้วย ระบบคลาวด์โดยท่วไปจะมีการทำ schedule เพื่อทำการแบ็คอัพข้อมูลให้เราเป็นประจำ เพราะฉะนั้นแล้วคุณจึงมั่นใจได้ว่าข้อมูลลูกค้าที่มีค่าของคุณจะไม่สูญหายไป แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าระบบ cloud จะมีความปลอดภัยที่สูง แต่คุณควรจะระมัดระวังในเรื่องของการตั้งพาสเวิร์ดที่ไม่เดาง่ายจนเกินไป ไม่แชร์พาสเวิร์ดให้กับคนอื่นๆ ก็จะทำให้ระบบของคุณมีความปลอดภัยยิ่งกว่าเดิมครับ


ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่

Blog: www.veniocrm.com/blog

Facebook: www.facebook.com/veniocrm

10 ทิปการใช้งาน Excel แบบโปร

Excel ถ้าให้พูดแล้วก็น่าจะนับว่าเป็นโปรแกรมที่ต้องมีในทุกบริษัท ผมเชื่อว่าเกือบจะแทบทุกคนอย่างน้อยๆต้องเคยใช้งาน Excel มาแล้ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นกับงานขาย หากบริษัทไม่มีโปรแกรม CRM ใช้งานแล้วล่ะก็ Excel ก็เป็นอะไรที่ขาดไม่ได้เลย แต่นั่นก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ทีมขายต้องปวดหัวกับมันมาก และจากผลสำรวจก็พบว่าพนักงานส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้ด้วยซ้ำว่า Excel สามารถทำอะไรได้บ้าง วันนี้ Venio เราก็จะมาแนะนำทิปทั้ง 10 ข้อที่จะช่วยให้คุณสามารถเอามาใช้บริหารทีมขาย เก็บข้อมูลลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นครับ

มาเริ่มกันเลยดีกว่า 

1.รู้จักกับ Conditional Formatting

โดยปกติแล้วเรามักจะคุ้นชินกับการใช้ filter ในการกรองข้อมูล แต่รู้ไหมครับว่า Conditional formatting ก็เป็นอะไรที่ช่วยในการจัดการข้อมูลที่ดีเยี่ยม และทรงพลังมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากคุณมีการเก็บข้อมูลลูกค้า ข้อมูลเซลล์ที่ซับซ้อน เพียงแค่กดใช้ไม่กี่คลิกแล้วเลือกเงื่อนไขลงไป คุณก็จะรู้ได้แล้วว่าพนักงานคนไหนที่อยู่ในกลุ่ม top 10%

2.ดูข้อมูลง่ายๆผ่านสเตตัสบาร์

เมื่อใดก็ตามที่คุณอยากจะรู้ข้อมูลอะไรเร็วๆ เช่นค่าเฉลี่ย ผลรวม ก็สามารถทำไฮไลท์ที่ช่องที่ต้องการได้แล้วก็เพียงแค่ดูข้อมูลตรงช่องด้านขวาล่าง เราก็จะรู้ข้อมูลได้ง่ายๆไม่ต้องทำการใส่สูตรทุกครั้ง นอกจากนี้เราสามารถเปลี่ยนค่าที่แสดงได้โดยการคลิกขวาที่ status bar แล้วติ๊กปรับครับ เท่านี้คุณก็สามารถบริหารทีมขาย ประชุมทีมได้ไวขึ้นอีกเป็นกอง

3.Transpose ข้อมูลง่ายๆ

transpose หลายๆคนคงเคยมีปัญหาเมื่อต้องใช้ใช้ข้อมูลเดิมไปใช้ในแนวนอนแทน รู้ไหมครับว่าเราสามารถกลับข้อมูลแนวตอนแนวตั้งได้ง่ายๆด้วยการ paste แบบ transpose ครับ

4.Flash Fill

อีกหนึ่งฟีเจอร์ใน excel ที่สะดวกและทำให้ทำงานได้รวดเร็วมากๆเลยก็คือ Flash fill ครับ ยกตัวอย่างเช่นเราใส่ชื่อเต็มในคอลัมน์ A และ B ต้องการใส่แค่ชื่อ ส่วน C ต้องการใส่นามสกุล แค่เราทำเสร็จในแถวแรก Excel ก็จะรู้แล้วว่าเราต้องการทำอะไรครับ แต่หากไม่ทำให้โดยอัตโนมัติเราก็แค่เข้าที่ Data > Flash Fill

5.Filter

Filter ข้อมูลที่ต้องการง่ายๆเพียงแค่กดเลือกที่ column ที่ต้องการทำการ filter เลือกเงื่อนไขได้ตามต้องการเพื่อกรองข้อมูลที่ไม่ต้องการใช้งานออกไป ฟังก์ชั่นนี้มีประโยชน์มากๆสำหรับทีมขาย เพราะต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลยอดขายกันอยู่เสมอ ดังนั้นต้องหัดเล่นฟังก์ชั่นนี้ให้คล่องๆนะครับ

6.คีย์ลัดช่วยในการเข้าถึงข้อมูล

ใช้คีย์ลัดเพื่อช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น เพราะธรรมชาติของนักขายมืออาชีพเวลานั้นคือเงิน สำหรับคีย์ลัดหลักๆที่จำเป็นต้องจำเลยคือ

Ctrl + C : Copy

Ctrl + X : Cut

Alt + = : Auto Sum

Ctrl + PgDn, Ctrl + PgUp : ข้ามแผ่นงาน

Ctrl + Arrow key : ข้ามข้อมูลในแถวตามทิศทางลูกศร

Ctrl + Shift + Arrow key : เลือกข้อความที่ต้องการ


7.Lock ตารางซะ

บางครั้งการนำเสนอข้อมูลผ่านทาง Excel ก็มีข้อมูลเยอะมากทำให้เราไม่รู้ว่าตัวเลขนี้มีความหมายว่าอย่างไร วิธีนี้ก็แก้ได้ง่ายโดยการทำการ Freeze Panes ก็จะทำให้เราดูข้อมูลได้ง่ายขึ้นอีกเยอะครับ

8.LEFT, RIGHT และ LEN สารพัดประโยชน์

Right (text, จำนวนอักษร) เพื่อตัดคำนับจากด้านขวา

Left (text, จำนวนอักษร) เพื่อตัดคำนับจากด้านซ้าย

LEN นับจำนวนคำ 

ก็เป็นอีกฟังก์ชั่นหนึ่งใน Excel ที่ช่วยพนักงานขายได้เยอะมากครับ เพราะบางครั้งไฟล์ที่ได้จากลูกค้าอาจจะมี format ที่ไม่เหมือนกับไฟล์ต้นฉบับเรา และเมื่อต้องการเทียบสินค้าสองตัวการใช้ฟังก์ชั่นนี้เพื่อตัดคำจนได้เฉพาะชื่อรุ่นที่ต้องการก็จะทำให้การเทียบเป็นไปได้อย่างรวดเร็วครับ

9.Vlookup

Vlookup ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งสำหรับการหาข้อมูลที่เราต้องการ เป็นฟังก์ชั่นหลักที่ผมแนะนำว่าเซลล์ทุกคนควรจะใช้เป็น เพราะถ้าใช้ไม่เป็นแล้วล่ะก็จะลำบากมากๆเลยครับในกรณีที่บริษัทไม่มีระบบ CRM แล้วต้องใช้ Excel ในการทำ report

จากตัวอย่างข้างต้น

= Vlookup (value, table, col_index, [range_lookup])

Value ในสูตรคือ E3 ก็คือไอดี 601 ที่เราใส่เพื่อหาแผนก

table คือ A4:F10 นั่นก็คือทั้งตารางด้านล่างในภาพครับ

col_index คือต้องการให้แสดงผลจาก column ไหน ในที่นี้คือแผนกก็เป็นเลข 6 ครับ

range_lookup อันนี้เราอาจจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ เมื่อใส่เป็น false คือต้องเป็น exact match เท่านั้นครับ


10.Pivot table สุดทรงพลัง

สำหรับอันนี้อาจจะไม่ได้มีตัวอย่างให้ดูครับ เนื่องจากว่า pivot table ถือเป็นเรื่องใหญ่เรื่องนึงเลยทีเดียว จริงๆแล้ว pivot table สำหรับเซลล์มืออาชีพนั้นเป็นอะไรที่ต้องทำให้เป็นเลยก็ว่าได้ครับ เพราะข้อมูลดิบที่เราได้รับมาไม่ว่าจะเป็นจากในบริษัทเราเอง จากบริษัทคู่ค้าที่ให้เรามา มักจะเป็นข้อมูลที่ยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายๆ ดังนั้นแล้วเซลล์มืออาชีพเมื่อได้ข้อมูลพวกนี้มาก็จะเรียกดูผ่านทาง pivot table ซึ่งเจ้าตัว pivot table นี้ก็มีความสามารถหลากหลายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข้อมูลมีจำนวนมากๆเจ้า pivot table ตัวนี้ก็จะยิ่งมีประโยชน์ครับ เพราะเราสามารถเรียกดูข้อมูลปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการได้

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับ CRM และการบริหารงานขายได้ที่ 
Blogwww.veniocrm.com/blog 
Facebookwww.facebook.com/veniocrm